วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

พลเอก หาญ เพไทย



วีรกรรมที่ห้าวหาญ กล้าแกร่งของวีรบุรุษนักรบ ชื่อ "พลเอก หาญ เพไทย"
โดย พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก
ที่มา www.matichon.co.th

นายทหารที่โดดเด่นท่านนี้ สืบค้นประวัติได้ยาก เพราะเป็นคนถ่อมตัว ไม่ค่อยจะเปิดเผยภารกิจ แต่เพื่อนร่วมตายทั้งหลายพากันแซ่ซ้อง ยกย่องให้เป็นวีรบุรุษสงครามทั้งในและนอกประเทศที่มีนามว่า พล.อ.หาญ เพไทย

เด็กชายหาญ เพไทย เป็นบุตรของ พันตรี สงคราม และนางบุญชอบ เพไทย เกิดเมื่อ 29 ธันวาคม 2482 คุณแม่ไปคลอดที่หน่วยเสนารักษ์ ในกรม ปตอ.เกียกกาย มีพี่น้อง 8 คน จบประถมจาก ร.ร.วัดราชาธิวาส และจบ ม.6 จาก ร.ร.วัดเบญจมบพิตร พ.ศ.2502 สอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมนายร้อยรุ่น 18 และศึกษาต่อ ร.ร.นายร้อย จปร.รุ่น 11 สำเร็จการศึกษา เข้ารับพระราชทานกระบี่ใน พ.ศ.2507 บรรจุเป็นผู้บังคับหมวด ทหารสารวัตร กองพลทหารราบที่ 3 โคราช เข้าฝึกต่อในหลักสูตรโดดร่ม และจู่โจม และต่อมาจึงขอย้ายไปรับราชการในหน่วยรบพิเศษ ลพบุรี เพราะต้องการชีวิตที่เข้มข้น บึกบึนตามแบบฉบับของทหารรบพิเศษ

วิชาที่หาคนสอนได้ยากในโรงเรียนทหาร คือ วิชาผู้นำ ซึ่งเคยมีการใช้คำว่า “ประมุขศิลป์” (Leadership) มีตำราหลากหลาย มีทฤษฎีเยอะ เพื่อให้ศึกษา แต่บางคนไม่ต้องเรียน เพราะเกิดมาเป็น “ผู้นำโดยธรรมชาติ” แต่ “ภาวะผู้นำ” ก็สามารถบ่มเพาะและสร้างขึ้นมาได้

การนำหน่วยทหารที่เห็นในภาพยนตร์ ผู้นำทัพในอดีต คือ คนที่ถือดาบ 2 มือวิ่งนำหน้ากองทัพ หรือขี่ม้า-ขี่ช้าง ถืออาวุธนำหน้าทหารพุ่งเข้าหาข้าศึก ผู้นำจะต้องนำหน้าไปก่อนเสมอ

ผู้นำต้องขจัดความกลัว ความเจ็บปวด และพร้อมจะเผชิญกับความสูญเสีย

ในตำแหน่งหัวหน้าชุดจู่โจมของหน่วยรบพิเศษ ร้อยโท หาญ เพไทย นำกำลังปะทะ ผกค.ครั้งแรกเมื่อ สิงหาคม 2510 ที่ อ.นาแก จ.นครพนม เทือกเขาภูพาน และปะทะต่อเนื่องถึง 4 ครั้ง ได้ 3 ศพ ยึดฐาน ผกค. และอาวุธได้ ผู้หมวดหนุ่มได้รับพระราชทานเหรียญเสรีชนชั้น 2

สมรภูมิที่จะพิสูจน์ความเป็นผู้นำหน่วย ใช้ชีวิตแบบดุเดือดในยุคสมัยนั้น ต้องไปรบเวียดนาม ร้อยโท หาญ เพไทย สมัครไปรบที่เวียดนาม เลือกตำแหน่ง ผบ.หมวดลาดตระเวนระยะไกล ของกองร้อยลาดตระเวนระยะไกล กองพลทหารอาสาสมัคร หน่วยนี้มีภารกิจคือ การไปควานหาข้าศึกในป่าเขา ล้อกันเล่นว่า ไปล่อเป้าให้ข้าศึกยิง



ผู้หมวดหาญนำหน่วยทหารเดนตายขนาดเล็ก 12 นาย ไปลาดตระเวนค้นหาที่ตั้งทหารเวียดกง ซึ่งถ้าพบข้าศึกจะเข้าปะทะ หรือจะซุ่มโจมตี หรือจะขอการโจมตีทางอากาศ หรือขอปืนใหญ่ยิงสนับสนุน ทหารเหล่านี้คือ นักรบปีศาจที่ต้องมีความเชี่ยวชาญ ฉลาด มีประสาทสัมผัสรอบด้าน ที่สำคัญที่สุดคือ กล้าหาญ

เหตุการณ์ที่ต้องจารึกไว้ คือ 16 เมษายน 2514 หน่วยเหนือต้องการพิสูจน์ทราบกำลังของเวียดกงในพื้นที่ ใกล้ลำน้ำซุยคา อำเภอลองถั่น เฮลิคอปเตอร์นำกำลังของผู้หมวดหาญไปลงในพื้นที่ของเวียดกง

เสมือนการเข้าไปท้ารบในบ้านเค้า เพียงอึดใจเดียวหลังถึงพื้นดิน กำลังพล 12 นายของผู้หมวดหาญ ปะทะกับนักรบเวียดกงที่แห่กันมารุมกินโต๊ะ ความเชี่ยวชาญของนักรบที่ฝึกมาดี แหวกวงล้อมออกมาได้ พลวิทยุส่งคำขอกำลังทางอากาศยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์พลิกกลับ หน่วยของผู้หมวดกลับเป็นฝ่ายรุก ติดตามเข้าไปสังหารเวียดกงถึงในฐาน ระเบิดทำลาย เผาฐานทหารเวียดกง

ท่ามกลางเสียงปืน เสียงระเบิด และความตาย ร้อยโท หาญ เพไทย ชำเลืองเห็นทหารเวียดกงยังคงหลบอยู่ในบังเกอร์ ร้อยโทหนุ่มหยิบลูกระเบิดขว้างออกมาถือ ถอดสลัก แล้วทรุดตัวคลานเข้าไปหาบังเกอร์ (ที่พัก/หลุมที่ตั้งยิง) ของนักรบเวียดกงที่อยู่ตรงหน้า

กระสุน 2 นัดจากปืนพกของเวียดกง พุ่งใส่หน้าอกด้านซ้ายของผู้หมวดหาญจนผงะหงายหลัง เลือดทะลัก เสือย่อมเป็นเสือ ผู้หมวดหาญพลิกตัวกลับ พาร่างโชกเลือดคลานแนบพื้นดิน มือกำน้อยหน่ามรณะแน่น เพียงชั่วอึดใจ ผู้หมวดใจเพชรเหยียดแขนไปหย่อนระเบิดเพชฌฆาตเข้าไปในบังเกอร์ของเวียดกง เสียงระเบิดดังสนั่นปานฟ้าผ่า ร่างของทหารเวียดกง พร้อมทั้งอาวุธกระสุนระเบิดแหลกเหลวกระจายออก เสียงปืนเสียงจากเวียดกงจึงยุติลง ปิดฉากการต่อสู้แบบเลือดเดือด

ร้อยโทหาญนำกำลังเข้าตีฐานครั้งนั้นสังหารเวียดกงได้ 8 ศพ ฝ่ายเราบาดเจ็บ 3 นาย

ร่างของคนเจ็บทั้ง 3 รวมทั้งผู้หมวด ถูกลำเลียงโดย ฮ.ส่งกลับโรงพยาบาลสนามในค่ายส่วนหลังที่มีทหารบาดเจ็บแขนขาด ขาขาดนอนเกลื่อนไปหมด แม่ทัพของสหรัฐได้รับรายงานพฤติกรรมการเข้าตีฐานเวียดกงอย่างเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของทหารไทย จึงขออนุมัติเหรียญกล้าหาญ Silver Star ของสหรัฐ กองทัพเวียดนามใต้มอบเหรียญกล้าหาญ Gallantry Cross With Palm และเมื่อรักษาตัวหายดีแล้ว ร้อยโท หาญ เพไทย กลับมารับพระราชทานเหรียญกล้าหาญของไทย



เป็นความสำเร็จของหน่วยทหารปีศาจ ผู้หมวดที่ถูกยิง 2 นัดแล้วยังกัดฟันคลานเข้าไปหย่อนระเบิดใส่บังเกอร์เวียดกงจนเละ เป็นที่กล่าวขวัญ ยกย่องกันกระหึ่ม เพราะที่ผ่านมาฝ่ายอเมริกันและเวียดนามใต้มักจะเป็นฝ่ายสูญเสีย

ร้อยโทหาญสร้างบรรทัดฐานของความเป็นผู้นำไว้สูงมาก จึงทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นนักรบเกิดความศรัทธา เชื่อมั่น จึงเป็นผลทีมงานขนาดเล็กทุ่มเทกายใจ และพยายามที่จะทำให้งานสำเร็จด้วยความเต็มใจ พร้อมจะเป็นผู้ตามที่ดี

ลักษณะผู้นำเยี่ยงนี้ สร้างได้โดยการฝึกฝน การฝืนใจตัวเอง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ความละอายที่จะเป็นผู้นำที่ขี้ขลาด

จบภารกิจในเวียดนามนาน 1 ปี ชีวิตของร้อยโท หาญ เพไทย ยังคงผูกพันกับศึกสงครามในภาคเหนือของไทยที่เคยทำมาก่อน ผู้หมวดหาญกลับมาทำงานต่อในพื้นที่ภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ในตำแหน่งนายทหารยุทธการ หน่วย พตท.1617 ผลงานคือ ฝ่ายเราสามารถจัดตั้งฐานปฏิบัติการทหารในพื้นที่สำเร็จเป็นครั้งแรก



ห้วง พ.ศ.2518-พ.ศ.2522 ผู้กองหาญ ในตำแหน่งผู้บังคับกองร้อย ลาดตระเวนระยะไกลที่ 4 กองพลทหารราบที่ 4 ควบกับตำแหน่งนายทหารยุทธการ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็ก อ.เขาค้อ ตามพระราชดำริ ท่านนำหน่วยร่วมปฏิบัติตามแผนดอนเจดีย์ 2 และแผนยุทธการร่วมใจ 10 ในพื้นที่เขาค้อ ร่วมจัดตั้งหมู่บ้านยุทธศาสตร์พัฒนา นำหน่วยคุ้มครองการก่อสร้างเส้นทางในพื้นที่เขาค้อ

ชีวิตของ พันตรี หาญ เพไทย คลุกเคล้า มีความรับผิดชอบสูง สมบุกสมบันอย่างต่อเนื่อง มีชีวิตในป่าเขาที่ไม่ค่อยเป็นข่าวปรากฏ

ท่านผู้อ่านอาจจะพอจำได้ว่า 11 มิถุนายน 2519 กองทัพภาคที่ 3 ปฏิบัติการกวาดล้าง ผกค.ครั้งใหญ่ มีเครื่องบินขับไล่ F-5 ของกองทัพอากาศที่เข้าร่วมโจมตีที่หมายในป่าลึกถูกยิงตก มีสัญญาณว่านักบินยังคงรอดชีวิต กองทัพภาคที่ 3 จัดกำลังรบ “ชุดขุนศึก” เดินเท้ามุ่งหน้าสู่บริเวณเครื่องบินตก ทุกนาทีมีค่ายิ่งนัก ทหาร หรือ ผกค.ใครจะเข้าถึงบริเวณเครื่องบินตกก่อนกัน ชุดขุนศึก เข้าไปตกอยู่ในวงล้อมของ ผกค.การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด หน่วยเหนือไม่สามารถส่งกระสุนและเสบียงให้ชุดขุนศึกได้ พยายามทิ้งร่มลงที่หมายแต่เนื่องจากลมแรงและ ผกค.ระดมยิงอย่างหนัก ทีมนักรบชุดขุนศึกถูกตัดขาด

“ชุดสมเด็จ” ถูกจัดตั้งขึ้นมาเพื่อเดินเท้าเข้าไปช่วย “ชุดขุนศึก” ซึ่งต้องข้ามลำน้ำเข็ก ผกค.ซุ่มยิงทหารเสียชีวิตอีก 3 นาย ศพลอยไปตามกระแสน้ำหายไป “ชุดสมเด็จ” เข้าไปติดพันกับห่ากระสุนของ ผกค.เคลื่อนที่ต่อไม่ได้ พันตรี หาญ เพไทย นำกำลังเข้าตีผ่าน ผกค.เกิดการปะทะต่อเนื่องอยู่หลายวัน จนกระทั่งสร้างสนาม ฮ.แบบเร่งด่วน จัดวางกำลังคุ้มกันจน ฮ.สามารถร่อนลงมารับคนเจ็บจาก “ชุดสมเด็จ” กลับไปได้ใน 26 มิ.ย.19 ซึ่งการค้นหาของฝ่ายเรานานนับเดือน ไม่พบซากเครื่องบิน F-5A ที่ถูกยิงตก



ชีวิตของพันโทหาญยังคงวนเวียนอยู่ในสมรภูมิ ในห้วงตุลาคม 2523-เมษายน 2524 ในตำแหน่ง ผบ.พัน ร.3444 (หรือกองพันทหารราบที่ 4 กรมทหารราบที่ 4) ผู้พันหาญนำกำลังเข้าร่วมแผนยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 1 ยึดสันเขาค้อ (ปางก่อ) ได้ตลอดทั้งสันเขา กำลังทหารฝ่ายเราออกคำสั่งคุ้มครองการก่อสร้างเส้นทาง เขาค้อ-สะเดาะพงได้สำเร็จ

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ เป็นเสมือนยารักษาโรคที่ได้ผลชะงัดเมื่อใช้ปฏิบัติควบคู่กับการปฏิบัติการทางทหาร เป็นจุดเปลี่ยนของประวัติศาสตร์



