วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

- ภูทอก...วัดเจติยาคิรีวิหาร อ.ศรีวิไล จ.หนองคาย



ที่ตั้ง 
วัดภูทอก หรือวัดเจติยาคิรีวิหาร
ตั้งอยู่ที่บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ที่ 6 ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย 43210

กว่าจะมาเป็นภูทอก
ท่านหลวงปู่จวน กุลเชฎโฐ ท่านได้มาค้นพบสถานที่แห่งนี้ ดังตามประวัติของท่านดังนี้


พรรษาที่ ๒๖ พ.ศ. ๒๕๑๑
จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาว อนาลโย 
วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู 

ท่านอาจารย์ได้กลับมาอยู่จำพรรษาร่วมกับหลวงปู่ขาว อีกวาระหนึ่ง ซึ่งได้จากวัดป่าแก้ว บ้านชุมพล มาอยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล ได้อยู่ปฏิบัติหลวงปู่ ฟังธรรมเทศนา รับการอบรมมาจากหลวงปู่โดยใกล้ชิด ออกพรรษา เสร็จกิจการงานแล้ว ได้นมัสการกราบลาหลวงปู่ กลับไปวิเวกที่ภูวัวอีก ท่านได้วิเวกอยู่ที่ภูวัว ๑ เดือน คืนหนึ่ง ขณะนั่งบำเพ็ญความเพียรอยู่นั้น ได้เกิดนิมิตขึ้นว่า


ได้มีปราสาท ๒หลัง หลังหนึ่งเล็ก หลังหนึ่งใหญ่โตมาก ปราสาททั้ง ๒ หลังสวยงามวิจิตรมาก ตั้งอยู่ทางด้านเขาภูทอกน้อย และภูทอกใหญ่ ซึ่งเวลามองจากภูวัวจะเห็นปรากฏชัด ในนิมิตท่านได้เหาะขึ้นไปบนปราสาทนั้น แต่บังเอิญประตูทางเข้าปราสาทปิดอยู่ ไม่สามารถเข้าไปได้ ท่านจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า หากมีบารมีแรงกล้า ขอให้ประตูเปิดออก เข้าไปได้ ทันใดนั้น ประตูปราสาทหลังเล็กก็เปิดออก ท่านจึงเข้าไปในปราสาทนั้น ภายในห้อง วิจิตรพิสดารงดงามยิ่งนัก มีหญิงรูปสวย ๔ คนเฝ้าอยู่ในปราสาทนั้น ได้นิมนต์ให้ท่านอยู่ร่วมด้วย แต่ท่านไม่ตกลง เพราะเป็นพระ จะอยู่ร่วมกับผู้หญิงไม่ได้ แล้วท่านจึงลงจากปราสาทนั้นไป

พอจิตถอน ท่านจำนิมิตนั้นได้ติดตา พร้อมทั้งจำทางขึ้นลงได้อย่างแม่นยำ เพื่อพิสูจน์นิมิตนั้น ท่านจึงเดินทางจากภูวัวไปยังภูทอกน้อย พอไปถึงก็เดินทางขึ้นไปบนเขา ตามทางในนิมิตนั้นทุกประการ ได้สำรวจดูเขาชั้นต่างๆ เห็นเป็นโตรก เป็นซอก เป็นถ้ำ เป็นหินผาอันสูงชัน ก็เห็นว่าเป็นภูมิประเทศที่เหมาะสมที่จะบูรณะให้เป็นสถานที่สำหรับให้พระเณรได้บำเพ็ญภาวนาต่อไป ท่านจึงตกลงใจเข้าบูรณะและตั้งเป็นวัด ประกอบกับแรงนิมนต์ของชาวบ้านตำบลนาคำแคน บ้านนาต้อง อาราธนาให้อยู่โปรดพวกเขาเป็นหลักยึดเหนี่ยวอีกแรงหนึ่ง

ภูทอกน้อย ภูทอกใหญ่ เมื่อมองมาจากภูวัว

พรรษาที่ ๒๗-๓๘ พ.ศ. ๒๕๑๒-๒๕๒๓ 
วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก) อ.ศรีวิไล 

ท่านเริ่มมาอยู่ภูทอกนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม ๒๕๑๒ มาอยู่ครั้งแรก กับท่านพระครูสิริธรรมวัฒน์(หลวงปู่ทองพูล สิริกาโม) เจ้าอาวาสวัดสามัคคีอุปถัมภ์ อำเภอบึงกาฬในปัจจุบัน กับผ้าขาวน้อยองค์หนึ่ง ตอนแรกก็อาศัยอยู่ตีนเขาที่เป็นโรงฉันต่อกับโรงครัวปัจจุบันนี้ บริเวณรอบๆ เป็นป่าทึบ รกชัฏ มีสัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์

