วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

๖.คืนแรกที่ป่าพง


        ถ้าผู้มาขอบวช ไม่เลิกล้มปณิธานเดิมของตน หรือไม่ท้อถอยลากลับบ้านตั้งแต่วันแรก หากยินดีที่จะผ่านการทดสอบ การฝึกฝน เพื่อแก้นิสัยสันดานเดิมของตน ก็จะถูกนำไปพักยังธรรมศาลา ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางความสงัดวังเวงของป่า

    ในศาลานั้นมีโครงกระดูกมนุษย์ห้อยแขวนอยู่ในตู้กระจก สำหรับใช้พิจารณาอสุภกรรมฐานหรือมรณสติ มีนาฬิกาโบราณเรือนใหญ่ตีบอกเวลาด้วยเสียงเยือกเย็นกังวาน ผสมผสานกับเสียงร้องของสัตว์ป่าและหมู่แมลงนานาชนิด สิ่งแวดล้อมเหล่านี้จะให้บรรยากาศวังเวง ว้าเหว่ และน่าสะพรึงกลัวแก่ผู้มาใหม่พอสมควร

   ผู้มาขอบวชอาจไม่พบผู้ใดในศาลาหลังนั้นเลยก็ได้ เพราะภิกษุและสามเณรต่างหลีกเร้นภาวนาอยู่ที่กุฏิส่วนตัวในราวป่า จะออกมาทำกิจวัตรตามกำหนดเวลาเท่านั้น

    ณ ที่นั้น ผู้มาขอบวชต้องต่อสู้กับความปรุงแต่งของจิตใจ หรือความคิดของตนเองอย่างรุนแรง เพราะได้ประสบกับสิ่งที่ขืนใจขัดต่อความรู้สึก ที่เคยได้ตามปรารถนาหลายอย่างนับตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในป่าพง โดยเฉพาะผู้ที่มาจากถิ่นเจริญด้วยวัตถุในเมืองใหญ่ ๆ ไม่มีความคุ้นเคยกับธรรมชาติในป่า คืนแรกในป่าพง จะเป็นคืนหนึ่งในชีวิตที่ลืมไม่ลงเลยทีเดียว

    สาเหตุที่จัดให้พักอยู่ที่ธรรมศาลา ก็เพื่อเป็นการทดสอบจิตใจ และเพื่อให้ผู้ที่มาขอบวชได้สังเกตุ หรือศึกษาอย่างใกล้ชิดว่า ที่นี้เขาทำอะไรกันบ้าง ทำอย่างไร ในเวลาไหน

   รุ่งเช้าของวันใหม่ ผู้มาขอบวชจะได้เรียนรู้จักกับกิจที่ตนต้องทำ เช่น ปัดกวาดลานวัด จัดกะละมังไว้สำหรับรอใส่อาหารบิณฑบาตจากพระ เตรียมน้ำล้างเท้า รับบาตร ประเคนอาหาร ล้างกระโถน ฯลฯ

    ท่านอาจจะรู้สึกว่าภาระเหล่านี้ เป็นการงานที่หนักพอสมควรสำหรับผู้ไม่คุ้นเคยต่อการบริโภคอาหารเพียงมื้อเดียว




๕.ขอบวช

การประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทางของพรหมจรรย์ได้นั้น ต้องเริ่มต้นด้วยศรัทธา และการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ของตนเองเสียก่อน จากนั้นจึงจะบรรลุจุดมุ่งหมายได้ด้วยความพากเพียรพยายาม

   วัดหนองป่าพง มีกฏเกณฑ์ในการรับกุลบุตรเข้ามาอยู่ร่วมในสำนัก ไม่ว่าด้วยจุดประสงค์ใด จะมาอยู่ในฐานะภิกษุ หรือสามเณรก็ตาม ต้องมีผู้รับรองเป็นหลักฐาน และที่สำคัญคือ ต้องมีการพิสูจน์ความมั่นคงในศรัทธาเสียก่อน

  ดังนั้นกุลบุตรผู้มาขอบวช มักได้รับคำตอบที่ฝืนต่อความรู้สึก หรือขัดต่อความตั้งใจอย่างแรงกล้าของตน แทนที่จะได้รับการต้อนรับอันอบอุ่น หรือคำเชื้อเชิญที่ดี เช่น อาจะได้รับคำตอบว่า

    “ที่นี่เขาบวชกันจนตายนะ ...ไม่ใช่จะมาบวชเล่น ๆ”

    หรือเป็นคำตอบในลักษณะไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ แต่ไปพูดถึงเรื่องความเป็นอยู่ว่า

    “ที่นี่มีความยากลำบาก จะไม่ได้อะไรตามปรารถนา ต้องอดทนต่อกำหนดกฏเกณฑ์ข้อัตรปฏิบัติ และการงานต่าง ๆ ที่เป็นกิจวัตรประจำวัน” หรือ

    “ตอบไม่ได้ว่าจะรับหรือไม่รับ ตัวท่านเท่านั้นจะเป็นผู้ตอบแก่ตนเองได้”

    ผู้มาขอบวชบางท่าน เมื่อได้รับการต้อนรับดังกล่าว ซึ่งเป็นคำพูดที่ขัดใจตรงไปตรงมา อาจคิดว่า เหตุใดพระกรรมฐานที่เขาเล่าลือกันว่า เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจึงไร้เมตตาเช่นนี้ ซึ่งก็มีสิทธิ์คิดอย่างนั้นได้

    แต่... ความจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการทดสอบความมุ่งมั่น และศรัทธาของผู้มาขอบวชแต่ละคนในขั้นแรกเท่านั้นเอง

  หากผู้มาขอบวชสามารถทำใจหรือปรับความรู้สึกได้ ไม่ท้อถอยต่อคำตอบและคำพูดที่ขัดต่อความรู้สึก แต่แฝงไว้ด้วยเมตตาธรรมนั้น ก็จะต้องอดทน เตรียมรอรับขั้นตอนการคัดเลือก การกลั่นกรอง เพื่อทำลายพยศ ลดมานะ ละทิฏฐิอีกต่อไป




๔.สู่....แดนเคารพ




กุลบุตร ผู้มีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ประสงค์จะดำรงชีวิตพรหมจรรย์ เมื่อได้ศึกษาการดำเนินชีวิตของพระกรรมฐานในวัดป่า มีความปรารถนาจะก้าวเดินบนวิถีทางที่สามารถนำชีวิตของตนไปสู่ความสงบสันติได้ จึงต่างมุ่งหน้าเข้ามาที่ป่าพง ด้วยความหวังจะมีโอกาสอยู่ภายใต้ร่มเงาของวัดป่า และครูอาจารย์ผู้ทรงคุณธรรม รวมทั้งแนวทางปฏิบัติที่เกื้อกูลต่อการดำเนินชีวิตของภิกษุ


    ก้าวแรกที่ย่างเข้าสู่ประตูสำนัก กุลบุตรผู้มาใหม่จะถูกต้อนรับทักทายด้วยบรรยากาศแห่งธรรมะ คือ ความเงียบสงบ ความสะอาด ความร่มรื่น ความเย็นกาย สบายใจ ซึ่งเกิดจากธรรมชาติของป่า อันเป็นถิ่นพำนักแห่งสมณะ


 เมื่อเข้ามาถึงประตูชั้นใน จะพบป้ายบนกำแพงสูงใหญ่มีข้อความเขียนว่า


แดนเคารพ
พุทธศาสนิกชน ทุกเพศ ทุกวัย
เพื่อหายพยศ ลดมานะ ละทิฐิ


- ไม่มีกิจจำเป็น ห้ามเข้าไปคลุกคลีในกุฏิกับภิกษุและสามเณร
- ต้องถอดหมวก ถอดรองเท้าก่อน จึงเข้าไปในวัดด้วยอาการสำรวม
- จงสงบ กาย วาจา ใจ ให้มาก อย่าคะนองปาก มือ และเท้า
- ห้ามเปิดวิทยุ และ การละเล่นต่าง ๆ ภายในบริเวณวัด
- ห้ามนำสุราเข้ามาดื่ม และนำสัตว์มีชีวิตเข้ามาทำอาหารในบริเวณวัด
- ห้ามเก็บผลไม้ และเข้ามากินในวัด จะเป็นการก่อกวนความสงบ
- ห้ามขับรถเข้าออกเร็วเกินควร เพราะเสียงจะรบกวนผู้กำลังปฏิบัติ
- ต้นไม้และสัตว์ป่า เป็นสมบัติอันล้ำค่า จงช่วยกันรักษาเพื่อลูกหลาน


ข้อความที่ป้ายบนกำแพงจะทำให้ผู้มาเยือน มองเห็นบรรยากาศความเคร่งครัดของวิถีชีวิตพระกรรมฐานในวัดหนองป่าพงขึ้นมาอย่างราง ๆ