ยุทธการผาเมืองเผด็จศึก 2 (20 กุมภาพันธ์-30 เมษายน2524) ทหารไทยปฏิบัติยุทธการเคลื่อนย้ายทางอากาศ (Air Mobile Operations) ใช้ ฮ.ติดอาวุธ นำนักรบเดนตายบินเต็มท้องฟ้า ไปลงในพื้นที่สันเขาค้อ เสียง ฮ.กระหึ่มเร้าใจ เย้ายวนให้ทหารราบ ทหารม้า ทหารปืนใหญ่ ทหารช่างทหารพราน ทุกระดับมีจิตใจห้าวหาญรุกรบ เพื่อเข้ากวาดล้างศัตรูของแผ่นดินให้หมดสิ้นจากเขาค้อ

พันโทหาญนำกำลังเข้ายึดฐานที่มั่น และศูนย์สั่งการของ ผกค.เขตงาน 15 ยึดโรงเรียนการเมือง การทหาร ในพื้นที่หนองรางช้าง และหนองแม่นาได้สำเร็จ นับเป็นจุดเปลี่ยนปิดฉาก และสลายอิทธิพลของ ผกค.ในพื้นที่เขาค้อ

ผลงานที่โชกโชนในสนามรบพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง เป็นสิ่งที่ทำให้ พ.อ.หาญ เพไทย ได้รับพระราชทานบำเหน็จความชอบในราชการคือ เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี ชั้นอัศวิน จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อ 6 พฤษภาคม 2525

สถานการณ์สู้รบในพื้นที่เขาค้อ สงบลงในปี พ.ศ.2527

พันเอก หาญ เพไทย ย้ายกลับไปเจริญก้าวหน้าในหน่วยรบพิเศษ ถึงตำแหน่ง รองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (พลตรี) เจ้ากรมการรักษาดินแดน (พลโท) และเป็นที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (พลเอก) ท่านเกษียณอายุราชการเมื่อ 1 ตุลาคม 2543

หลังเกษียณราชการ พล.อ.หาญ เพไทย ได้รับความไว้วางใจจาก พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ อดีตขุนพลนักรบเขาค้อให้ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน พืชผลการเกษตร เพื่อความกินดีอยู่ดีอย่างต่อเนื่อง

ผู้เขียนขอเพิ่มเติมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ครับ มีทหารพลีชีพ 24 นาย จากการสู้รบเพื่อเข้าไปค้นหาซากเครื่องบิน F-5A ที่ตกในพื้นที่เขาค้อ ซึ่งขณะนั้นหน่วยรบติดพันกับ ผกค.ในป่าเขาหลายวัน ศพทหารเริ่มเน่าและถูกฝังไว้ในพื้นที่การรบ ซึ่งหลังเกษียณอายุราชการ พล.อ.หาญและอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาตั้งทีมเพื่อค้นหาโครงกระดูก ปลายปี 2540 พล.อ.หาญและอดีตนักรบใช้ทุนส่วนตัว เมื่อมกราคม 2541 ทีมงานขุดพบโครงกระดูก ร.อ.ทองใบ อิ่มจิตต์, ร.ต.พจน์ รัตนัย, จ.ส.อ.สละ มาด้วง ซึ่งอดีตนักรบสามารถยืนยันได้ว่าโครงกระดูกเหล่านี้เป็นของผู้ใด เนื่องจากตอนฝังมีการทำสัญลักษณ์ไว้

การค้นหากระดูกนักรบที่เขาค้อระยะที่ 2 เมื่อมกราคม 2542 สามารถขุดค้นพบโครงกระดูกเพิ่มขึ้นอีก 8 นาย หลังจากนั้นเพื่อเป็นเกียรติประวัติและสดุดีวีรบุรุษทั้ง 11 นาย จึงได้ขอพระราชทานเพลิง ณ เมรุวัดเขาค้อพัฒนาราม โดยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าไตรทอดหน้าศพด้วย ยังความปลื้มปีติต่อครอบครัวผู้วายชนม์เป็นล้นพ้น หลัง พล.อ.หาญเสียชีวิต ภารกิจการค้นหาโครงกระดูกดังกล่าวก็ยกเลิกไป

ในเดือนตุลาคม 2553 พล.อ.หาญ เพไทย มีอาการป่วยด้วยมะเร็งตับอ่อน เข้ารับการรักษาตัว ณ โรงพยาบาลศิริราช ท่านเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ ต่อสู้กับโรคร้ายนานหลายเดือน มีนาคม 2554 อาการทรุดลงไปอีก พล.อ.หาญ เพไทย เสียชีวิตอย่างสงบเมื่อ 8 เมษายน 2554 รวมอายุได้ 71 ปี

คุณค่าของชีวิตไม่ได้อยู่ที่ได้รับมาเท่าใด คุณค่าของชีวิตอยู่ที่ให้ไปเท่าใด พล.อ.หาญ เพไทย คือ วีรบุรุษนักรบที่ชนรุ่นหลังขอยกย่องสดุดีและระลึกถึงตลอดไป!

article and photos by http://www.matichon.co.th/news/507440

http://2013.gun.in.th/index.php?topic=67906.300

วันอังคารที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2560

มงคลชีวิต ๓๘ ประการ



มงคลที่ ๑ : ไม่คบคนพาล

ท่านว่าลักษณะของคนพาลมี ๓ ประการคือ
๑. คิดชั่ว คือการมีจิตคิดอยากได้ในทางทุจริต มีความพยาบาท และมิจฉาทิฏฐิ คือเห็นผิดเป็นชอบ
๒. พูดชั่ว คือคำพูดที่ประกอบไปด้วยวจีทุจริตเช่น พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ
๓. ทำชั่ว คือทำอะไรที่ประกอบด้วยกายทุจริตเช่น การฆ่าสัตว์ ลักขโมย ฉ้อโกง ฉุดคร่าอนาจาร ประพฤติผิดในกาม

รูปแบบของคนพาล มีข้อควรสังเกตุคือ
๑. ชอบแนะนำไปในทางที่ผิด หรือที่ไม่ควรแนะนำ อาทิเช่น แนะนำให้ไปเล่นการพนัน ให้ไปลักขโมย ให้กินยาบ้า ให้เสพยา ชวนไปฉุดคร่าอนาจาร เป็นต้น เหล่านี้ถือว่าเป็นพาล
๒. ชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ อาทิเช่น ไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนให้เรียบร้อย แต่กลับชอบจะไปก้าวก่ายยุ่งกับหน้าที่การงานของผู้อื่น หรือไปจับผิดเพื่อนร่วมงาน แกล้ง ยุยง นินทาว่าร้ายกันและกัน เป็นต้น
๓. ชอบทำผิดโดยเห็นสิ่งผิดเป็นของดี อาทิเช่น การสูบยาได้เป็นฮีโร่ เห็นคนที่ซื่อสัตย์เป็นคนโง่ไม่กินตามน้ำ ชอบรับสินบน ทุจริตในหน้าที่ หรือช่วยพวกพ้องให้พ้นจากความผิด เป็นต้น
๔. จะโกรธเคืองเมื่อพูดเตือน อาทิเช่น การเตือนเรื่องการเที่ยวเตร่ เตือนเรื่องการดื่มเหล้า กลับบ้านดึก เตือนเรื่องการคบเพื่อนเป็นต้น คนพวกนี้จะโกรธเมื่อได้รับการตักเตือน และไม่รับฟัง
๕. ไม่มีระเบียบวินัย อาทิเช่น ไม่เข้าคิวตามลำดับก่อนหลัง แต่ชอบแซงคิวอย่างหน้าด้านๆ ทิ้งขยะลงคลอง หรือข้างทาง ไม่เคารพกฏหมายของบ้านเมือง หรือของท้องถิ่น เป็นต้น




มงคลที่ ๒ : การคบบัณฑิต

บัณฑิต หมายถึงผู้ทรงความรู้ มีปัญญา มีจิตใจที่งาม และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง รู้ดีรู้ชั่ว (ไม่ใช่คนที่จบปริญญาโดยนัย) มีลักษณะดังนี้คือ
๑. เป็นคนคิดดี คือการไม่คิดละโมบ ไม่พยาบาทปองร้ายใคร รู้จักให้อภัย เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความกตัญญูรู้คุณเป็นต้น
๒. เป็นคนพูดดี คือวจีสุจริต พูดจริง ทำจริงไม่โกหก ไม่พูดหยาบ ถากถาง นินทาว่าร้าย
๓. เป็นคนทำดี คือทำอาชีพสุจริต มีเมตตา ทำทานเป็นปกตินิสัย อยู่ในศีลธรรม ทำสมาธิภาวนา
รูปแบบของบัณฑิต มีข้อควรสังเกตุคือ
๑. ชอบชักนำในทางที่ถูกที่ควร อาทิเช่นการชักนำให้เลิกทำในสิ่งที่ผิด ตักเตือนให้ทำความดีอย่างเช่น ให้เลิกเล่นการพนันเป็นต้น
๒. ชอบทำในสิ่งที่เป็นธุระ อาทิเช่นการทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง และใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ไม่ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นเว้นแต่จะได้รับการร้องขอ
๓. ชอบทำและแนะนำสิ่งที่ถูกที่ควร อาทิเช่นการพูดและทำอย่างตรงไปตรงมา แนะนำการทำทานที่ถูกต้อง ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น
๔. รับฟังดี ไม่โกรธ อาทิเช่นเมื่อมีคนมาว่ากล่าวก็ไม่ถือโทษ หรือโกรธ หรือทำอวดดี แต่จะรับฟังแล้วนำไปพิจารณาโดยยุติธรรม แล้วนำมาแก้ไขปรับปรุง
๕. รู้ระเบียบ กฏกติกามรรยาทที่ดี อาทิเช่นการรักษาระเบียบวินัยขององค์กร เพื่อให้หมู่คณะมีความเป็นระเบียบ และการดำเนินงานไม่สับสน หรือการรักษาความสะอาด ปฏิบัติ และเคารพกฏของสถานที่ ไม่ทำตามอำเภอใจ





มงคลที่ ๓. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา

การบูชา คือการแสดงความเคารพบุคคลที่เรานับถือ ยกย่อง เลื่อมใสในบุคคลคนนั้น ซึ่งการบูชาแบ่งออกเป็น ๒ อย่างคือ
๑. อามิสบูชา คือการบูชาด้วยสิ่งของเช่น การนำเงินให้พ่อแม่ไว้ใช้จ่าย หรือมอบทรัพย์สินให้พ่อแม่ หรือการนำดอกไม้ ธูปเทียนไปบูชาพระก็ถือเป็นอามิสบูชาเป้นต้น
๒.ปฏิบัติบูชา คือการบูชาด้วยการเจริญสมาธิภาวนา การฝึกจิตให้ไม่ฟุ้งซ่าน เห็นความจริงในความเป็นไปของโลกเป็นต้น
บุคคลที่ควรบูชา มีดังนี้คือ
๑.พระพุทธเจ้า (คงไม่ต้องอธิบาย)
๒.พระปัจเจกพระพุทธเจ้า หมายถึงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา
๓.พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิศราชธรรม
๔.บิดามารดา
๕.ครูอาจารย์ ที่มีความรู้ดี มีความสามารถ และประพฤติดี
๖.อุปัชฌาย์ หรือผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี ตั้งอยู่ในธรรม





มงคลที่ ๔ การอยู่ในถิ่นอันสมควร

ถิ่นอันสมควรควรประกอบด้วยสิ่งแวดล้อม ๔ อย่างได้แก่

๑.อาวาสเป็นที่สบาย หมายถึงอยู่แล้วสบาย เช่นสะอาด เดินทางไปมาสะดวก อากาศดี เป็นแหล่งชุมชน ไม่มีแหล่งอบายมุขเป็นต้น

๒.อาหารเป็นที่สบาย หมายถึงอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ เช่นมีแหล่งอาหารที่สามารถจัดซื้อหามาได้ง่าย เป็นต้น

๓.บุคคลเป็นที่สบาย หมายถึงที่ที่มีคนดี จิตใจโอบอ้อมอารี ถ้อยทีถ้อยอาศัย มีศีลธรรม ไม่มีโจร นักเลง หรือใกล้แหล่งอิทธิพลเป็นต้น

๔.ธรรมะเป็นที่สบาย หมายถึงมีที่พึ่งด้านธรรมะ มีที่ฟังธรรมเช่น มีวัดอยู่ในละแวกนั้น มีโรงเรียน หรือแหล่งศึกษาหาความรู้เป็นต้น






มงคลที่ ๕. เคยทำบุญมาก่อน

ขึ้นชื่อว่าบุญนั้น มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ

๑. ทำให้กาย วาจา และใจ สะอาดได้
๒. นำมาซึ่งความสุข
๓. ติดตามไปได้ หมายถึงบุญจะติดตัวเราไปได้ตลอดจนถึงชาติหน้า
๔. เป็นของเฉพาะตน หมายถึงขอยืม หรือแบ่งกันไม่ได้ ทำเองได้เอง
๕. เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งหลาย คือว่าผลของบุญจะบันดาลให้เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ได้หวังผล
๖. ให้มนุษย์สมบัติ ทิพย์สมบัติ และนิพพานสมบัติแก่เราได้ หมายถึงความสมบูรณ์ตั้งแต่ทางโลก จนถึงนิพพานได้เลย
๗. เป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งนิพพาน ก็คือเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้บรรลุถึงนิพพานได้เร็วขึ้นเมื่อปฏิบัติ
๘. เป็นเกราะป้องกันภัยในวัฏสังสาร หมายถึงในวงจรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือที่เรียกว่าเวียนว่ายตายเกิดนั้น บุญจะคุ้มครองให้ผู้นั้นเกิดในที่ดี อยู่อย่างมีความสุข หรือตายอย่างไม่ทรมาน ขึ้นอยู่กับกำลังบุญที่สร้างสมมา