เบื้องต้นภูทอกยังไม่มีแอ่งเก็บน้ำ สมัยนั้นต้องอดน้ำ อาศัยฝนที่ค้างอยู่ตามแอ่งหิน อาหารการขบฉัน อาศัยบิณฑบาตจากชาวบ้านนาคำแคน ซึ่งได้อพยพไปอยู่ใหม่ๆ ประมาณ ๑๐ หลังคาเรือน การบิณฑบาตขาดแคลนมาก ตามมีตามได้ พอเข้าหน้าแล้ง ท่านได้ขอให้ชาวบ้านช่วยกันสร้างทำนบกั้นน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ และขึ้นมาปลูกกระต๊อบอยู่ชั่วคราวที่โขดหินตีนเขาชั้น ๒

ปีแรกที่จำพรรษาอยู่ที่ภูทอก มีพระ ๓ องค์ ผ้าขาวน้อย ๑ องค์ ปลูกกระต๊อบชั่วคราวพออาศัยได้ ๔ หลัง ทุกองค์ต่างทำความเพียรอย่างเต็มที่ เวลาพลบค่ำ ท่านอาจารย์ขึ้นไปนอนบนชั้น ๕ โดยปีนขึ้นตามเครือเขาเถาวัลย์ ตามรากไม้ ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นถ้ำวิหารพระ สมัยนั้นยังเป็นป่าทึบ มีต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น

ในระหว่างกลางพรรษาที่ ๒๗ ได้ชักชวนญาติโยมทำบันไดขึ้นเขาชั้นที่ ๕ และชั้นที่ ๖ จนสำเร็จ ทำอยู่ประมาณ ๒ เดือนกับ ๑๐ วัน จึงเสร็จเรียบร้อย การสร้างบันไดนี้สำเร็จในกลางพรรษา ได้อาศัยศรัทธาญาติโยมและชาวบ้านใกล้เคียงช่วยกันคนละเล็กละน้อย ช่วยกำลังแรง ส่วนกำลังทรัพย์ไม่มี เพราะต่างเป็นคนยากจน มีแต่ศรัทธาเท่านั้น

กลางพรรษาปี ๒๕๑๒ ท่านได้เกิดสุบินนิมิตว่า ได้ออกไปบิณฑบาตที่ภูทอกใหญ่ ตามหน้าผา อุ้มบาตรเดินเลียบไปตามหน้าผา อ้อมไปเรื่อยๆ เห็นหน้าต่างปิดอยู่ตามหน้าผา มองไม่เห็นคนเลย ท่านจึงเดินอ้อมไป ท่านจึงหยุดยืนรำพึงว่า....ทำไมมีแต่หน้าต่างปิด ไม่เห็นคนออกมาใส่บาตรเลย สักครู่หนึ่งก็เห็นคนเปิดหน้าต่างออกมาใส่บาตร

ท่านจึงตั้งจิตถามขึ้นว่า เขาเป็นใคร เขาก็ประกาศขึ้นมาเองว่า “พวกผมนี้เป็นพวกบังบดขอรับ อยู่กันที่ภูทอกใหญ่ ภูแจ่มจำรัส” พวกบังบด คือพวกภุมมเทวดา ที่เขามีศีล ๕ ประจำ เขาอธิบายให้ฟังต่อว่า “ชื่อเดิมของภูทอกใหญ่นี้ เรียกกันว่า ภูแจ่มจำรัส แต่ก่อนนี้มีพวกฤาษีชีไพรมาบำเพ็ญพรตภาวนากันอยู่ที่ภูแจ่มจำรัสนี้มาก” 

เมื่อเขาใส่บาตรเรียบร้อยแล้ว ท่านจึงภามเขาว่า “ทำไมจึงรู้ว่าอาตมามาบิณฑบาต” 

เขาก็ตอบยิ้มๆ ว่า “รู้ครับ รู้ด้วยกลิ่น ถูกกลิ่นพระผู้เป็นเจ้า” 

“กลิ่นเป็นอย่างไร” ท่านซักต่อ

“กลิ่นหอมขอรับ ถูกกลิ่นพระผู้เป็นเจ้า ก็เลยพากันเปิดหน้าต่างมาใส่บาตรพระผู้เป็นเจ้ากัน ท่านเป็นพระที่ปฏิบัติดี ควรแก่การบูชา พวกเราจึงพร้อมใจกันมาใส่บาตร” 

พอพวกเขาใส่บาตรเสร็จ ท่านก็กลับ พอดีรู้สึกตัวตื่น พิจารณาดูนิมิตนั้นก็เห็นแปลก และเช้าวันนั้น อาหารที่บิณฑบาตได้ ขบฉันก็รู้สึกว่ารสเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีใครอื่นมาใส่บาตรจริงๆ มีแต่ชาวบ้านเท่านั้น และอาหารก็เป็นอาหารพื้นๆ