๓.พระธุดงค์กรรมฐาน


      พระธุดงค์กรรมฐาน เรียกสั้น ๆ ว่า “พระกรรมฐาน” หรือ “พระป่า” หมายถึง พระภิกษุผู้มีข้อวัตรปฏิบัติเป็นไปเพื่อกำจัดกิเลส และเป็นอิสระเหนือเหตุแห่งทุกข์ทั้งปวง มีชีวิตอย่างเรียบง่าย มีปัจจัยเครื่องอาศัยจำกัด มุ่งปฏิบัติฝึกหัดอบรมจิตใจให้เข้าถึงความสงบและเกิดปัญญา ด้วยการบำเพ็ญภาวนาสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งข้อวัตรเหล่านี้ จะเป็นบันไดนำไปสู่ความบริสุทธิ์บริบูรณ์ในศีล สมาธิ และปัญญา อันเป็นมรรคาแห่งการดับทุกข์


    เส้นทางอันสงบของพระธุดงค์กรรมฐาน มุ่งไปสู่ความเป็นอิสระจากพันธนาการชีวิต ละความเป็นอยู่ที่เต็มไปด้วยความห่วงกังวลและวุ่นวายเร่าร้อนแบบโลก ๆ มาดำรงเพศบรรพชิต


    มีชีวิตเสมือนนกที่อาศัยรังเล็ก ๆ ในป่าเป็นที่พำนักหลับนอน จะโผผินบินไปไหนก็สะดวกและอิสระ เพราะไม่มีสัมภาระมากมาย จะมีอยู่ก็เพียงแต่ปีกและขนเท่านั้นติดไปกับตัว พร้อมที่จะบินในโลกกว้างได้อย่างเสรี


    ชีวิตพระป่า มีเพียงบาตร จีวร และกุฏิหลังเล็ก ๆ ในราวป่าเป็นที่อยู่อาศัย ส่วนบริขารเครื่องใช้สอยส่วนตัว ก็มีเท่าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเท่านั้น


    จึงกล่าวได้ว่า เป็นวิถีชีวิตที่เบาสบาย ปราศจากความห่วงกังวลดิ้นรนแสวงหาและความผูกมัดอยู่กับสิ่งใด


    ภาพพระภิกษุห่มจีวรสีเหลืองหม่น สะพายบาตร แบกกลดและกระบอกน้ำ จาริกรอนแรมไปสู่สถานที่สงบสงัดต่าง ๆ เช่น ขุนเขา ถ้ำ เงื้อมผา ป่าดงดิบ ป่าช้า และริมลำธาร นั่นคือ “พระธุดงค์กรรมฐาน” ผู้ท่องธุดงค์ไปในขุนเขาลำเนาไพรอย่างเสรี  โดยมีจุดหมายอยู่ที่การแสวงหาประสบการณ์ทางธรรม เพื่อฝึกฝนตนให้มีความเข้มแข็ง อดทน พากเพียร และเพื่อสร้างสมอบรมปัญญา ด้วยการพิจารณาสภาวธรรมที่มีอยู่ในตนเองและในธรรมชาติ ให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรม จนสามารถละทิ้งความยึดมั่นในอัตตาตัวตน มีอิสระอยู่เหนือการย่ำยีจากกิเลสทั้งปวง

๒.วัดหนองป่าพง



 วัดหนองป่าพง 
ตั้งอยู่ที่ตำบลโนนผึ้ง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี เป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันสงบสงัด มีบรรยากาศร่มเย็นเหมาะแก่การพำนักอาศัยเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม


     ชีวิตพระในวัดหนองป่าพง มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การประพฤติพรหมจรรย์ตามรอยพระยุคลบาทของพระบรมศาสนา ที่ทรงดำรงพระชนม์ชีพอย่างสงบเงียบและเรียบง่ายภายในป่า เพื่อค้นคว้าแสวงหาทางพ้นทุกข์ แล้วทรงนำความรู้แจ้งเห็นจริงนั้น มาเผยแผ่เกื้อกูลความสุขแก่มหาชนทั่วไป


     การดำเนินชีวิตในวัดหนองป่าพง ยึดหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ เป็นแนวทางปฏิบัติฝึกหัดกายวาจาใจในชีวิตประจำวัน เน้นการศึกษาประพฤติปฏิบัติให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ในศีล สมาธิ ปัญญา พร้อมทั้งนำธุดงควัตร ๑๓ วัตร ๑๔ และกำหนดกฎกติการะเบียบต่าง ๆ มาผสมผสานเป็นแนวทางปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการบำเพ็ญสมณธรรม ให้ดำเนินไปด้วยดีและมีความละเอียดลึกซึ้งยิ่งขึ้น