การทำบุญนั้นมีหลายวิธี แต่พอสรุปได้สั้นๆดังนี้คือ

๑.การทำทาน
๒.การรักษาศีล
๓.การเจริญภาวนา





มงคลที่ ๖. การตั้งตนชอบ

หมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย ด้วยความถูกต้องและสุจริต อยู่ในสัมมาอาชีพ มีแผนการที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นด้วยความไม่ประมาท มีการเตรียมพร้อม และมีความอดทนไม่ละทิ้งกลางคัน







มงคลที่ ๗. ความเป็นพหูสูตร

คือเป็นผู้ที่ฟังมาก เล่าเรียนมาก เป็นผู้รอบรู้ โดยมีลักษณะดังนี้คือ

๑.รู้ลึก คือการรู้ในสิ่งนั้นๆ เรื่องนั้นๆ อย่างหมดจดทุกแง่ทุกมุม อย่างมีเหตุมีผล รู้ถึงสาเหตุจนเรียกว่าความชำนาญ
๒.รู้รอบ คือการรู้จักช่างสังเกตในสิ่งต่างๆ รอบตัว เช่นเหตุการณ์แวดล้อมเป็นต้น
๓.รู้กว้าง คือการรู้ในสิ่งใกล้เคียงกับเรื่องนั้นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน สัมพันธ์กันเป็นต้น
๔.รู้ไกล คือการศึกษาถึงความเป็นไปได้ ผลในอนาคตเป็นต้น

ถ้าอยากจะเป็นพหูสูตก็ควรต้องมีคุณสมบัติดังว่านี้คือ

๑.ความตั้งใจฟัง ก็คือชอบฟัง ชอบอ่านหาความรู้ และค้นคว้าเป็นต้น
๒.ความตั้งใจจำ ก็คือรู้จักวิธีจำ โดยตั้งใจอ่านหรือฟังในสิ่งนั้นๆ และจับใจความให้ได้
๓.ความตั้งใจท่อง ก็คือท่องให้รู้โดยอัตโนมัติ ไม่ลืม ในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ
๔.ความตั้งใจพิจารณา ก็คือการรู้จักพิจารณา ตรึกตรองในสิ่งนั้นๆอย่างทะลุปรุโปร่ง
๕.ความเข้าใจในปัญหา ก็คือการรู้อย่างแจ่มแจ้งในปัญหาอย่างถ่องแท้ด้วยปัญญา




มงคลที่ ๘. การรอบรู้ในศิลปะ

ศิลปะ คือสิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม และมีความสุนทรีย์ โดยลักษณะของมันมีดังนี้คือ

๑.มีความปราณีต
๒.ทำให้ของดูมีค่ามากขึ้น
๓.ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
๔.ไม่ทำให้เกิดกามกำเริบ
๕.ไม่ทำให้เกิดความพยาบาท
๖.ไม่ทำให้เกิดความเบียดเบียน

ถ้าท่านอยากเป็นคนมีศิลปะ ควรต้องฝึกให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในตัวคือ

๑.มีศรัทธาในความงดงามของสิ่งต่างๆ
๒.หมั่นสังเกตและพิจารณา
๓.มีความปราณีต อารมณ์ละเอียดอ่อน
๔.เป็นคนสุขุม มีความคิดสร้างสรรค์

วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทำไมบทสวดมนต์อิติปิโสฯ ถึงได้ถูกยกย่องว่าศักดิ์สิทธิ์มาก



ทำไมบทสวดมนต์อิติปิโสฯ
ถึงได้ถูกยกย่องว่าศักดิ์สิทธิ์มาก

- บทสวดมนต์อิติปิโสฯ แต่ล่ะตัวอักษรจะมีความย่อของ 1 บท เช่น อิ = 1 บท , ติ = 1 บท ดังตัวอย่างด้านล่าง

"#อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
สวดเท่าอายุเกินอายุหนึ่งจบนะคับ

๑. #อิ. อิฏโฐ สัพพัญญุตัญญานัง อิจฉันโต อาสะวักขะยัง
อิฏฐัง ธัมมัง อะนุปปัตโต อิทธิมันตัง นะมามิหัง

(อิ แปล จงหมั่นภาวนา ป้องกันศัสตรา ห่อนต้องอินทรีย์ ทำให้แคล้วคลาด นิราศไพรี สิริย่อมมี แก่ผู้ภาวนา)

๒. #ติ. ติณโณ โย วัฏฏะทุกขัมหา ติณณัง โลกานะมุตตะโม
ติสโส ภูมี อะติกกันโต ติณณะโอฆัง นะมามิหัง

(ติ แปล ถึงบทนี้ไซร้ หมั่นภาวนาไว้ กันภัยนานา ภูตผีปีศาจ มิอาจเข้ามา ทั้งปอปทั้งห่า ไม่มาหลอกหลอน)

๓. #ปิ. ปิโย เทวะมะนุสสานัง ปิโยพรหมานะมุตตะโม
ปิโย นาคะสุปัณณานัง ปิณินทริยัง นะมามิหัง

(ปิ แปล ภาวนานึก สติตรองตรึก อย่าทำใจร้อน สารพัดเมตตา อย่าได้อาวรณ์ ครูแต่เก่าก่อน เคยได้ใช้มา)

๔. #โส. โสกา วิรัตตะจิตโต โย โสภะนาโม สะเทวะเก
โสกัปปัตเต ปะโมเทนโต โสภะวัณณัง นะมามิหัง

(โส แปล ภาวนาทุกวัน ตามกำลังวัน ป้องกันอันตราย ทุกข์ภัยพิบัติ สารพัดเหล่าร้ายศัตรูทั้งหลาย แคล้วคลาดห่างไกล)

๕. #ภะ. ภะชิตา เยนะ สัทธัมมา ภัคคะปาเปนะ ตาทินา
ภะยะสัตเต ปะหาเสนโต ภะยะสันตัง นะมามิหัง

(ภะ แปล จงภาวนา กันโรคโรคา ไข้เจ็บทั้งหลาย ศัตรูมุ่งมาด มิอาจทำได้ พินาศยับไปด้วยพระคาถา)

๖. #คะ. คะมิโต เยนะ สัทธัมโม คะมาปิโต สะเทวะกัง
คัจฉะมาโน สิวัง รัมมัง คะตะธัมมัง นะมามิหัง

(คะ แปล ถ้าหมั่นภาวนา โรคภัยโรคา ไม่มาย่ำยี จะค่อยบรรเทา หากโรคเก่ามี มิช้ากายี สิ้นทุกข์สุขา)

๗. #วา. วานา นิกขะมิ โย ตัณหา วาจัง ภาสะติ อุตตะมัง
วานะ นิพพาปะ นัตถายะ วายะมันตัง นะมามิหัง
(วา แปล บทนี้ดีล้ำ ภาวนาซ้ำๆ ป้องกันศัตรู เหล่าโจรอาธรรม์ พากันหนีอู้ ไม่คิดต่อสู้ออกได้หายไป)

๘. #อะ. อะนัสสา สะกะสัตตานัง อัสสาสัง เทติ โย ชิโน
อะนันตะคุณะสัมปันโน อันตะคามิง นะมามิหัง

(อะ แปล ให้ภาวนา กันเสือช้างมา ทำร้ายรบกวน เป็นมหาจังงัง สิ้นทั้งชบวนจระเข้ประมวล สัตว์ร้ายนานา)

๙. #ระ. ระโต นิพพานะสัมปัตเต ระโต โย สัตตะโมจะเน
รัมมาเปตีธะ สัตเต โย ระณะจัตตัง นะมามิหัง

(ระ แปล ภาวนาไว้ คุณคนคุณไสย สารพัดพาลา ใช้ป้องกันได้ มิให้เข้ามาถูกต้องกายา พินาศสูญไป)

๑๐. #หัง. หัญญะติ ปาปะเก ธัมเม หังสาเปติ ปะรัง ชะนัง
หังสะมานัง มะหาวีรัง หันตะปาปัง นะมามิหัง

(หัง แปล ให้ภาวนา ในเมื่อเวลา เข้าสู่สงคราม ข้าศึกศัตรู ใจหู่ครั่นคร้ามไม่คิดพยายาม ทำร้ายเราแล)

๑๑. #สัม. สังขะตาสังขะเต ธัมเม สัมมา เทเสสิ ปาณินัง
สังสารัง สังวิฆาเฏติ สัมพุทธันตัง นะมามิหัง

(สัม แปล ภาวนาตรึก ช่างดีพิลึก ท่านให้รำพัน เมื่อจะเข้าสู่ เหล่าศัตรูสรรพหมดสิ้นด้วยกัน พ่ายแพ้ฤทธิ์)

๑๒. #มา. มาตาวะ ปาลิโต สัตเต มานะถัทเธ ปะมัททิโต
มานิโต เทวะสังเฆหิ มานะฆาฏัง นะมามิหัง

(มา แปล ภาวนาไว้ ถ้าหมั่นเสกไซร้ ทุกวันยิ่งดี แก้คนใจแข็ง มานะแรงมีใจอ่อนทันที ไม่เย่อไม่หยิ่ง)

๑๓. #สัม. สัญจะยัง ปาระมี สัมมา สัญจิตะวา สุขะมัตตะโน
สังขารานัง ขะยัง ทิสวา สันตะคามิง นะมามิหัง

(สัม แปล สำหรับบทนี้ ตำรับกล่าวชี้ ว่าดีจริงจริง สำหรับเสกยา ปัญญาดียิ่งสุดจะหาสิ่ง ใดมาเปรียบปาน)

๑๔. #พุท. พุชฌิตวา จะตุสัจจานิ พุชฌาเปติ มะหาชะนัง
พุชฌาเปนตัง สิวัง มัคคัง พุทธะเสฏฐัง นะมามิหัง

(พุท แปล ภาวนาไป เสนียดจัญไร มิได้พ้องพาน อุปสรรคไรไร ก็ไม่คะคานแสนจะสำราญ ให้หมั่นภาวนา)

๑๕. #โธ. โธติ ราเค จะ โทเส จะ โธติ โมเห จะ ปาณินัง
โธตะเกลสัง มะหาปุญญัง โธตาสะวัง นะมามิหัง

(โธ แปล ภาวนาไว้ กันเสือช้างได้ ทั้งสุนัขหมา ใช้ป้องกันภัย สัตว์ร้ายนานาไม่อาจเข้ามาย่ำยีบาทา)

ดังนั้นใครที่ไม่เห็นความสำคัญ
ของบทนี้คิดใหม่ได้นะครับ


ที่มาของข้อมูล
http://www.pageqq.com/en/content/view/page/str9/0-408701.html

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระปฐมเจดีย์ เป็นสถานที่แห่งเดียวที่สร้างพระเจดีย์ใหญ่สุด ถึง ๓ เจดีย์อยู่ในที่เดียวกัน.



เรารู้กันว่า พระปฐมเจดีย์ ที่จังหวัดนครปฐม เป็นเจดีย์แห่งแรกของประเทศไทย

มีอายุอยู่ราว ๑,๕๐๐ ปีมาแล้ว แต่ก็ไม่ใช่เจดีย์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน องค์ที่เห็น

ในตอนนี้กลับเป็นองค์ที่ ๓ และยังมีอีก ๒ องค์ซ้อนอยู่ข้างใน


พระปฐมเจดีย์องค์แรกนั้น นักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่า สร้างขึ้นในสมัยที่

นครปฐมยังเป็นเมืองศรีวิชัย ของอาณาจักรทวารวดี และมีอาณาเขตติดต่อกับทะเล

เป็นเมืองท่าที่ติดต่อกับต่างประเทศ เช่น จีน อินเดีย ชวา เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราช

แห่งชมพูทวีปทรงส่งพระโสณะเถระ และพระอุตตระเถระ เป็นสมณทูตมาเผยแพร่

พุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ ศรีวิชัยก็ได้กลายเป็นเมืองสำคัญทางพุทธศาสนาในย่านนี้

และมีการสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นเพื่อประกาศความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา

โดยบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่พระเจ้าอโศกขุดพบในอินเดีย และแจกจ่ายให้

สมณทูตที่ไปเผยแพร่ศาสนาในเมืองต่างๆ นำไปด้วย


พระปฐมเจดีย์องค์แรกนี้ สร้างเป็นทรงบาตรคว่ำ ลักษณะคล้ายสถูปสาญจี

ในอินเดีย สูง ๑๘ วา ๒ ศอก ซึ่งนักโบราณคดีสันนิษฐานว่าสร้างราว พ.ศ. ๑๑๐๐

หรือหลังจากนั้นไม่นาน


ต่อมาพระปฐมเจดีย์องค์นี้ก็ผุพังไปตามกาลเวลา กลายเป็นเนินดินขนาดใหญ่

จนราว พ.ศ. ๑๘๐๐ กว่าๆ เจ้าศรีศรัทธารัตนมณีลังกาทวีป เจ้านายพระองค์หนึ่ง

ในราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งทรงเหนื่อยหน่ายในทางโลกออกผนวช

และธุดงค์ไปในถิ่นต่างๆ จนผ่านอินเดียไปถึงลังกา บวชเรียนที่ลังกาอีกครั้งหนึ่ง

ก่อนจะกลับมาเป็นสังฆราช อธิบดีสงฆ์ที่ยิ่งใหญ่ของกรุงสุโขทัยในรัชสมัย

พญาเลอไท ซึ่งเจ้าศรีศรัทธาฯองค์นี้ธุดงค์ผ่านมาพบเนินดินที่เป็นพระปฐมเจดีย์

องค์แรก จึงได้สร้างพระเจดีย์ขึ้นใหม่บนเนินนั้น เป็นเจดีย์ยอดปรางค์

สูง ๔๒ วา ๒ ศอก


พระปฐมเจดีย์องค์นี้ ก็คือองค์ที่มีตำนานว่าพญาพานเป็นผู้สร้างขึ้น

สูงเท่านกเขาเหิน เพื่อเป็นการไถ่บาปที่ได้ทำปิตุฆาตพญากง โดยไม่ทราบว่า

เป็นบิดาของตนเอง


พระปฐมเจดีย์ที่สร้างโดยเจ้าศรีศรัทธาฯนี้ยั่งยืนต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