ภูทอกใหญ่ หรือภูแจ่มจำรัส

พรรษาแรก พระเณรเจ็บไข้กันมาก บางองค์ก็บอกว่า เทวดาประจำภูเขามาหลอกหลอน ดึงขา ปลุกให้ลุกขึ้นทำความเพียร บางทีก็ไล่ให้หนี เพราะมาแย่งวิมานของเขา ท่านได้พยายามตักเตือนพระเณรให้มีศีลบริสุทธิ์ บำเพ็ญความเพียร แผ่เมตตา และให้ทำความเพียรอย่าได้ประมาท

ภายหลังก็เกิดนิมิตว่า มีพวกเทวดามาหาท่านบอกว่า
 “ขอน้อมถวายภูเขาลูกนี้ ให้แก่พระผู้เป็นเจ้า ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดรับไว้รักษา พวกข้าพเจ้าจะลงไปอยู่ข้างล่าง” 
และยังขอให้ท่านประกาศแก่มนุษย์ที่จะมาเที่ยวภูเขาลูกนี้ต่อไปว่า
 "ขออย่าได้กล่าวคำหยาบ อย่าส่งเสียงดังอึกทึก อย่าถ่มน้ำลายลงไปข้างล่าง อย่าขว้างปาหรือทิ้งเศษขยะไว้บนเขา" 

เมื่อท่านตื่นจากนิมิต จึงมาพิจารณาคำขอร้องของเทวดา ก็เห็นว่าแยบคายดี น่าจะเป็นข้อที่กัลยาณชนควรจะปฏิบัติอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่มีเทวดามาขอร้องก็ตาม อย่างไรก็ดี ในวันนั้น มีชาวบ้านมาเล่าให้ฟังว่า พวกเขาต่างฝันกันว่า มีคนมามอบภูเขาให้ท่านอาจารย์จวนรักษาไว้ และพวกเขาจะลงไปอยู่ข้างล่างแทน บังเอิญมาฝันตรงกันหลายคน

พ.ศ. ๒๕๑๓ ในฤดูแล้ง ท่านได้ชักชวนชาวบ้าน ช่วยกันสร้างทำนบเพิ่มขึ้นอีก ๒ ทำนบเพื่อไว้เก็บกักน้ำ มีประชาชนจากฝั่งประเทศลาวชื่อ นายบุญที ได้มีศรัทธามาสร้างพระประธานไว้ที่ถ้ำวิหารพระชั้นที่ ๕ ต่อมาได้มีศรัทธาจากที่ต่างๆ มาร่วมกันสร้างโรงฉัน และศาลาชั้นที่ ๕

พระประธานที่ชั้น ๕

ภายหลังได้ขยายศาลาตรงฉันชั้นล่างให้กว้างออกไป และได้ขยายศาลาถ้ำวิหารพระชั้นที่ ๕ ให้กว้างออกไปด้วย เพื่อประกอบศาสนกิจและสังฆกรรมได้สะดวก

การก่อสร้างต่างๆ ท่านพยายามทำแบบส่งเสริมธรรมชาติให้กลมกลืนไปกับธรรมชาติ เช่น กุฏิ ศาลาอาศัยผนังถ้ำเป็นฝาเป็นต้น นอกจากนี้ยังได้ขุดบ่อน้ำอีกหลายแห่ง ยังได้พบบ่อน้ำซึมผุดขึ้นมาจากซอกหิน และได้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมกันสร้างบาตรน้ำมนต์ขนาดใหญ่ไว้รองน้ำซึมที่หยดมาจากยอดเขา นอกจากนี้ยังมีผู้บริจาคเงินสร้างถังเก็บน้ำคอนกรีต ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ และได้สร้างส้วมและห้องน้ำ ไว้สำหรับประชาชน