     แนวทางการปฏิบัติและธรรมชาติของป่าภายในสำนัก เป็นปัจจัยสำคัญ ส่งเสริมให้การดำรงชีวิตของพระภิกษุเป็นไปด้วยความเรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ และประสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในหมู่คณะ ตามแบบฉบับของพระธุดงค์กรรมฐาน ผู้มีข้อวัตรปฏิบัติขัดเกลากิเลสที่ครูบาอาจารย์ได้พาดำเนินมา


     จีวรและบริขารอื่นๆ  ของภิกษุจะมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งจัดรวบรวมไว้เป็นของสงฆ์หรือของส่วนกลาง มีภิกษุผู้รักษาเรือนคลังสงฆ์เป็นผู้แจกในเวลาที่เหมาะสม การบริโภคอาหารมีเพียงมื้อเดียวตอนเช้า และฉันในบาตร เสนาสนะที่พักอาศัยเป็นกุฏิหลังเล็ก ๆ ตั้งอยู่ห่างกันในราวป่าท่ามกลางความร่มรื่นแห่งหมู่ไม้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติภาวนาได้อย่างสงบ


     สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติอันสงบและบริสุทธิ์ของป่า ช่วยให้จิตใจของผู้ปฏิบัติ ได้สัมผัสกับความรู้สึกสงบเย็น สดชื่น เบิกบาน มีอิสระ เป็นความสุขที่ปราศจากความเร่าร้อน กระวนกระวาย เป็นปัจจัยให้เกิดกายวิเวก “ความสงบกาย” นำไปสู่การปฏิบัติอบรมจิตใจให้เข้าถึงจิตตวิเวก “ความสงบจิต” และ อุปธิวิเวก “ความสงบกิเลส” อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของการประพฤติพรหมจรรย์ในพุทธศาสนาต่อไป

๑.บูรพาจารย์แห่งวัดหนองป่าพง

บูรพาจารย์แห่งวัดหนองป่าพง
     หลวงพ่อชา สุภทฺโท ได้ก่อตั้งวัดหนองป่าพง ซึ่งเป็นต้นแบบของวัดป่า ๑๐๐ แห่งในประเทศไทย และหลายแห่งในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย เพื่อให้เป็นที่พำนักอาศัยบำเพ็ญสมณธรรมของพระธุดงค์กรรมฐาน หรือ “พระป่า” และได้วางแนวทางปฏิบัติของวัดหนองป่าพงขึ้น โดยอาศัยหลักการจากพระธรรมวินัยประกอบกับประสบการณ์ทางธรรมของท่าน

     หลวงพ่อได้ปฏิบัติตนตามข้อวัตรต่าง ๆ เป็นแบบอย่างอันงดงามแก่สานุศิษย์โดยถือคติว่า “พึงตั้งตนให้อยู่ในคุณธรรมอันสมควรเสียก่อน จึงค่อยสอนผู้อื่น จักไม่เป็นบัณฑิตทราม” และ “สอนคนด้วยการทำให้ดู ทำเหมือนพูด พูดเหมือนทำ”

     แม้หลวงพ่อจะมรณภาพไปแล้ว แต่คำสอนและแนวทางปฏิบัติ ก็ยังเป็นเสมือนตัวแทนของท่านสืบไป ซึ่งสานุศิษย์ผู้ผ่านชีวิตพระธุดงค์กรรมฐานในป่าพงต่างร่วมกันดำรงรักษา และสืบทอดแนวทางปฏิบัตินั้นไว้อย่างมั่นคง

     หลวงพ่อชา ในฐานะบูรพาจารย์แห่งวัดหนองป่าพง ได้มอบธรรมคำสอนที่ตรง ลึกซึ้ง และเข้าใจง่าย จุดประกายความสว่างทางปัญญาแก่ปวงชน ให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้องตามหลักของพระพุทธศาสนา

     ประการสำคัญท่านได้พยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาสภาพการดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายของพระธุดงค์กรรมฐานไว้ เพื่อให้ชนในยุคปัจจุบันได้มีโอกาสศึกษาปฏิบัติตาม อันจะเป็นทางให้เกิดปัญญา สามารถสร้างความสงบสุขให้แก่ชีวิตของตน