แต่ในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยานั้น แม่น้ำเกิดเปลี่ยนทิศทาง ทำให้เมืองศรีวิชัยกลายเป็น

เมืองกันดารขาดแคลนน้ำ ทั้งยังมีโรคระบาดเกิดขึ้นบ่อยๆ จนผู้คนพากันอพยพ

หนีหายไปเรื่อยๆ ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ กษัตริย์พระองค์ที่ ๑๕

ของกรุงศรีอยุธยา โปรดให้สร้างเมืองใหม่ขึ้นที่ตำบลท่านา ริมแม่น้ำนครไชยศรี

ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเมืองศรีวิชัยเดิม ผู้คนจึงอพยพมาอยู่จนเมืองศรีวิชัย

กลายเป็นเมืองร้างไป


พระปฐมเจดีย์องค์ที่ ๒ ถูกทอดทิ้งอยู่ในป่าหลายร้อยปี จนเมื่อพระบาทสมเด็จ

พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชก่อนครองราชย์ได้ธุดงค์ไปพบเข้า ทรงเห็นว่า

เป็นเจดีย์ใหญ่กว่าทุกเจดีย์ในประเทศไทยหรือในประเทศใกล้เคียง จึงนำความ

ขึ้นกราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๓ ให้ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์

แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า

“เป็นของรกอยู่ในป่า จะปฏิสังขรณ์ขึ้นมาก็ไม่เกิดประโยชน์อันใดนัก”

พระปฐมเจดีย์จึงถูกทิ้งร้างต่อไป จนเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

ขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงระลึกถึงพระเจดีย์องค์ใหญ่ที่ธุดงค์ไปพบ

จึงโปรดให้สร้างเจดีย์ทรงลังกาเป็นรูประฆังคว่ำขึ้น มีความสูงถึง ๑๒๐ เมตร

เส้นผ่าศูนย์กลางรอบฐานวัดได้ ๖๐ เมตร ครอบเจดีย์องค์เดิมไว้ ทั้งยังโปรด

ให้จำลองเจดีย์องค์ที่ถูกครอบไว้ภายใน มาสร้างไว้ทางทิศใต้

ขององค์พระปฐมเจดีย์ด้วย


เพื่อให้การเดินทางจากกรุงเทพฯไปพระปฐมเจดีย์ได้สะดวก จึงโปรดให้

ขุดคลองเจดีย์บูชาเชื่อมต่อกับคลองมหาสวัสดิ์เป็นเส้นทางคมนาคม แต่กระนั้น

การเดินทางไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ก็ยังไม่อาจเดินทางไป-กลับในวันเดียวกันได้

ทรงสร้างที่ประทับแรมขึ้นเช่นเดียวกับที่กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาสร้างที่ประทับแรม

สำหรับเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทสระบุรี พระราชทานนามพระราชวัง

ประทับแรมที่นครปฐมนี้ว่า “พระราชวังปฐมนคร” ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕

ก็ใช้ประทับแรมในคราวเสด็จมานมัสการพระปฐมเจดีย์หลายครั้ง

แต่ได้ถูกรื้อสร้างเป็นที่ทำการของเทศบาลเมืองนครปฐมไป

แต่เดิมนั้น เรียกพระปฐมเจดีย์กันว่า “พระประธม” เพราะเชื่อกันว่า

พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาบรรทม ณ ที่นี้ สุนทรภู่ก็ยังเคยแต่ง

“นิราศพระประธม” ไว้ว่า

“ครั้นถึงพระประธมบรมธาตุ
สูงทายาทอยู่สันโดดบนโขดเขิน
แลทมึนทึนเทิ่งดังเชิงเทิน
เป็นโขดเขินสูงเสริมเขาเพิ่มพูน”

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงถวายพระนามใหม่เป็น “พระปฐมเจดีย์”

ให้สมกับที่เป็นเจดีย์แห่งแรกของพุทธศาสนาในสุวรรณภูมิ


ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงเห็นว่าบริเวณโดยรอบองค์พระปฐมเจดีย์

ยังเป็นป่าเปลี่ยวรกร้าง ที่ทำการของรัฐบาลก็ต้องไปอาศัยอยู่ตามระเบียงและ

วิหารของพระปฐมเจดีย์ จึงโปรดฯให้ย้ายเมืองนครไชยศรีจากตำบลท่านา

มาอยู่บริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ โดยวางผังเมืองใหม่ สร้างอาคารต่างๆขึ้น

ตัดถนนหลายสายพร้อมกับสร้างตลาด ผู้คนจึงอพยพเข้ามาอยู่

ทำให้เมืองศรีวิชัยเดิมกลับเป็นชุมชนขึ้นมาอีกครั้ง


สมเด็จพระปิยมหาราชยังทรงให้นำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองขึ้นติดรอบ

องค์พระ แต่ทว่ายังไม่แล้วเสร็จก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน พระบาทสมเด็จ

พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้ทำต่อจนเสร็จสมบูรณ์ ทรงอัญเชิญ

"พระร่วงโรจนฤทธิ์" พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ซึ่งพระองค์ทรงพบที่เมือง

สวรรคโลกในสภาพชำรุด เหลือแต่เพียงพระเศียร พระหัตถ์ และพระบาท

โปรดให้นำมาต่อเติมจนเต็มองค์ ประดิษฐานไว้ที่ซุ้มด้านเหนือ ซึ่งถือว่าเป็น

ด้านหน้าขององค์พระปฐมเจดีย์ ถวายพระนามว่า “พระร่วงโรจนฤทธิ์

ศรีอินทราทิตย์ธรรโมภาส มหาวชิราวุธ ราชปูชนียบพิตร”


ทั้งยังทำพระราชพินัยกรรมระบุให้นำพระสริรังคารของพระองค์มาบรรจุไว้

ที่ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามพระราชประสงค์

นอกจากจะทรงตกแต่งรอบบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ให้งดงามเป็นระเบียบแล้ว

รัชกาลที่ ๖ ยังทรงให้ตัดถนนเพิ่มขึ้นอีก ๕ สาย คือ ถนนหน้าพระ ถนนซ้ายพระ

ถนนขวาพระ ถนนหลังพระ และถนนเทศาจากองค์พระปฐมเจดีย์ผ่านหน้า

วัดพระประโทนอีกด้วย ทรงสร้างพระราชวังสนามจันทร์เป็นที่ประทับแห่งใหม่

และเสด็จแปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้เป็นประจำ

ส่วนพระอุโบสถที่ทรงสร้างไว้ยังไม่เสร็จ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๗ ทรงสร้างต่อจนแล้วเสร็จ


เมืองศรีวิชัยซึ่งเคยรุ่งเรืองมาเมื่อประมาณ ๒,๐๐๐ ปีก่อน และได้กลายเป็น

เมืองร้างถูกทอดทิ้งให้กลายสภาพเป็นป่ามานาน ก็กลับรุ่งเรืองสมบูรณ์พูนสุข

ขึ้นอีกครั้งด้วยพระปฐมเจดีย์


นอกจากพระปฐมเจดีย์ จะเป็นเจดีย์แรกของประเทศไทย เป็นเจดีย์ใหญ่

และสูงที่สุดแล้ว ยังเป็นสถานที่แห่งเดียวที่สร้างพระเจดีย์ใหญ่สุด

ถึง ๓ เจดีย์อยู่ในที่เดียวกัน.
.......................................................

จากเรื่องเก่าเล่าสนุก เขียนโดย โรม บุนนาค

จาก MGR online

http://manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx…

ภาพประกอบจาก internet






วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

ชนชาติเคิร์ดกับสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อกอบกู้ดินแดน



สงครามมีมาเนิ่นนาน แต่ก่อนหน้านั้นมนุษย์อยู่กันด้วยความสงบสุข มนุษย์เริ่มหยุดเร่ร่อนจากการหาของป่าล่าสัตว์ หันมาเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ มีชีวิตอยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องรอนแรมเสี่ยงอันตรายตามเพิงผาป่าถ้ำอีกต่อไป รวมกลุ่มอยู่กันเป็นชุมชน เริ่มสร้างวัฒนธรรม มีประเพณี มีการปกครองแบบง่าย มีความสุขตามอัตถภาพ ลงแรงทำไร่นาเกษตรกรรม เก็บดอกออกผลเมื่อพืชพันธุ์เบ่งบาน มีแต่ความรักให้กันในพวกพ้อง ยามกลางคืนอากาศหนาวก็ก่อไฟล้อมวงกันใต้แสงดาว เด็ก ๆ นั่งฟังนิทานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง หนุ่มสาวพูดจาหยอกล้อกัน เป็นชีวิตที่แท้ของมนุษย์

บางครั้งถึงแม้จะมีการทะเลาะเบาะแว้งเข่นฆ่ากันบ้างก็เพียงแต่เล็กน้อย และเป็นไปเพื่อความอยู่รอด แต่หลังจากนั้นมนุษย์ก็เกิดกิเลสและอวิชชาเข้าครอบงำ เริ่มเบื่อกับความสงบและสันติสุข มนุษย์เริ่มหาความท้าทายใหม่ ๆ เริ่มอยากผจญภัย ท่องไปในดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไป และเมื่อเห็นดินแดนใหม่มีความสวยงาม มีทรัพยากรที่ดินแดนตัวเองไม่มี ก็มีความอยากได้ดินแดนนั้น ๆ ซึ่งบางแห่งก็มีผู้ครอบครองอยู่แล้ว จึงเกิดสงครามเข่นฆ่าแย่งชิง เกิดการรบราฆ่าฟันขยายดินแดนอยู่เรื่อย ๆ มนุษย์เวียนวนอยู่ในอำนาจ เกิดเป็นสงครามซ้ำรอยประวัติศาสตร์ไม่รู้จักจบสิ้น


ตั้งแต่วันนั้นมา มนุษย์ก็เปลี่ยนตัวออกออกจากดินแดนแห่งความสงบสุข เข้าไปสู่ดินแดนแห่งไฟบรรลัยกัลป์ของสงคราม ซึ่งบทสรุปของทุกสงครามในท้ายที่สุดแล้วนั้น จะมีอยู่เพียงสองสิ่งเท่านั้นคือ “เลือด” และ “น้ำตา”



ขอบคุณภาพจาก https://a2ua.com/

จากโบราณกาลมาถึงยุคสมัยใหม่ เราผ่านสงครามใหญ่ ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน สงครามเข่นฆ่ากันเองในเผ่าพันธุ์ ต่างเผ่าพันธุ์ สงครามในอาณาจักรเดียวกัน สงครามแย่งชิงขยายดินแดนไปสู่อาณาจักรใกล้เคียง และข้ามไปถึงอีกฟากอันห่างไกลของโลก มนุษยชาติผ่านสงครามใหญ่ ๆ มาแล้วถึงสองครั้งคือสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น มีการสูญเสียจำนวนมาก มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทารุณโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะกระทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ สงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนบทเรียนอันเจ็บปวด ดินแดนทั่วโลกบอบช้ำ หลังสงครามมนุษย์หันมาทบทวนบทเรียน เกิดการตั้งองค์กรระหว่างประเทศมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามลักษณะนั้นขึ้นอีก

แต่มนุษย์เหมือนติดกับดักแห่งสงคราม ในยุคสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองยังคงเกิดสงครามใหญ่ขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร สงครามเวียดนามที่อมริกันเข้าไปมะรุมมะตุ้มด้วย สงครามในอัฟกันนิสถาน สงครามอ่าวอิรักคูเวต สงครามในหลายประเทศในทวีปแอฟริกา สงครามแบ่งแยกดินแดนในยูโกสลาเวียที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอิสลามในบอสเนียอย่าโหดร้ายทารุณ และล่าสุดที่เป็นวาระของโลก คือมหาสงครามในซีเรีย


ขอบคุณภาพจาก http://realitynews.international/

สงครามในซีเรียนั้น ถ้ามองภาพแต่เพียงผิวเผิน ก็จะเข้าใจว่าเป็นสงครามที่อเมริกาและชาติพันธมิตรเข้าไปปลดปล่อยซีเรียจากการคุกคามของกบฏไอซิส โดยอเมริกาเป็นพระเอก ไอซิสเป็นแต่ตัวร้าย มองเห็นภาพแต่เพียงสงครามระหว่างสองฝ่าย เห็นแต่การฆ่าฟัน การอพยพหนีตายของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่กลายเป็นปัญหาไปทั่วยุโรปแต่เพียงเท่านั้น

แท้จริงแล้วสงครามในซีเรียมี่ความซับซ้อนกว่านั้นมาก ๆ ประกอบด้วยหลายฝ่ายทั้งรัสเซีย อเมริกา อิหร่าน ตุรกี กองกำลังโค่นล้มรัฐบาล กองกำล้าวเคิร์ด กลุ่มไอซิส 


ขอบคุณภาพจาก http://static.seattletimes.com/

ในซีเรียสมรภูมิเดียวแบ่งย่อยสงครามออกเป็นหลายฝ่าย
-    ฝ่ายรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาดรบกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและกลุ่ม FSA (Free Syrian Army)
กลุ่มนายอัสซาดมีรัสเซียและอิหร่านให้การสนับสนุน โดยเฉพาะรัสเซียนั้นสู้หมดหน้าตัก ส่งกำลังทหารเข้าไปเกือบสองแสนนาย เพราะซีเรียเป็นขุมทรัพย์ของพญาหมีขาว เป็นทางออกทะเลทางเดียวสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ซีเรียอยู่ไม่ไกลจากรัสเซียตอนใต้นัก และรัสเซียได้เข้าตั้งฐานทัพและท่าเรือน้ำลึกอยู่นานแล้ว คือเป็นทั้งเมืองท่าและสมรภูมิในการยันกับอเมริการที่สำคัญของรัสเซีย)  ส่วนอเมริกาก็ต้องการโค่นล้มรัฐบาลนายอัสซาดเพื่อลดทอนอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคอาหรับ เพื่อที่อเมริกาจะคุมได้หมด (นอกจากมีซาอุดิอาระเบียเป็นบริวาร และควบคุมสถานการณ์ในสมรภูมิอัฟกานิสถานได้) อเมริกาจึงให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและกลุ่ม FSA เต็มที่