ใน พ.ศ. ๒๕๑๓-๒๕๑๔ ได้ทำสะพานรอบเขาชั้นที่ ๕

พ.ศ. ๒๕๑๕ ได้ทำนำนบกั้นน้ำเพิ่ม

พ.ศ. ๒๕๑๖ ปรับปรุงสะพานชั้นที่ ๕ ทำทางเดินให้เสมอกันและขยายให้กว้างขึ้น

พ.ศ. ๒๕๑๗ ทำสะพานบนเขาชั้นที่ ๖ ทำสะพานชั้นที่ ๔ ครึ่งเขา

พ.ศ. ๒๕๑๙ ได้ทำทำนบกันน้ำในเขตวัด

สะพานชั้น ๔ และบันไดขึ้น ๕ ทางทิศใต้


สะพานเลียบหน้าผาชั้น ๕ และ ๖ ฝั่งทิศเหนือ


ตั้งแต่ปี ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ได้มีคณะญาติโยมโดยเฉพาะจากกรุงเทพฯ ทยอยมากันบ่อยครั้งขึ้น ได้มีศรัทธาเพิ่มขึ้น บริจาคทั้งกำลังทรัพย์ และกำลังกายมาช่วยเหลือที่วัด ได้มีการสร้างถังน้ำบนเขาชั้นที่ ๕ สร้างห้องน้ำ ห้องส้วมเพิ่มอีกหลายห้อง นอกจากนี้ยังได้มีการสร้างกุฏิถาวรสำหรับพระเณรจะได้เป็นที่พัก เพราะแต่ก่อนพระเณรจะใช้เงื้อมหินหรือถ้ำเป็นที่อยู่อาศัยอีกเป็นจำนวนหลายหลัง และยังได้มีการสร้างกุฏิที่พักสำหรับพระอาคันตุกะ สร้างกุฏิแม่ชี และกุฏิที่พักบนชะง่อนเขาชั้นที่ ๕ สำหรับญาติโยมได้มาพักอีกด้วย

นอกจากได้ก่อสร้างในวัดแล้ว ยังได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาวบ้านใกล้เคียงอีกด้วย โดยได้สร้างทำนบกั้นน้ำให้แก่ชาวบ้าน ๖ ทำนบ และในปี ๒๕๒๓ ได้เริ่มทำถนนรอบภูเขา ๓ ลูก คือ ภูทอกน้อย ภูทอกใหญ่ และภูสิงห์น้อย ซึ่งต่างก็เป็นสำนักสงฆ์ของวัด เพื่อเป็นการกั้นเขตแดนวัด จะได้เป็นที่พึ่งพาอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด และยังเป็นการสงวนป่าไม่อีกด้วย (เมื่อท่านอาจารย์จวนมรณภาพแล้ว งานนี้ยังค้างอยู่ ทางวัดได้ทำต่อจนแล้วเสร็จ รวมทั้งทำนบน้ำแห่งใหม่ในหมู่บ้านด้วย)

ภาพยนต์เกี่ยวกับภูทอกที่ได้มีการบันทึกไว้
โดยคุณหมอประพักตร์ โสฬสจินดา ด้วยกล้อง ๘ มม.ในสมัยนั้น ประมาณปี ๒๕๑๔ ได้มีการบันทึกภาพหลวงปู่จวนไว้ด้วย ซึ่งเป็นภาพที่หาดูได้อยากยิ่ง

ตอนที่ 1




ตอนที่ 2




ตอนที่ 3




ตอนที่ 4




ตอนที่ 5




ภาพนิ่งของภูทอก.........

ภูทอกน้อย




ภูทอก ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) อยู่ในอาณาเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง อำเภอศรีวิไล  จ.หนองคาย ภูทอกมี 2 ลูกคือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย ส่วนที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมได้คือภูทอกน้อย  ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไป  ยังไม่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวไปชมได้ตามปกติ  ในอดีตอาณาบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย  ต่อมาพระอาจารย์จวน  กุลเชฏโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณะธรรมของภิกษุ-สามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไป  

ก่อนจะขึ้นภูทอก ซึ่งต้องเดินและเดินสถานเดียว ผู้มีอายุสามารถที่จะนั่งรอที่บริเวณถ้ำส่วนนี้ได้


บันไดขึ้นภูทอก

                    การขึ้นภูทอกนั้น  ท่านพระอาจารย์จวนเริ่มก่อสร้างบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็ม บันไดทั้ง 7 ชั้น แตกต่างกัน ดังนี้ 

          ชั้นที่ ๑.  เมื่อเดินผ่านประตูเข้าไป  แม้จะไม่มีป้ายบอก  แต่ก็ถือว่าเข้ามาอยู่ในอาณาบริเวณชั้นที่ 1 แล้ว   ชั้นที่หนึ่งนี้จะได้สัมผัสกับต้นไม้ใบหญ้าหลากชนิดนานาพันธุ์

ประตูทางขึ้นภูทอก มีข้อห้ามที่ต้องปฎิบัติตาม
และช่วงเดือนเมษายน ของทุกปีจะปิด ไม่อนุญาติให้ขึ้น

ป้ายเตือน...หยุดตรงนั้น ถ้าท่านยังส่งเสียงดัง


เลี้ยวขวานิดเดียวไปกราบหลวงพ่อเจ็กกษัตริย์


จากประตูทางเข้าเดินมาไม่ไกล ทางขวามือจะมีทางแยก
มาศาลาหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ นมัสการเพื่อความเป็นสิริมงคลเสียก่อน


เริ่มต้นขึ้นบันได


          ชั้นที่ ๒  เป็นบันไดไม้ยาวทอดรับจากชั้นที่ 1 เมื่อเดินตามสะพานไม้ไปเรื่อย ๆจะเห็นสถานีวิทยุหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนของอยู่ด้านขวามือ  ชั้นที่หนึ่งและสองมีทัศนียภาพที่ไม่ต่างกันมากนัก 