      หลวงพ่อชาและวัดหนองป่าพง จึงเป็นที่มาของพระธุดงค์กรรมฐานหลายร้อยชีวิตที่ต่างหลีกเร้นบำเพ็ญภาวนาอยู่ ณ สถานที่สงบวิเวกทั่วไป เพื่อฝึกฝนอบรมตนเองให้ก้าวไปสู่คุณธรรมแห่งความเป็นสมณะ “ผู้สงบจากอกุศลกรรมทั้งปวง” และเพื่อเกื้อกูลความสุข เป็นที่พึ่งทางจิตใจแก่ชนในถิ่นนั้น ๆ

     พระธุดงค์กรรมฐานเหล่านั้น ต่างผ่านการอบรมสั่งสอน ผ่านการฝึกหัดตามข้อวัตรปฏิบัติ ที่หลวงพ่อชาวางแนวทางไว้มาอย่างเคร่งครัด ซึ่งข้อวัตรปฏิบัติเหล่านี้ สานุศิษย์ยังคงรักษาไว้เป็นแบบแผน เป็นเครื่องกลั่นกรองกุลบุตรผู้มีศรัทธา มีความมุ่งมั่นต่อการประพฤติปฏิบัติธรรมไว้อย่างละเอียดลึกซึ้งและเข้มข้นดุจเดิม...





วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพที่ ๘๐ พระมหากัสสปกับพระอริยสงฆ์ยกปฐมสังคายนา สืบอายุพระศาสนามาถึงบัดนี้


ภาพที่ ๘๐
พระมหากัสสปกับพระอริยสงฆ์ยกปฐมสังคายนา สืบอายุพระศาสนามาถึงบัดนี้


ตอนถวายพระเพลิงพระศพพระพุทธเจ้าที่เมืองกุสินารา  เป็นเวลาที่พระสงฆ์สาวกซึ่งเดินทาง
มาชุมนุมกันที่เมืองนี้มีจำนวนมากกว่าครั้งใดๆ    จึงเมื่อถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว   พระมหากัสสปซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ได้จัดให้มีการประชุมพระสงฆ์สาวกเป็นครั้งแรกขึ้นที่เมืองกุสินารา


เรื่องที่ประชุมคือ       เรื่องจะสังคายนาพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและบัญญัติไว้ 
ท่านได้ปรารภเรื่องเสี้ยนหนามพระศาสนาที่ท่านได้ประสบเมื่อระหว่างเดินทางมา ที่พระภิกษุแก่กล่าวแสดงความยินดีที่พระพุทธเจ้านิพพานให้ที่ประชุมทราบด้วย


ที่ประชุมมีมติเลือกพระสงฆ์เถระ  ๓ รูปเป็นประธานทำหน้าที่สังคายนา  คือ  พระมหากัสสป  
พระอุบาลี  และพระอานนท์  ในการนี้ให้พระมหากัสสปเป็นประธานใหญ่  ให้มีหน้าที่คัดเลือกจำนวนสมาชิกสงฆ์ผู้จะเข้าประชุมทำสังคายนา  พระมหากัสสปคัดเลือกพระสงฆ์ได้ทั้งหมด  ๕๐๐  รูปแล้วตกลงเลือกเอานครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธเป็นสถานที่สถานที่ประชุม    ส่วนเวลาประชุมคือตั้งแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นไป  หรืออีก  ๓  เดือนนับแต่นี้


หลังจากนั้น  พระสงฆ์ที่ได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมประชุมทำสังคายนา  ต่างเดินทางมุ่งหน้าไป
ยังเมืองราชคฤห์  เมื่อไปถึงทางคณะสงฆ์ได้ขอความอุปถัมภ์จากบ้านเมืองแห่งนี้  ในด้านการซ่อมวิหารที่พักสงฆ์  ตกแต่งสถานที่ประชุมซึ่งจัดขึ้นในถ้ำปาสาณคูหาในภูเขาเวภารบรรพตซึ่งอยู่นอกเมือง


ทางคณะสงฆ์ได้ขอให้ทางบ้านเมืองประกาศห้ามนักบวชและพระสงฆ์อื่นๆ  ที่ไม่มีหน้าที่เกี่ยว
ข้องกับการประชุมทำสังคายนาเข้ามาอยู่ในเมืองราชคฤห์    ตลอดเวลาที่สงฆ์ทั้งหมดทำสังคายนาอยู่    ทั้งนี้เพื่อป้องกันอุปสรรคขัดขวาง  อันอาจจะเกิดมีเป็นเหตุให้การประชุมทำสังคายนาเป็นไปโดยความไม่เรียบร้อยนั่นเอง