-    รัฐบาลประธานาธิบดีอัสซาดรบกับ ISIS
ไอซิสเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่แตกตัวออกมาจากอัลไกดาห์ และถือโอกาสในสมรภูมิซีเรียในการสร้างรัฐใหม่ของตัวเองในดินแดนนี้

-    อเมริการบกับ ISIS (ทั้งที่เคยสนับสนุน ISIS)
เพื่อชำระแค้นและต่อต้านอิทธิพลกลุ่มก่อการร้ายอัลไกดาห์ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนก็เคยสนับสนุนให้ ISIS ในการทำสงครามวุ่นวายและปั่นป่วนในซีเรียและอิรัก เห็นไหมครับว่ามันมะรุมมะตุ้มวุ่นวายขนาดไหน อเมริกาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายอัสซาด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยนายอัสซาดรบกับ ISIS ที่ไม่ถูกกับอเมริกาเอง เป็นสงครามที่มีความซับซ้อนสงครามซ้อนสงคราม วุ่นวายและเป็นวาระสำคัญของโลกน่าดู

-    กลุ่มชาติเคิร์ดที่รบกับฝ่าย ISIS และฝ่ายตุรกี 
ชาวเคิร์ดเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่ไร้ดินแดน ดินแดนที่ชาวเคิร์ดเคยครอบครองนั้น อยู่ทั้งในซีเรีย อิหร่าน อิรัก และตุกรี แต่ส่วนใหญ่อยู่ในตุรกี โดยมีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในซีเรีย ชาวเคิร์ดจึงอาศัยโอกาสทองนี้ ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้ด้วย โดยสนับสนุนซีเรีย และหวังจะยึดครองดินแดนต่าง ๆ ที่ตนเคยครอบครอง จึงไปขัดผลประโยชน์กับตุรกี และ ISIS ที่โดดเข้าวงไพบูลย์ครั้งนี้ด้วย

จะเห็นได้ว่าในทั้งหมดนั้นไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย มีแต่ฝ่ายที่หวังจะกอบโกยผลประโยชน์ หรือมีวาระซ่อนเร้นด้วยกันทั้งนั้น


ในกระทู้นี้ผมอยากจะโฟกัสไปที่ชนชาติเคิร์ดที่มาเข้าร่วมในสงครามนี้ ว่าเป็นใคร มาจากไหน เป็นฝรั่งที่มาอยู่ในวงล้อมดินแดนอาหรับได้อย่างไร ไปไงมาไงถึงต้องเสียดินแดนทั้ง ๆ ที่มีประชากรนับสิบล้านคน มีสถานะในสงครามซีเรียอย่างไร และอนาคตต่อจากนี้ของชาวเคิร์ดจะเป็นอย่างไรต่อไป

ชาวเคิร์ด "ฝรั่งอารยันในวงล้อมอาหรับ"

ชาวเคิร์ดเป็นใคร มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ  ที่เป็นฝรั่ง ชนชาติอารยัน แต่มาอยู่ในวงล้อมชาวอาหรับมุสลิม ได้อย่างไร

ก็ต้องตอบว่าชาวเคิร์ดเป็นชาวอารยันหรือฝรั่ง เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับคนอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แต่คำตอบเช่นนี้อาจจะทำให้งง ว่าชาวอารยัน-ฝรั่ง ทำไมถึงมาอยู่ในดินแดนอาหรับ ห้อมล้อมด้วยโลกมุสลิมเช่นนี้ได้

ภาพแสดงดินแดนที่ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่


ขอบคุณภาพจาก http://www.institutkurde.org/


ก่อนอื่นก็ต้องไปทำความเข้าใจกันก่อนว่าชาวอารยันเป็นใคร มาจากไหน

Homeland ของอารยัน

ชาวอารยันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์โบราณเผ่าพันธ์หนึ่งของโลก มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบทะเลสาปแคสเปี่ยน หรือบริเวณเทือกเขาคอเคซัส ในเอเชียกลาง เป็นชนเผ่าโบราณที่อยู่ในบริเวณนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มที่มนุษย์โบราณโฮโมเซเปี้ยนส์อพยพออกจากแอฟริกา เข้าไปสู่ดินแดนต่าง ๆ ของโลก โดยมีบางกลุ่มได้เข้ามาอยู่ที่บริเวณทะเลสาปแคสเปี้ยนและเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศหนาว มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มีดอกไม้สวยงามในฤดูร้อน อยู่มานับแสนปี จนร่างกายและรูปร่างหน้าตามเริ่มวิวัฒน์จากมนุษย์โบราณนิโกรผิวดำ กลายเป็นฝรั่งผิวขาว จมูกโด่งเบ้าตาลึก โหนกแก้มสูง ตาสีฟ้า ผมสีแดง ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายได้วิวัฒนาการโดยอัตโนมัติให้เข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็น โดยการเปลี่ยนผ่านนี้ใช้เวลานับแสนปี จนเกิดเป็นฝรั่งอารยันขึ้นมา

รูปภาพแสดง Homeland ของอารยัน


อารยันเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่มีวัฒนธรรมหลายหลายเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพที่ได้เร่รอนไป แต่ก็วนเวียนอยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสและทะเลสาปแคสเปี้ยนนี้ จนเกิดภาษาในตระกูลอเวสถาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของภาษาลาติน ภาษาอังกฤษ และภาษาในตระกูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสังเกตุว่าประเทศซึ่งเป็น Homeland ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสนี้ จะมีความหลากหลายทางภาษาสูงมาก ๆ มีภาษาเกิดขึ้นมากมายที่นี่ (ตามทฤษฎีที่ว่าภาษาเกิดขึ้นที่ไหน  ณ บริเวณนั้นจะมีความหลากหลายของภาษาสูงมาก) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศจอร์เจีย เชเชน อาร์เซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย จะมีภาษาถิ่นจำนวนมากมายนับร้อยนับพันภาษา เรียกว่าแค่ข้ามเขต ข้ามเทือกเขาไปนิดเดียว ภาษาก็จะพูดไม่รู้เรื่องแล้ว แม้จะมีที่มาจากรากเดียวกัน

ชนเผ่าอารยันคอเคซอยด์ เปรียบเทียบกับชนเผ่าอื่น


ขอบคุณภาพจาก http://i54.tinypic.com/

เทือกเขาคอเคซัส ถิ่นเดิมของอารยัน


ขอบคุณภาพจาก http://images.thaiza.com/

วัฒนธรรมที่สำคัญของชาวอารยันอีกอย่างคือการบูชาเทพ บูชาไฟ ซึ่งต่อมาได้เป็นรากฐานสำคัญของศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลกที่วัฒนธรรมชาวอารยันรุกเข้าไปถึง เช่นศาสนาโซเรเอสเตอร์ ศาสนาพราหมณ์

ชาวอารยันอยู่ในบริเวณทะเลสาปแคสเปี้ยนมานานนับแสนปี ก็เกิดมีความกล้าหาญมากขึ้น เกิดอยากผจญภัย  อยากเห็นโลกที่กว้างขึ้น อยากเดินทางไปผจญภัยไปในดินแดนใหม่ ๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือประชากรขยายปริมาณมากขึ้น จึงจำต้องย้ายถิ่นไปแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ 

1.    กลุ่มแรกอพยพเร่รอนไปเรื่อยจนไปสู่ยุโรปในแถบกรีซ อิตาลี ในปัจจุบัน ก่อให้เกิด อารยธรรมกรีก-โรมัน
2.    กลุ่มที่อพยพลงทางใต้ เช่นพวกเปอร์เซียน ปัจจุบันคือแถบประเทศอิรัก อิหร่าน แถบลุ่มน้ำเมโสโปเตเมีย  รวมถึงอัฟกานิสถาน 
3.    ส่วนกลุ่มที่ 3 ก็อพยพไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็คืออินเดียตอนเหนือและปากีสถานในปัจจุบัน สร้างอารยธรรมอารยัน หรืออารยธรรมพระเวท ที่มีอิทธิพลสรางสรรค์ความเป็นอินเดียในปัจจุบัน
      ชาวเคิร์ดก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 คือเป็นอารยันที่อพยพลงมาทางใต้ของทะเลสาบแคสเปี้ยน เข้ามาอยู่ในดินแดนซึ่งเป็นประเทศตุรกี ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ในปัจจุบัน รวมกลุ่มกันอยู่ สร้างวัฒนธรรม จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาวเคิร์ดขึ้นมา เหตุการณ์นี้กินเวลายาวนานนับหมื่นปี

การกระจายตัวของชนเผ่าอารยันไปยังดินแดนต่าง ๆ


ขอบคุณภาพจาก http://s1.thingpic.com/

ดังนั้นเคิร์ด (อัลอักรอด) คืออารยันที่อพยพเข้ามาอยู่ทางที่ราบสูงในเอเซียตะวันตก อาณาบริเวณที่ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่เรียกว่า กุรดิสถาน (ดินแดนแห่งชาวเคิร์ด) กินพื้นที่นับแต่ตุรกี, อิรัก, อิหร่าน อาร์เมเนีย ระหว่างเทือกเขาเตารูซ, ซักกอรูส และเทือกเขาอารารัต และที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส

    ชาวเคิร์ดจึงเป็นชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนบริเวณใต้ทะเลสาปแคสเปี้ยนมาเนิ่นนานนับหมื่นปีแล้ว อยู่ที่ดินแดนแห่งนี้มานาน ไม่ได้หนีมาจากไหน เรียกว่าที่ กุรดิสถาน เป็น Home Land ของชาวเคิร์ดอย่างแท้จริง พวกเขาจึงมีความหวงแหนแผ่นดินบริเวณนี้อย่างสูง เพราะเป็นแผ่นดินแม่
    เรื่องที่พวกชาวเคิร์ดไม่มีประเทศ จึงเป็นความอดสู และเป็นบาดแผลในใจของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

เด็ก ๆ ชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก https://upload.wikimedia.org

ผู้คนชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

วิถีดั้งเดิม เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของชาวเคิร์ด

ชาวเคิร์ดเดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์  ตามลักษณะอารยันโบราณที่มีมาแต่ดั้งเดิม แต่เมื่อมาอยู่ในดินแดนอาหรับโลกมุสลิมและอยู่ใกล้ดินแดนเปอร์เชีย ก็รับวัฒนธรรมประเพณีทั้งสองแบบเข้ามาผสมผสานกับวิถีชีวิตของตัวเอง จนเป็นวัฒนธรรมแบบชาวเคิร์ด

บ้านที่อยู่อาศัยแบบชาวเคิร์ด คล้าย ๆ เปอร์เชียและอาหรับ


ขอบคุณภาพจาก http://www.michaeltotten.com/

เมือง Merdin ในตุรกีตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคยเป็นเคอร์ดิชสถานในยุคโบราณ


ขอบคุณภาพจาก http://4.bp.blogspot.com/

หมู่บ้านของชาวเคิร์ดตามไหล่เขา


ขอบคุณภาพจาก https://s-media-cache-ak0.pinimg.com

เกษตรชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.annalaurent.com/

การแต่งกายของบุรุษชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

การแต่งกายของสตรีชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

ชุดประจำชาติของผู้หญิงและชายชาวเคิร์ด



ขอบคุณภาพจาก https://en.wikipedia.org

พ่อลูกชาวเคิร์ด จะเห็นว่าพวกเขาก็คือฝรั่ง ไม่ใช่อาหรับ


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

การแต่งกายของชาวเคิร์ดในอีกแบบหนึ่ง


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

ดนตรีของชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.kurdpress.com/

ภาษาเคิร์ด
    ภาษาเคิร์ด มีผู้พูดราว 31 ล้านคน ในอิรัก (รวมทั้งในเขตปกครองตนเองของชาวเคิร์ด) อิหร่าน ตุรกี ซีเรีย เลบานอน จัดอยู่ในกลุ่มภาษาอิหร่านตะวันตกเฉียงเหนือ ตระกูลอินโด-ยุโรป ภาษาที่ใกล้เคียงคือ ภาษาบาโลชิ ภาษาคิเลกิ และภาษาตาเลียส ภาษาเปอร์เซียที่อยู่ในกลุ่มภาษาอิหร่านตะวันตกเฉียงใต้จัดเป็นภาษาใกล้เคียงด้วยแต่มีความแตกต่างมากกว่า 3 ภาษาข้างต้น
    ปัจจุบันภาษาเคิร์ดเป็นภาษาราชการในอิรักในขณะที่เคยถูกห้ามใช้ในซีเรียเมื่อก่อนเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2545 รัฐบาลตุรกีมีการควบคุมการใช้ภาษาเคิร์ด ห้ามใช้ในวิทยุกระจายเสียงและการศึกษา จนกระทั่ง พ.ศ. 2544 การใช้ภาษาเคิร์ดถูกรัฐบาลตุรกีออกกฎคุมเข้มงวดมาก แม้แต่การร้องเพลงเป็นภาษาเคิร์ดก็ทำไม่ได้
    ในอิหร่านมีการใช้ภาษาเคิร์ดในสื่อท้องถิ่นและหนังสือพิมพ์ได้ แต่ห้ามใช้ในโรงเรียน ทำให้ชาวเคิร์ดในอิหร่านจำนวนมากเข้าไปในเคอร์ดิสถานของอิรักเพื่อเรียนภาษาแม่ของตนเอง
        ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 ตุรกียอมให้มีสถานีโทรทัศน์ออกอากาศเป็นภาษาเคิร์ดได้ 1 ช่อง แต่ไม่ให้มีการ์ตูนสำหรับเด็ก หรือรายการการศึกษาที่สอนภาษาเคิร์ดและออกอากาศได้เพียง 45 นาทีต่อวัน หรือ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีแถบอักษรวิ่งเป็นภาษาตุรกี

ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%94

ตัวอักษรเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://omniglot.com/

 ศาสนา
    ชาวเคิร์ดนับถืออิสลามนิกายสุนี่ห์ แต่เป็นอิสลามนิสายสุนี่ห์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมหลายแบบเข้าด้วยกัน คือได้รับอิทธิพลของศาสนาโซเรเอสเตอร์ (เพราะอยู่ใกล้อิหร่าน) รวมทั้งลักษณะบางอย่างของศาสนาคริสต์เข้าด้วย ศาสนาอิสลามแบบชาวเคิร์ดมิได้ห้ามดื่มสุรา แต่ห้ามกินฟัก ห้ามกินแพะ (แปลกไหมล่ะครับ) รวมทั้งยังเชื่อในการกลับชาติมาเกิดและการอวตารด้วย ชาวอิสลามหรือชาวอาหรับที่เคร่ง ๆ จะถือว่าสิ่งที่พวกเคิร์ดนับถือไม่ใช่ศาสนาอิสลาม แต่เป็นพวกบูชาซาตาน ในตรงนี้ชาวอาหรับจึงไม่ยอมรับชาวเคิร์ด 

ชาวเคิร์ดในการประกอบพิธีทางศาสนา


ขอบคุณภาพจาก http://www.saradistribution.com/

สงครามและดินแดนจากอดีตถึงปัจจุบันของชาวเคิร์ด

    ชาวเคิร์ดเป็นชาตินักรบชนชาติหนึ่ง ต่อสู้ในดินแดน กุรดิสถาน มายาวนานนับสองพันปีก่อนคริสต์กาล
        
        ชาวเคิร์ดเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมีเดียตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตกาล มีเดียยึดเมืองนีนะเวห์ของอัสซีเรียใน 612 ปีก่อนคริสตกาล และกลายเป็นผู้ปกครองในพื้นที่ โดยสมัยนั้นเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งมาก  แม้กระทั่งวันนี้ชาวเคิร์ดยังคงภูมิใจมากและมีหลายตำนานที่เก็บรักษาไว้เชิดชูนักรบที่กล้าหาญที่ร่วมรบกับนักรบมีเดีย

อาณาจักรมีเดียเดิม ในสมัยโบราณเกือบสามสี่พันปีก่อน ชาวเคิร์ดเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.cais-soas.com/

กาลต่อมาชาวเคิร์ด อาร์เมเนีย, กรีกและอัสซีเรีย (ซีเรียคริสเตียน) ร่วมกันต่อต้านกองทัพอิสลาม แต่ไม่สามารถต้านทานได้ อิสลามแผ่อิทธิพลเข้าครอบคลุมภูมิภาคนี้ ชาวเคิร์ดเริ่มเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม


ขอบคุณภาพจาก http://rudaw.net/

ชาวเคิร์ดเป็นที่รู้จักกันเป็นนักรบที่เก่งกาจและที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เป็นฮีโร่ของชาวมุสลิมที่ต่อสู้กับแซ็กซอนที่นับถือศาสนาคริสต์ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ “ซาลาดินผู้พิชิต” ก็เป็นชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.zenzoneforum.com/

ในห้วงเวลานี้ชาวเคิร์ดเริ่มสถาปานาดินแดนของตัวเองได้ สร้างอาณาจักรแห่งชาวเคิร์ดขึ้นมา ชื่อว่า กุรดิสถาน หรือ เคอร์ดิสถาน


ขอบคุณภาพจาก http://www.turkishnews.com/

กษัตริย์แห่งอาณาจักรเคิร์ดในยุคโบราณ


ขอบคุณภาพจาก https://upload.wikimedia.org

ศตวรรษที่ 16 เคอร์ดิสถานเคยพ่ายแพ้ต่ออารยัน โรมัน เปอร์เซีย ซาฟาวิด และจักรวรรดิออตโตมัน นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถึง 18 พื้นที่ส่วนใหญ่ของเคอร์ดิสถานเสียหายจนยับเยิน และชาวเคิร์ดมากมายถูกเนรเทศออกไปกระจัดกระจายอยู่ทั่วจักรวรรดิออตโตมันจนกระทั่ง แซนด์ ซึ่งเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ของชาวเคิร์ดนั้นสถาปนาขึ้นเมื่อ คศ. 1750

คศ. 1867 อาณาจักรกุรดิสถานของชาวเคิร์ดล่มสลายอย่างถาวรเมื่อโดนแบ่งครึ่งแล่เนื้อเถือหนังโดยสองอาณาจักรใหญ่ คือออตโตมานแห่งตุรกี และเปอร์เซียของอิหร่าน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อังกฤษทำสงครามกับอาณาจักรออตโตมัน ด้วยความที่รัฐบาลอังกฤษต้องการให้พวกเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในแถบอิรักปัจจุบัน หรือในบริเวณที่เรียกว่า Southern Kurdish มาเป็นพวกกับตน จึงสัญญาว่าจะให้สิทธิ์ในการปกครองตนเองแก่พวกเคิร์ดกลุ่มนี้
แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาณาจักรออตโตมานพ่ายแพ้ อังกฤษก็กลับคำ อาณาจักรกุรดิสถานของชาวเคิร์ดถูกแบ่งเป็นสามส่วนโดยฝรั่งเศสและอังกฤษ และไม่เคยได้รับโอกาสให้ปกครองตนเอง



ขอบคุณภาพจาก http://www.edmaps.com/

หลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวเคิร์ดถึงโอกาสนี้จัดตั้งดินแดนของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่าเคิร์กดิสถาน มีกรุงมาฮาบัด (Mahabad) เป็นเมืองหลวง มีสหภาพโซเวียตให้การสนับสนุน แต่ประเทศใหม่นี้ตั้งอยู่ได้เพียง 11 เดือนก็ล่มสลาย เนื่องจากถูกโจมตีโดยกองทัพอิหร่าน และโซเวียตก็ถอนตัวออกไปเพราะไม่อยากยุ่งมาก ชาวเคิร์ดก็ถึงกาลสูญสิ้นประเทศอีกครั้งหนึ่ง

นักรบชาวเคิร์ดในช่วงสงครามโลก


ขอบคุณภาพจาก https://upload.wikimedia.org

เวลาผ่านไป ในปี 1960 ชาวเคิร์ดดิ้นรนให้ได้ดินแดนคืนมา โดยร่วมมือกับอิหร่าน อิหร่านให้ชาวเคิร์ดทำสงครามกองโจรกับอิรักโดยมีอเมริการ่วมมือด้วย แต่ต่อมาความร่วมมือนี้ก็ต้องยกเลิกไป เพราะอเมริกาทะเลาะกับอิหร่าน

ในปี 1962 รัฐบาลอิรักซึ่งนำโดย Abdul Karim Kassim ต้องสู้กับพวกเคิร์ดที่ลุกขึ้นก่อการ ทหารรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ กลายเป็นศึกกองโจรแบบยืดเยื้อ

Abdul Karim Kassim


รัฐบาลต่อมาของนาย Ahmad Hassan al-Bakr ต้องทำสงครามกลางเมืองถึง 2 ครั้งอันเนื่องจากการก่อการของพวกเคิร์ด ครั้งแรกเริ่มเดือนมีนาคม 1969 พวกเคิร์ดที่นำโดย Kurdish Democratic Party พยายามต่อสู้เพื่อปกครองตนเองอีกครั้ง การรบยุติเมื่อรัฐบาลยอมให้พวกเคิร์ดได้ปกครองตนเองบางส่วน เกิดพื้นที่ที่ชื่อว่า Kurdistan Autonomous Region

Kurdistan Autonomous Region


ขอบคุณภาพจาก http://www.worldpolicy.org/

ในปี 1974 พวกเคิร์ดพยายามก่อการอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องเอกราช ครั้งนี้รัฐบาลอิหร่านซึ่งนำโดยกษัตริย์ Shah ให้การสนับสนุนพวกเคิร์ด เพื่อเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลอิรัก ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลอิหร่านต้องการเปลี่ยนข้อตกลงชายแดน Shatt al-Arab กับอิรัก ฝ่ายรัฐบาลอิรักเห็นว่ากองทัพของตนไม่อาจปราบปรามกองกำลัง 45,000 นายของเคิร์ด จึงยอมลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกกับอิหร่าน ภายใต้เงื่อนไขที่อิรักยอมรับการอ้างเขตแดนของอิหร่าน แลกกับที่อิหร่านจะไม่สนับสนุนพวกเคิร์ดอีก ด้วยข้อตกลงนี้ทำให้อิรักสงบสุขอีกครั้ง

ในปี คศ. 1981 ซัดดัม ฮุสเซนใช้อาวุธเคมีโจมตีชุมชนชาวเคิร์ดในอิรัก ทำให้มีชาวเคิร์ดตาย 5,000 คน ตั้งแต่นั้นมาชาวเคิร์ดก็ผูกใจเจ็บกับอิรักมาตลอด โดยเฉพาะในสงครามอ่าว ชาวเคิร์ดใช้ดินแดนตัวเองเป็นฐานที่มั่นให้อเมริกาในการโจมตีอิรัก

ในปี 2003 สหรัฐและพันธมิตรชนะสงครามในสมรภูมิอิรัก อเมริการ่วมจัดตั้งรัฐบาลอิรักชั่วคราว โดยมีนโยบายให้อิสภาพแก่พวกเคิร์ดมากขึ้น ถึงขนาดให้มีกองกำลังป้องกันตนเองได้ ชาวเคริ์ดในอิรักปัจจุบันจึงมีกองทัพ มีรัฐสภาและฝ่ายบริหารควบคุมกิจการภายในของตนเอง มีประธานธิบดีของตนเอง (นายมัสซูด บาร์ซานิ) สถานภาพล่าสุดของชาวเคิร์ดในอิรักจึงมีเขตปกครองตนเอง โดยมีพื้นที่ในจังหวัด Erbil, Dohuk และ Sulaymaniyah และหวังว่าจะได้ Kirkuk มาเป็นเมืองหลวงของตนเอง


สรุปคือ พวกเคิร์ดในปัจจุบันแม้ว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก แต่มีกองทัพ มีรัฐสภาและฝ่ายบริหารควบคุมกิจการภายในของตนเอง เกือบจะเข้าสู่สภาวะที่มีรัฐชาติของตนเอง

ชาวเคิร์ดในปัจจุบันที่ตั้งมั่นคงอยู่ได้ จึงเกิดจากความผิดพลาดของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และจากการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐ
นี่จึงเป็นความหวังที่สว่างจ้า ชาวเคิร์ดจากอิรัก และจากดินแดนอื่น ๆ ทั่วโลกที่จะตั้งประเทศ และยึด ดินแดนที่ยังเหลืออยู่อีกใน ซีเรีย ตุรกี และอิหร่านคืนมา ดังนั้นการเข้าร่วมรบของชาวเคิร์ดในซีเรียครั้งนี้ จึงมี   วัตถุประสงค์ที่จะยึดครองดินแดนอื่น ๆ ยังเหลืออยู่ของชาวเคิร์ดแต่ดั้งเดิมซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตุรกีคืนมา เพื่อจะ ฟื้นฟูอาณาจักร กุรดิสถาน เก่ากลับคืนมานั่นเอง

สงครามซีเรีย

ตอนนี้เรามาทำความเข้าในสงครามซีเรียที่ชาวเคิร์ดไปเข้าร่วมกันก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

วิกฤติการณ์สงครามในซีเรียที่เกิดขึ้นมายาวนาน 5 ปี ได้ส่งผลกระทบกับสังคมโลกมากมาย โดยเฉพาะประเทศและภูมิภาคใกล้เคียง อย่างเลบานอน ตุรกี และยุโรป ที่ต้องรองรับผู้อพยพจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา ปัญหาผู้อพยพจากซีเรียทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นวาระแห่งโลก ประเทศใหญ่ ๆ อย่างฝรั่งเศส เยอรมัน ล้วนแต่ปวดหัวกับปัญหานี้

ไม่เพียงแต่เท่านั้น สงครามซีเรียยังทำให้เกิดอสูรตัวใหม่ คือกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ISIS ที่อเมริกาพยายามสร้างให้เป็นอสูรตัวใหม่ของโลก นับจากซัสดัม ฮุสเซ็น และ บิน ลาดิน สงครามในซีเรียนั้น ถ้ามองภาพแต่เพียงผิวเผิน ก็จะเข้าใจว่าเป็นสงครามที่อเมริกาและชาติพันธมิตร เข้าไปปลดปล่อยซีเรียจากการคุกคามของกบฎไอซิส โดยอเมริกาเป็นพระเอก ไอซิสเป็นตัวร้าย มองเห็นภาพแต่สงคราม การฆ่าฟัน การอพยพหนีตาย แต่เพียงเท่านั้น

แต่แท้จริงแล้วสงครามในซีเรียมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก ประกอบด้วยหลายฝ่าย ทั้งรัสเซีย อเมริกา อิหร่าน ตุรกี กองกำลังโค่นล้มรัฐบาล กองกำลังชาวเคิร์ด กลุ่มไอซิส และในทั้งหมดนั้น ไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย มีแต่ฝ่ายที่หวังจะกอบโกย ปกป้องผลประโยชน์ หรือมีวาระซ่อนเร้นกันทั้งนั้น