          ชั้นที่ ๓   สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหินลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดผ่านชั้น 4 ไปสู่ชั้นที่ 5 ได้เลยซึ่งเป็นทางค่อนข้างชัน ผ่านซอกหินที่มีลักษณะเหมือนอุโมงค์  ส่วนทางขวามือเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4 แล้ววกขึ้นชั้นที่ 5 เป็นทางอ้อม แต่ได้เห็นวิวและอากาศปลอดโปร่งสบายกว่า 

ไปได้ทั้งซ้ายและขวา


กุฏิพระที่บริเวณชั้น ๔


ถ้าแยกมาทางซ้ายมือก็จะผ่านซอกเขาขึ้นสู่ชั้น ๕


ซอกเขาสู่ชั้น ๕ จะสัมผัสกับกระแสลมเย็นให้คลายร้อน

          ชั้นที่ ๔  เป็นสะพานช่วงเดียว ทางฝั่งทิศใต้ ด้านตะวันออกและทิศเหนือชำรุดรอการบูรณะอยู่ ส่วนทางด้านทิศตะวันตกปิด เนื่องด้วยเป็นเขตกุฏิพระและงูจงอางชุกชุมมาก
ชั้น ๔ และบันไดสู่ชั้น ๕ ด้านทิศใต้
                   
          ชั้นที่ ๕  มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดิบ มีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่าน มีสัตว์ป่ามากมายอาศัยอยู่ โดยเฉพาะมีฝูงกามาอาศัยอยู่มาก จึงเรียกกันว่า ภูรังกา แล้วเพี้ยนมาเป็นภูลังกาในที่สุด   เป็นชั้นที่สำคัญที่สุดแต่ไม่ได้สวยที่สุด (สวยที่สุดคือชั้น 6)  มีศาลากลางและกุฏิที่อาศัยของพระ ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ เช่น ถ้ำเหล็กไหล ถ้ำแก้ว ถ้ำฤาษี ฯลฯ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างอยู่ราว 20 แห่ง มีหน้าผาชื่อต่างๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต ฯลฯ ถ้ามาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พุทธวิหาร  มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่อย่างชัดเจน และมีบันไดเวียนขึ้นสู่ชั้นที่ 6


ศาลาที่ชั้น ๕ 

               พุทธวิหาร  แปลว่า สถานที่พักผ่อนของท่านผู้ตรัสรู้แล้ว เป็นที่พระอริยหลายองค์มาพักผ่อนและละสังขารที่นี่  มีลักษณะที่แปลกและน่าอัศจรรย์ที่สุด    ปัจจุบันมีสะพานไม้เชื่อมต่อระหว่างสะพานหินกับพุทธวิหาร
       


พุทธวิหาร สถานที่สำคัญของภูทอก

    


สะพานเลียบหน้าผาชั้น ๕ ด้านทิศเหนือ



         ชั้นที่ ๖  เป็นชั้นสุดท้ายของบันไดเวียนรอบเขา   เป็นชั้นที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอกได้ดีที่สุดและสวยที่สุด  สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชั้นนี้อยู่หลังพระปางนาคปรก
  

ทางขึ้นสู่ชั้นที่ ๖ ด้านถ้ำพญานาค ฝั่งทิศตะวันตก
        


ถ้ำพญานาค มีน้ำซึมตลอดปีเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญของชั้น ๕







ทางขึ้นไปสู่ชั้นที่ ๗




          ชั้นที่ ๗ จากชั้นที่หกขึ้นมาชั้นที่เจ็ด  จะมีบันไดไม้พาดขึ้นมา  แต่เมื่อเดินถึงดาดฟ้าชั้นที่เจ็ดแล้ว  จะพบแต่ป่าร่มครึ้มสวยงาม  ไม่มีอะไรน่าสนใจสำหรับมนุษย์  หากนักท่องเที่ยวโชคดีหน่อยอาจเจองูระหว่างทาง  ดังนั้นนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจไม่ต้องขึ้นชั้น 7 ก็ได้

จะเห็นสะพานชั้นที่ ๔-๕-๖ และ ๗ ส่วนเป็นป่าด้านบนสุด

ข้อควรปฏิบัติก่อนขึ้นเขา

                    เนื่องจากวัดไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งทัศนาจร  หากแต่เป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวทางด้านจิตใจของชาวพุทธเป็นสำคัญ  ผู้เข้าเยี่ยมชม-กราบไหว้ควรปฏิบัติตามกฎที่ทางวัดตั้งไว้อย่างเคร่งครัด คือ
          ๑. ห้ามนำสุรา-อาหารไปรับประทานบนยอดเขาโดยเด็ดขาด 
          ๒. ห้ามส่งเสียงดังรบกวนพระ-เณรที่กำลังภาวนา
          ๓. ห้ามขีดเขียนสลักข้อความลงบนหิน
          ๔. ห้ามทำลามกอนาจารฉันท์ชู้สาวและควรแต่งกายให้สุภาพ
               (อสุภาพสตรี (แปลว่า สตรีที่แต่งกายไม่สุภาพ) นุ่งน้อย-ห่มน้อย-เสื้อ-กระโปรง-กางเกงสั้น ห้ามขึ้นโดยเด็ดขาด)


การเดินทาง

                    ภูทอกอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 185 กิโลเมตร การเดินทางจากตัวเมือง  ใช้ทางหลวงหมายเลข 212 ผ่านอำเภอโพธิ์ชัย อำเภอปากคาด และอำเภอบึงกาฬ แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 222 ถึงอำเภอศรีวิไล จากอำเภอศรีวิไลมีทางแยกซ้ายผ่านบ้านนาสิงห์ บ้านสันทรายงาม สู่บ้านนาคำแคน ถึงภูทอกเป็นระยะทางอีก 30 กิโลเมตร




วันจันทร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2553

- Franz Schubert คีตกวีผู้อาภัพกับ Serenade ของเขา



Franz Schubert เกิดที่ Himmelpfortgrund ซึ่งอยู่แถวชานเมืองของกรุงเวียนนาในปี 1797 บิดาเป็นครูของโรงเรียนประจำท้องถิ่น ส่วนมารดาเคยเป็นแม่ครัวมาก่อนแต่งงาน ชูเบิร์ตมีพี่น้องรวมทั้งตัวเขาเองถึงสิบห้าคนแต่น่าเศร้าที่ว่าพี่น้องของเขาร่วมสิบคนได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ยังเด็กยังเล็ก บิดาของเขายังเป็นนักดนตรีสมัครเล่นและได้ถ่ายทอดคุณสมบัตินี้ให้กับบรรดาลูกชายที่ยังมีชีวิตอยู่ด้วย

ด้วยอายุเพียงห้าขวบ ชูเบิร์ตได้รับการถ่ายทอดเรื่องดนตรีจากบิดาและอีกหนึ่งปีหลังจากนั้นเข้าเรียนที่โรงเรียนที่บิดาเป็นครูสอน อายุได้เจ็ดขวบก็เก่งเกินกว่าครูสอนดนตรีธรรมดาๆ จะสอนได้ เขาเลยไปเรียนกับ Michael Holzer ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดนตรีในโบสถ์แห่งหนึ่ง อายุสิบเอ็ดปี ได้รับทุนไปเรียนดนตรีที่โรงเรียนชื่อดังในกรุงเวียนนาภายใต้การดำเนินงานของ Antionio Salieri เป็นเวลาหกปี น่าตลกที่ว่าเขาได้รับประโยชน์จากการสอนเพียงน้อยนิดหากเทียบกับการฝึกหัดกับวงของโรงเรียนและการช่วยเหลืออย่างอบอุ่นจากบรรดาเพื่อน ๆ ในการผลิตผลงานทางดนตรีอย่างมากมาย ชูเบิร์ตคลุกคลีอยู่กับเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหญ่ ๆ และลักษณะนุ่มนิ่มของเขาทำให้นักประวัติศาสตร์หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าเขาอาจจะเป็นพวกรักร่วมเพศ

ปี 1813 ชูเบิร์ตมาเป็นครูสอนโรงเรียนเดียวกับบิดาของเขาเพื่อหลีกเลี่ยงการเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นช่วงที่สุดแสนจะน่าเบื่อและผลงานที่ผลิตออกมาก็ไม่สู้จะสำเร็จนัก สองปีต่อมาชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปเมื่อลูกศิษย์ที่อยู่ในตระกูลมั่งคั่งได้เสนอให้เขาลาออกจากโรงเรียนและหันมาแต่งเพลงเพียงอย่างเดียว แต่ต่อมาก็ต้องตกอับเพราะไม่ประสบความสำเร็จทั้งในการสอนดนตรีตามบ้านและการแสดง กระนั้นเขาก็ได้รับการช่วยเหลือจากเพื่อนๆ อีกเช่นเคย

นิสัยของชูเบิร์ตซึ่งเป็นที่รู้จักันดีคือเขามักจะตื่นแต่เช้าเพื่อประพันธ์เพลงไปจนถึงเที่ยงวันก่อนจะสังสรรค์กับเพื่อนฝูงในยามบ่าย แต่แล้วเหมือนกับฟ้าจะกลั่นแกล้งในปี 1822 ชูเบิร์ตพบว่าตัวเองติดเชื้อ Syphillis (ซึ่งสมัยนั้นคงจะร้ายแรงเหมือนกับเชื้อ HIV) มีคนสันนิฐานว่าเขาอาจจะติดโรคร้ายนี้มาจากสาวใช้ของบ้านที่เขาไปสอนดนตรีในฤดูร้อนฤดูหนึ่ง นายแพทย์แนะนำให้เขาไปพักกับพี่ชายที่ชานเมืองของเวียนนาอีกที่หนึ่ง (ฝรั่งไม่ได้บอกว่าทำไม เดาว่าที่นั่นอาจจะมีอากาศดีกว่า) แต่แล้วเขาก็ติดโรคไทฟอยด์อีกโรคหนึ่ง