ขอบคุณภาพจาก http://www.thetruthunites.com/

ก่อนจะทำความเข้าใจสงครามในซีเรีย ต้องปูพื้นประวัติและปูมหลังของซีเรียให้เห็นกันก่อนนะครับ
1. ซีเรียเป็นเป็นประเทศมุสลิมอาหรับที่มีชัยภูมิยอดเยี่ยมคือ อยู่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือมีทางออกสู่ทะเล สามารถทำการค้าทางทะเลกับยุโรปได้ (ซีเรียอยู่ไม่ไกลจากรัสเซียทางใต้) ด้วยชัยภูมิแบบนี้รัสเซียจึงเข้ามามาอิทธิพลในซีเรียอย่างยาวนาน รัสเซียควบคุมซีเรียเป็นบริวาร ให้การสนับสนุนทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจ แลกกับการเข้ามาตั้งฐานทัพ ตั้งฐานการบินทางอากาศ และที่สำคัญคือท่าเรือน้ำลึกของรัสเซียในซีเรีย

รัสเซียใช้ซีเรียเป็นท่าเรือเชื่อมจากทะเลสาบแคสเปี้ยนไปสู่ทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน


ขอบคุณภาพจาก http://ichef-1.bbci.co.uk/

2. นอกจากผลประโยชน์ด้านการค้าแล้ว ทางด้านยุทธศาสตร์ ซีเรียเป็น military buffer ที่สำคัญยิ่ง ในการต่อสู้กับยุทธการล้อมกรอบของอเมริกา ที่พยายามจะเข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อล้อมกรอบยักษ์ใหญ่รัสเซีย อย่างเช่น ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย และการสามารถควบคุมยุทธภูมิทั้งในอิรักและอัฟกานิสถานได้
จากข้อ 1 และข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า ซิเรียเหมือนไข่ในหินที่รัสเซียต้องปกป้องขนาดไหน

3. กลุ่มตระกูล อัสซาด ปกครองซีเรียมาตั้งแต่ปี 1971 จนมาถึงปี 2000 
บาร์ชา อัล อัสซาด รับช่วงการปกครองต่อจากพ่อของเขา ตระกูลนี้เชื่อฟังรัสเซีย มีผลประโยชน์ร่วมกัน รัฐบาลรัสเซียเลยชอบมาก เลี้ยงไว้


4. ปี 2011 เกิดปรากฏการณ์ Arab Spring ผู้คนลุกขึ้นมาต่อต้านผู้ปกครองของตน และลามมาถึงซีเรียด้วย ประชาชนออกมาเรียกร้องให้นายอัสซาดลาออก แต่นายอัสซาดไม่ยอม เกิดการประท้วงไปทั่วและเกิดการยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์


ขอบคุณภาพจาก http://www.globalresearch.ca/


ขอบคุณภาพจาก http://media.npr.org/

5. ผลจากข้อ 4 ทำให้เกิดกลุ่มต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีอัลซาดขึ้นหลายกลุ่ม ได้แก่

5.1 กลุ่มกบฎ Rebel เป็นกลุ่มเริ่มต้นที่ต่อต้านรัฐบาลนายอัลซาด

กลุ่มกบฎ Rebel


ขอบคุณภาพจาก http://girlsjustwannahaveguns.com/

5.2 ทหารบางส่วนของนายอัสซาด ก็แยกตัวออกมาเพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายอัสซาด เกิดเป็นกลุ่มที่เราคุ้นหูว่า FSA หรือ Free Syrian Army คราวนี้ทั้งกลุ่มกบฎและกลุ่ม FSA ก็เริ่มต่อสู้กันเองกับทหารของนายนายอัสซาด กลายเป็นสงครามกลางเมืองที่พังพินาศกันไปทั่ว

กลุ่ม FSA


ขอบคุณภาพจาก http://i.dailymail.co.uk/

5.3 กลุ่มหัวรุนแรง Jihadists รอบๆประเทศซีเรียก็เข้ามาสมทบอีก

5.4 กลุ่มอัลไกด้าห์ก็เข้ามาตั้งสาขา ( เพื่อสมทบกับกลุ่ม Rebel เพื่อร่วมกันรบกับนายอัสซาด
สรุปคือตอนนี้มี Rebel, FSA, Jihadists, Al Qaeda เข้ามาเป็นศัตรูกับนายอัสซาด

5.5 ต่อมากลุ่ม Kurds มิตรของอเมริกาแต่เป็นศัตรูของตุรกีเข้ามาช่วยอัสซาด
กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้เข้าร่วมมะรุมมะตุ้มซีเรียกันอย่างเมามัน 5.1 - 5.4 เข้าสู้กัยฝ่ายรัฐบาลซีเรียของนายอัสซาด 5.5 ชาวเคิร์ดเข้าช่วยนายอัสซาด แต่ก็เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เพราะชาวเคิร์ดต้องการให้นายอัสซาดยึดดินแดนคืนจากตุรกี สงครามซีเรียคราวนี้ชาวเคิร์ดถือเป็นโอกาสทองในการฟื้นฟูชาติ

ในระหว่างนั้นก็มีหลายชาติเข้ามาร่วมในสงครามนี้ด้วย แต่เป็นการกระทำผ่านตัวแทน เช่นรัสเซียและอิหร่านที่ให้การสนับสนุนฝ่ายนายอัสซาดทุกวิถีทาง ทั้งทางด้านเงินและยุทโธปกรณ์

ในขณะเดียวกันอเมริกาก็สนับสนุนฝ่ายกบฎ เพราะต้องการล้มรัฐบาลนายอัสซาด หรือล้มอิทธิพลต่อรัสเซียในภูมิภาคนี้นั่นเอง ถึงขนาดโอบาม่าสั่งซีไอเอให้เข้าไปฝึกการรบให้พวกกบฎที่ต่อสู้กับนายอัสซาด ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียก็สนับสนุนเงินให้กับฝ่ายกบฎอย่างเต็มที่ เพราะไม่ชอบรัฐบาลนายอัสซาด

ยิ่งตุรกียิ่งแล้วใหญ่ เพราะถ้ากองกำลังชาวเคิร์ดที่อยู่ฝั่งเดียวกับนายอัสซาดสามารถยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ประเทศตุรกีอารจะเสียดินแดนให้ชาวเคิร์ดไปถึง 1 ใน 3 ตุรกีจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางนายอัสซาด ก็คือสนับสนุนฝ่ายกบฎ

สงครามเข้มข้นขึ้น จนซีเรียเละไปทั้งประเทศ กันยายน 2013 มีข่าวว่า อัสซาดใช้อาวุธเคมีฆ่าประชาชน คราวนี้อเมริกาได้ทีเลยเริ่มเข้าไปมีบทบาทในสงครามมากขึ้น

มาถึงตัวละครสำคัญและโด่งดังที่สุด ที่เพิ่งออกโรง ที่มีรากจากการเป็นพวกของอัลไกดาห์ในอิรัค ขอแยกตัวไม่เป็นพวกอัลไกดาห์แล้วเพราะมีมุมมองใหม่ที่แตกต่างจากอัลไกดาห์ (จำได้ใช่ไหมครับ ว่าอัลไกดาห์มาตั้งสาขาในซีเรียเพื่อรบกับนายอัสซาด) กลุ่มนี้เดิมทีเรียกตัวเองว่า Islamic State of Iraq หรือ ISI ต่อมาขยายอิทธิพลข้ามชายแดนเข้าไปในซีเรีย เลยเรียกตัวเองใหม่ว่า Islamic State of Iraq and Syria หรือคือที่มาของคำว่า ISIS นั่นเอง พวก ISIS ไม่ได้เข้าไปสู้กับใคร แต่เข้าไปต่อสู้กับ Kurds เสียมากกว่า เพราะพวกเค้าอยากสร้างดินแดนของรัฐตัวเองและมีชื่อเรียกเรียบร้อยแล้วว่า Caliphate ซึ่งเป็นชื่อเรียกดินแดนของชาวมุสลิม ซึ่งมีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่จะแบ่งแยกชาวมุสลิมออกเป็นประเทศๆ แต่ต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ระบบเดียว เศรษฐกิจเดียว พูดง่ายๆว่ารัฐอิสลาม Islamic State นั่นเอง

นักรบ ISIS


ขอบคุณภาพจาก http://i.dailymail.co.uk/

อเมริกาที่เกลียดและมีคดีกับอัลไกดาร์อยู่แล้ว ก็เลยถือโอกาสเข้าปราบ ISIS (จริง ๆ ISIS ก็เกิดมาจากอเมริกา)

ในซีเรียก็เลยเกิดสงครามหลายฝ่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก ISIS รบกับเคิร์ด, รัฐบาลอัสซาดรบกับกบฎและกลุ่ม FSA , ตุรกีรบกับกลุ่มเคิร์ด,อเมริการบกับ ISIS เป็นสงครามซ้อนสงคราม ซับซ้อนเหลือประมาณ และไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด

ปลายปี 2015 รัสเซียก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ส่งปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบกว่าสองแสนนาย เพื่อเข้าคุมสถาณการณ์ในซีเรีย ไข่ในหินของตัวเอง โอบาม่าเจอปูตินเอาจริงแบบนี้ ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน

ปัญหาทั้งหมดกลายเป็นโอกาสใหม่ของรัสเซีย เพราะตอนนี้ทั้งอิรัคและอิหร่านต่างก็เปิดรับให้รัสเซียเข้ามาช่วยถล่มพวก ISIS อำนาจครั้งนี้ของรัสเซียเริ่มออกดอกออกผลให้กับรัสเซียที่ต้องการกลับมาเป็นผู้นำอำนาจของโลก แต่ทำให้อเมริกาเสียแผนไปมาก รัสเซียได้แผ่อำนาจเข้ามาในตะวันออกกลางอย่างสมบูรณ์แบบ

ดุลอำนาจของโลกพลิกไปพลิกมา อเมริกาก็กำลังวุ่นวายกับการเลือกตั้งภายใน
มีคำกล่าวว่าสมรภูมิในซีเรีย เปรียบเสมือน Mini-World War 3 ที่มีมหาอำนาจของโลกเข้าร่วมเกือบครบครัน

ต่อไปเรามาดูว่าชาวเคิร์ดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามซีเรียอย่างไร และได้ทำอะไรบ้างในสงครามนี้

ห้วงเวลาของเคิร์ดในสงครามซีเรีย Kurd in Syrain War Time line

- ตุลาคม 2011 เริ่มต้นสงครามระหว่างรัฐบาลซีเรียกับผู้ต่อต้านการปกครองและ FSA


- ในปี 2011 นี้เอง กองกำลัง  YPG (People's Protection Units หรือใน ภาษาเคิร์ด เรียกว่า  Yekîneyên Parastina Gel) ได้ถูกจัดตั้งขึ้น YPG  คือกองกำลังหลักที่ผสมระหว่างชาวเคิร์ดที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย กับชาวอาหรับ ชาวเติร์กที่สนับสนุกชาวเคิร์ก และ YPG ได้ตัดสินใจเข้าร่วมสังฆกรรมในมหาสงครามซีเรีย โดยเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลซีเรียโดยนายอัสซาด โดยมีผลประโยชน์คือดินแดนของชาวเคิร์ดทางเหนือของซีเรีย (เพื่อที่ในอนาคตจะได้ขยับขยายไปสู่ดินแดนชาวเคริ์ดในซีเรียที่อยู่ติดกัน)

กองกำลัง YPG ของชาวเคิร์ดและธงสัญลักษณ์


- 6 กันยายน 2012 พลเรือนชาวเคิร์ด 21 คนถูกฆ่าตายที่ชายแดนของเมืองอเล็ปโป (Aleppo) ซึ่งเป็นชายแดนระหว่างซีเรียกับตุรกี

เมือง Aleppo สมรภูมิหฤโหด


- กลางเดือนมกราคม 2013 กองกำลังฝ่ายกบฎปะทะกับกองทัพชาวเคิร์ดในซีเรียที่เมือง Ras al-Ayn  เมืองชายแดนระหว่างซีเรียกับตุรกี เรียกว่า ยุทธการ Ras al-Ayn (Battle of Ras al-Ayn) มีการสู้รบระหว่างสองฝ่ายต่อเนื่องยาวนาน

ยุทธการ Ras al-Ayn



- 18 กรกฎาคม 2013 กองกำลัง YPG สามารถเข้าควบคุมทางด้านเหนือของเมือง Ras al-Ayn ไว้ได้

- 26 ตุลาคม 2013 กองกำลังต่อสู้ผสมพลเรือนของชาวเคิร์ดในซีเรียสามารถควบคุมยุทธภูมิ Yarubiya ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนระหว่างซีเรียและอิรักได้ นอกจากนั้นในจังหวัด Daraa  ซึ่งอยู่ในชายแดนซีเรียกับจอร์แดน กองกำลังชาวเคิร์ดยังสามารถยึดเมือง Tafas ไว้ได้ด้วย


- 26 มกราคม 2014 กลุ่ม YPG ของชาวเคิร์ด สามารถเข้ายึดเมือง Kobane บริเวณชายแดนซีเรีย-ตุรกี จากกองกำลงชาว ISIS ได้  นับเป็นการยึดสมรภูมิที่สำคัญมากในสงคราม เพราะ Kobane เป็นเมืองสำคัญ เป็นเมืองที่ ISIS เข้ายึดได้ในคราแรก

นักรบชาวเคิร์ดฉลองชัยชนะหลังยึดเมือง Kobane ได้


- สิงหาคม 2014 กลุ่ม YPG และกองกำลังผสมพลเรือนชาวเคิร์ดสามารถควบคุมสมรภูมิชายแดนระหว่างซีเรียและตุรกีไว้ได้เกือบทั้งหมด
สถานการณ์กำลังเข้าข้างชาวเคิร์ด กองกำลัง YPG ยึดหัวหาดไว้ได้เรื่อย ๆ ในขณะที่ตุรกีก็เต้นโหยงเหยงแต่ยังทำอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อย ๆ พอเสร็จสงครามซีเรีย ชาวเคิร์ดก็น่าจะได้คุมดินแดนของชนชาติตนเองในประเทศซีเรียได้ส่วนหนึ่ง และในอนาคตค่อยรุกคืบคลานเข้าตุรกี ถึงแม้ตุกรีจะเป็นยักษ์ใหญ่ แต่ทุกอย่างมีความเป็นไปได้