ว่ากันว่า ชูเบิร์ตได้เดินทางไปเยี่ยมเบโธเฟ่นซึ่งนอนป่วยอยู่บนเตียงนอนใน ปี 1827 เมื่อคีตกวีที่ชูเบิร์ตเทิดทูนบูชาได้เสียชีวิตลง ชูเบิร์ตมุ่งมั่นที่จะช่วยแบกโลงศพของเบโธเฟ่น (บางแห่งบอกว่าเป็นคนถือคบไฟนำหน้าขบวน) หลังจากงานศพได้สิ้นสุดลง เขากับเพื่อนก็ไปทานอาหารที่ภัตตาคาร มีการดื่มสำหรับผู้วายชนม์ โดยหารู้ไม่ว่าในอีกหนึ่งปีข้างหน้าชูเบิร์ตก็เป็นผู้วายชนม์เหมือนกัน แต่ก่อนที่คีตกวีเอกของเราจะเสียชีวิต เขาได้ร้องขอให้ศพของเขาถูกฝังใกล้ๆ กับเบโธเฟ่น หลุมฝังศพของคนทั้งคู่อยู่ในสุสาน Waehringer ในกรุงเวียนนา ในงาน เพื่อนคนหนึ่งของเขาได้อ่านบทกวีอันน่าซาบซึมใจ


May peace at last be with you!
Angel-pure soul!
In the full bloom of Youth,
The stroke of Death has seized you
And extinguished the pure light within you!"

(หลุมฝังศพของชูเบิร์ตซึ่งถูกย้ายมายังZentralfriedhof ตั้งแต่ปี 1888 พร้อมกับหลุมศพของเบโธเฟ่น)

แทบไม่น่าเชื่อว่าด้วยอายุเพียง 31 ปี ชูเบิร์ตผลิตผลงานออกมากว่า 600 ชิ้น งานอันโด่งดังที่เรารู้จักกันดีก็คือ Symphony หมายเลขแปด (unfinished) กระบวนแรกคือ Allergo Moderato ซึ่งขึ้นต้นอย่างช้าๆ เนิบนาบแต่มีพลังและซ้อนเร้นด้วยความหดหู่ใจจากตัวผู้ประพันธ์ นอกจากนี้ยังมี String Quintet in C major, D. 956 ที่ชูเบิรต์แต่งเสร็จสองเดือนก่อนเสียชีวิต , String Quartet in A Minor ที่มีชื่อว่า Rosamunde และ Death and the Maiden (ซึ่งดัดแปลงจากเพลงของชูเบิร์ตเอง) ที่น่าสนใจคือ ชูเบิรต์ยังประพันธ์เพลงที่เรียกกันว่า Song Cycle (เพลงที่ถูกแต่งขึ้นมีเนื้อร้องที่มีเนื้อหาติดต่อกันเป็นบทๆ เหมือนบทกวี) จำนวนมาก ที่รู้จักกันได้แก่ Die schöne Müllerin (สาวโรงสีแสนสวย) รวมไปถึง Ave Maria อันแสนไพเราะ
แต่วันนี้จะขอเสนอ บทเพลง Serenade ในรูปแบบต่างๆ













เกาหลีก็มีนะ......



วันอาทิตย์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2553

- Schindler's List หนังดีที่น่าดู



Schindler's List 





Oskar Schindler
ชินด์เลอร์เกิดในครอบครัวมั่งคั่ง ซึ่งมีนิวาสถานอยู่ ณ Svitavy ภูมิภาค Bohemia ซึ่งตอนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Austria- Hungary แต่บัดนี้เป็นสาธารณรัฐเช็ค

ครอบครัวต้องย่ำแย่จากวิกฤตทางเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ 30 และชินด์เลอร์เข้าเป็นสมาชิกของพรรคนาซี โดยเนื้อแท้แล้วเขาเป็นนักธุรกิจที่ชอบฉวยโอกาส และใช้ชีวิตแบบฟู่ฟ่า มักอวดตัวเองว่าชอบศิลปะอะไรทำนองนั้น แต่งงานเมื่ออายุเพียง 19 ภรรยาชื่อ Emile แต่ตัวเองก็แอบมีเมียน้อยคนหรือสองคนด้วย