แผนที่ซีเรียที่คาดไว้ถ้าเคิร์ดชนะสงครามในซีเรียและรัฐบาลนายอัสซาดแพ้แก่สงครามตัวแทนของอเมริกา : พื้นที่สีเขียวคือดินแดนของซีเรียที่เคิร์ดจะได้ ส่วนอัสซาด หรือพวกชีอะห์ อาลาไวท์จะได้ดินแดนทางตะวันตกของซีเรียตรงสีแดง ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของซีเรียคือสีน้ำตาลจะตกแก่ชาวซาอุซึ่งนับถือสุนี่ห์ ซึ่งอเมริกาจะทูลถวายให้


แต่ฝันของชาวเคิร์ดทุกอย่างก็มาพลันสลายลง เมื่อยักษ์ใหญ่มหาอำนาจตัวจริงของโลกขยับตัว

- กันยายน 2015 รัสเซียยาตรามหาทัพเข้าสู่ซีเรีย ด้วยทหารจำนวนไม่มากมายนักแค่ 150,000 นาย ทั้งกำลังทางบกและทางอากาศ 
โดยเฉพาะกองทัพอากาศ การรณรงค์ทางอากาศในซีเรีย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกของรัสเซียในอาณาบริเวณที่อยู่นอกดินแดนที่เคยเป็นสหภาพโซเวียตนับตั้งแต่สงครามในอัฟกานิสถานเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นการอวดโฉมเผยให้เห็นกองทัพหมีขาวที่ผ่านการปรับปรุงยกเครื่องอย่างขนานใหญ่ จนมีความแตกต่างอย่างชัดเจนทั้งในด้านสมรรถนะและความคิดจิตใจจากกองกำลังอาวุธสไตล์โซเวียตแบบเก่า ๆ มันเป็นกองทัพที่สามารถเข้าสำแดงอำนาจในอาณาบริเวณห่างไกลจากพรมแดนของรัสเซียได้อย่างรวดเร็ว มีการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) และอาวุธความแม่นยำสูงกันอย่างกว้างขวาง และมีความห่วงใยมุ่งสร้างความสะดวกสบายให้แก่เหล่าทหารรัสเซียในครั้งนี้ ทำให้ดุลอำนาจแห่งสงครามซีเรียและของโลกแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อเมริกาพูดไม่ออก เพาะรัสเซียเข้ามาอย่างชอบธรรมโดยการร้องขอของซีเรียอย่างเป็นทางการ กองทัพ ISIS ราพณาสูรเมื่อเจอกับหมีขาว เกมส์ที่หลาย ๆ ฝ่ายเล่นอยู่ในซีเรียต้องสต๊อปไปอย่างอัตโนมัติ


ขอบคุณภาพจาก http://cdn.images.express.co.uk/

หมากที่สำคัญที่สุดของรัสเซียคือการดึงตุรกีเข้ามาเป็นพวก ตุรีนั้นแต่เดิมเป็นพวกอเมริกา แต่สงครามในซีเรียครั้งนี้ตุรีได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจากการรุกคืบคลานเข้ามาในชายแดนซีเรีย-ตุรกี ตุรีกลัวกับการสูญเสียดินแดนมาก ในตอนเริ่มต้นของสงคามตุรีก็ยังให้การช่วยเหลืออเมริกาในสงครามซีเรียอยู่ในทุกด้าน ทั้งการเป็นฐานที่มั่นสำคัยในการปราบรัฐบาลนายอัสซาดและนายไอซิส ในแง่การส่งกำลังบำรุง การจารกรรม ท่อน้ำเลี้ยง แต่เมื่อมองเห็นความสำเร็จของกองทัพชาวเคิร์ดที่มาจ่ออยู่ตรงหน้า ตุรกีก็ร้อนรนเหมือนถูกไฟลนตูด รัสเซียอาศัยจังหวะนี้พลิกปากกาเซียน ดึงตุรีเข้าเป็นพวก ตุรกีเข้าร่วมกับซีเรียและรัสเซีย โดยซีเรียสัญญาว่าจะให้ดินแดนที่เป็นของชาวเคิร์ดในซีเรียตอนบนแก่ตุรกี



ขอบคุณภาพจาก http://www.aljazeera.com/

ไพ่พลิกมหาศาล ตุรกีเปลี่ยนจากการเสียดินแดนของตัวเอง มาได้ดินแดนจากซีเรีย ในขณะที่ชาวเคิร์ดซึ่งมองเห็นแสงสว่างอยู่ปลายอุโมงค์มะรอมมะร่อ กำลังจะได้ดินแดนของซีเรีย และมีแนวโน้มว่าจะได้ของตุรกีมาด้วย ฉับพลับฝันก็ค้างสลายไป นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยแล้ว เขตปกครองตนเองที่อยู่ในประเทศอิรัก ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไปหมู่หรือจ่า เพราะเมื่อรัสเซียเคลียร์พื้นที่ในซีเรียเสร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คืออิรักด้วย

ตุรกีเปลี่ยนการสนับสนุนทั้งหมดมาหารัสเซีย ยกเลิกการให้ฐานที่มั่นแก่อเมริกาในยุทธการนี้ ยกเลิกการสนับสนุน ISIS ซึ่งเป็นพวกของอเมริกา ในขณะเดียวกันซีเรียก็ยกเลิกการสนับสนุกกองกำลังเคิร์ดด้วย เรียกว่าลอยแพกันเลยทีเดียว
เรียกว่าชาวเคิร์ดถูกหักหลังอีกแล้ว ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย


ขอบคุณภาพจาก http://ichef.bbci.co.uk/

จากภาพด้านล่าง ในข้อตกลงกับหมีขาว ตุรกีจะได้ครอบครองดินแดน 4,000ตารางกิโลเมตรทางตอนเหนือของซีเรีย โดยที่ทางกองทัพอากาศของตุรกีจะดูแลเป็นเขตความมั่นคง และหมีขาวจะไม่เข้าไปก้าวก่ายบริเวณนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองของซีเรียคือ Jarablus, Manjib, Azaz และ Al-Bab
เป็นการสกัดไม่ให้เคิร์ดสามารถตั้งรัฐอิสระได้อย่างเด็ดขาด 

ในทางกลับกัน ตุรกียอมหยุดให้ความช่วยเหลือพวกก่อการร้าย รวมทั้งไอซิสที่อเมริกาและซาอุสนับสนุนในเมืองอาเล็ปโปและทางตอนเหนือของซีเรียเท่ากับว่าพวกก่อการร้ายไอซิสในซีเรียกำลังโดนทอดทิ้ง รวมถึงชนกลุ่มน้อยเคิร์ดที่อเมริกาให้การสนับสนุนเพื่อตั้งรัฐอิสระกำลังถูกลอยแพด้วย


ไม่เพียงแต่เท่านั้น รัสเซียยังได้โอกาสทองเข้ามาเป็นผู้เล่นอย่าเต็มตัวในภูมิภาคอาหรับ ชนกับอเมริกาได้เต็มที่ นี่เป็นสิ่งที่น่าจับตามองมาก
เมื่อรัสเซียเข้ามาแล้ว อเมริกายอมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยยอมในข้อต่าง ๆ ต่อไปนี้ 
1.  ประธานาธิบดี บาซ่าร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทางการเมือง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโอบามายืนกรานมาตลอดว่า นายอัสซาดต้องออกจากตำแหน่งเท่านั้น ในการปรองดองทางการเมือง ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล นายอัสซาดจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำต่อไป

2. ทั้งสหรัฐและรัสเซียจะร่วมมือกันกำจัดพวกอัล นุสรา และพวกไอซิสที่กำลังทำสงครามเพื่อล้มรัฐบาลนายอัสซาด ทั้งสหรัฐ ตุรกี และกลุ่มประเทศอาหรับจะยกเลิกการแอบหนุนไอซิสเพื่อล้มนายอัสซาดและกำจัดอิทธิพลของอิหร่านและรัสเซีย 

3. ฝูงบินรบF-15 ของสหรัฐอเมริกาที่ประจำการในฐานทัพตุรกี จะโยกย้ายไปประจำการที่อังกฤษแทน ซึ่งก็หมายถึงการที่ทหารยอมถอนฐานทัพอากาศออกจากตุรกี หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือตุรกีไม่ให้อยู่ต่อไปอี่กแล้วนั่นเอง

4. อเมริกาสั่งให้ตุรกีถอนทหารออกจากทางตอนเหนือของอิรัก ตุรกีส่งทหารเข้าอิรัก โดยไม่ได้รับคำเชิญจากรัฐบาลอิรัก โดยอ้างว่าต้องการให้การคุ้มครองกับทหารตุรกีที่กำลังทำการฝึกนักรบอยู่ อิรักไล่ให้ทหารตุรกีออกไป แต่ตุรกีไม่ยอมปฏิบัติตาม หลังจากรัสเซียโจมตีขบวนการขนน้ำมันเถื่อนของไอซิสในซีเรีย และยึดซีเรียได้หมดประเทศแล้ว ก้าวต่อไปคือรัสเซียจะเข้าไปโจมตีไอซิสในอิรัก ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ทหารตุรกีเข้าไปคุ้มกัน หรือฝึกพวกไอซิสหรือไม่ เพราะว่าตุรกีมีผลประโยชน์ร่วมกันในการค้าน้ำมันเถื่อนกับไอซิส และต้องการทำลายทั่งซีเรียและอิรัก เพื่อที่จะขยายดินแดนของตุรกีในอนาคต ตุรกีไม่มีน้ำมันเป็นของตัวเอง ถ้าได้ซีเรียและอิรักมาเพิ่มจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ตัวเอง ในช่วงที่นายเคอร์รี่กำลังจะเดินทางไปเยือนมอสโคว ทางกองทัพรัสเซียได้ให้พลโทเซอร์เก การาเกฟ ผู้บังคับบัญชาการหน่วยทหารที่ดูแลขีปนาวุธยิงข้ามทวีปของรัสเซีย ออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐ ไม่สามารถป้องกันการโจมตีของขีปนาวุธยิงข้ามทวีปของรัสเซีย ที่มีเทคโนโลยี่เหนือกว่าได้ รัสเซียค่อยๆ แบไพ่ในมือออกมาว่า มีอะไรดี เพื่อขู่โอบามากลับ
(ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636438)

5. อิสราเอลตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพรัสเซียและพันธมิตรแล้ว อิสราเอลดิ้นไม่ออก ที่ราบสูงโกลานอาจจะถูกกองทัพซีเรียเอาคืน ทั้งกองทัพเรือและเรือดำน้ำของรัสเซียกำลังปฏิบัติการนอกชายฝั่งประเทศซีเรีย รวมทั้งระบบยิงขีปนาวุธและยิงต่อต้านขีปนาวุธ S-400 ที่ได้จ่อไปยังอิสราเอล ทำให้อิสราเอลอยู่ในฐานะลำบาก โดยที่อิสราเอลมีอิทธิพลสูงต่อการดำเนินนโยบายของทางสหรัฐ 

รัสเซียเข้ามาควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด ความฝันของชาวเคิร์ดในการขยายดินแดนต้องพับไป ในตอนนี้สิ่งที่ชาวเคิร์ดต้องโฟกัส คือการปกป้องเขตปกครองตนเองของตัวเองในประเทศอิรักให้คงอยู่ต่อไป  โดยที่ยังไม่รู้อนาคตของเขตนั้น

เพราะพญาหมีขาวเริ่มเคลื่อนกายเข้ามายังอิรักแล้ว

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนซีเรียรอยต่อระหว่างเคิร์ดกับตุรกี ต่างคนต่างแลกหมัด

ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2016 นี้ สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนซีเรียรอยต่อระหว่างเคิร์ดกับตุรกี ก็ยังคงเป็นการต่อสู้รบพุ่งกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ ตุรกี ไอซิส และเคริ์ด

โดยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2016 ตุรกีส่งรถถังราว 20 คันเคลื่อนเข้าสู่ซีเรีย และได้ปะทะกับกลุ่มไอเอสที่บริเวณชายแดน โดยก่อนหน้านั้นตุรกีได้ส่งกองกำลังพิเศษขนาดเล็กข้ามชายแดนล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ภารกิจเพื่อกวาดล้างไอเอสออกจากเมืองจาราบลุส ในจังหวัดอะเลปโป ของซีเรีย มีการยิงปืนใหญ่เปิดทางเข้าสู่เมืองจาราบลุส ตามด้วยเครื่องบินรบตุรกีและกองทัพพันธมิตรระดมถล่มเป้าหมายไอเอสในเมืองดังกล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลตุรกียังประกาศให้บริเวณชายแดนเป็น “เขตความมั่นคงพิเศษ” เพื่อเคลียร์พื้นที่

ขบวนรถถังของกองทัพตุรกี และยานยนต์นักรบซีเรียกลุ่มที่ตุรกีหนุนหลังอยู่ เคลื่อนทัพมุ่งเข้าสู่เมืองจาราบลุส ของซีเรีย


การเดินทัพของตุรีครั้งนี้ ก็เพื่อเคลื่อนกำลังเข้าไปสู่สมรภูมิที่เดิมกองทัพเคิร์ดและไอซิส ปะทะกันอยู่อย่างยาวนานมาสองสามปี เพื่อเดินเข้าสู่เกมส์บีบชาวเคิร์ด โดยได้รับการสนับสนุกจากมือที่มองไม่เห็น

ในขณะที่ชายแดนซีเรียอีกด้านหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันตก ในวันที่ 23 สิงหาคม กองกำลังของชาวเคิร์ดก็เข้าควบคุมเมือง Al Hasakah ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ต่างคนต่างแลกหมัด ต่างคนต่างบีบกองกำลังของตัวเองเข้ามาในสมรภูมิ หรือว่าสงครามในซีเรียนี้จะอีกยาวนาน