หลังจากที่เยอรมันบุกโปแลนด์ เขาก็เหมือนกับชาวเยอรมันจำนวนมากที่ไปแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นที่ถูกยึดครอง เข้าไปเป็นเพื่อนกับนายทหารเยอรมันรวมทั้งพวกเกสตาโป ปรนเปรอคนเหล่านั้นทั้งสุรา นารี ชินด์เลอร์ก็เลยเข้าครอบครองโรงงานใน Krakau อย่างไม่ลงทุนลงแรงอะไรนัก เขาตั้งชื่อมันว่า Deutsche Emaillewaren-Fabrik ผลิตภาชนะเคลือบน้ำยา

ชินด์เลอร์รับเอายิวที่เป็นแรงงานทาสในค่ายกักกันจำนวน 1,300 คนจากค่ายกักกันเพื่อไปทำงานในโรงงาน มีคนว่าการกระทำของเขาเช่นนี้ในตอนแรกเกิดจากเรื่องเงินๆ ทองๆ เช่นแอบซ่อนนักลงทุนชาวยิวผู้มั่งคั่งไว้ แต่ต่อมาเขาได้ปกป้องคนงานของตัวเองอย่างกระตือรือร้นมากขึ้นเช่น เขามักจะอ้างว่า คนงานที่ไร้ทักษะเป็นสิ่งสำคัญอย่างแท้จริงต่อการทำงานในโรงงาน และ การทำอันตรายคนเหล่านั้นจะทำให้เขาต้องร้องเรียนและต้องการค่าชดเชยจากรัฐบาล


เมื่อไปเห็น ทหารกวาดล้างชาวยิวใน Krakau Ghetto ปี 1942 เพื่อนำเข้าไปค่ายกักกันใน Plaszow ชินด์เลอร์รู้สึกสยดสยองกับการสังหารหมู่ชาวยิว ซึ่งแอบซ่อนอยู่ใน บ้านของตัวเอง  ชินด์เลอร์เป็นบุคคลที่มีทักษะเป็นนักการทูตที่ปราดเปรื่อง และเริ่มพยายามใช้ความสามารถของตนในการช่วยเหลือพวกยิวมากขึ้น ภายหลังจากการสังหารหมู่ครั้งนั้น


ชินด์เลอร์ ตกลงกับ Amon Goeth ผู้บังคับการค่ายกักกัน Plaszow ให้ส่งพวกยิว 900 ร้อยคนไปยังอยู่ในโรงงานที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งจะทำให้ปลอดภัยอยู่บ้างจากการทำทารุณกรรมหรือการฆ่าจากพวกยาม ชินด์เลอร์ถูกจับถึงสองครั้งในข้อหาคบคิดวางแผน แต่ก็รอดตะรางมาได้ทุกที เพราะติดสินบทกับทางเจ้าหน้าที่เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสอบสวน

เมื่อกองทัพแดงของพวกโซเวียตใกล้เข้ามา ค่ายกักกันก็ถูกทำลาย นักโทษในค่ายส่วนใหญ่ถูกสังหาร ชินด์เลอร์ได้ย้ายคนงานจำนวน 1,200 คนไปยังโรงงานใน Brünnlitz (Brněnec) ในเขต Sudetenland (ที่ค่ายและทหารดูไม่โหดเท่าไร ผู้การค่ายก็ดูใจดีกว่า Amon Goeth) ปี 1944 เมื่อการขนส่งแรงงานเกิดผิดพลาดหลงไปยังค่าย Auschwitz ชินด์เลอร์ก็พยายามเอาคนเหล่านั้นกลับมา ชาวค่าย Bruenlitz ได้รับการปลดปล่อยในเดือนพฤษภาคม 1945

ช่วงท้ายสงคราม ชินด์เลอร์แอบหนีไปยังอาเจนตินา  เขาล้มละลาย และกลับไปเยอรมันในปี 1958 เพื่อลงทุนในธุรกิจที่ไม่ประสบความสำเร็จ เขาเสียชีวิตวันที่ 9 ตุลาคม 1974 ใน Hildesheim ด้วยอายุ 66

เขาได้รับเกียรติจาก หอ Yad vashmen ในประเทศอิสราเอล ที่ระลึกถึงการล้างเผ่าพันธุ์ยิว)ให้ เป็นหนึ่งใน “ ผู้มีคุณธรรมของโลก” (ผู้ที่ไม่ใช่ยิวแต่เคยช่วยเหลือชาวยิว) ศพของเขาถูกฝังใน สุสานชาวคริสต์ (นิกายแคทอริก) ณ ภูเขา ไซออน กรุงเยรูซาเลม สถานที่ระลึกถึงการฆ่าหมู่ชาวยิวเรียกว่า "ยัดวาเชม"
Yad Vashem




Tom Keneally นักเขียนชาวออสเตรเลียได้นำเรื่องราวของชินด์เลอร์มาเขียนเป็นหนังสือชื่อ Schindler's Ark ได้รับรางวัล Booker Prize (1982) คิดดูว่ากว่าจะมาเป็นหนัง ต้องผ่านการตีความมาถึงสองครั้ง และนักเขียนก็ได้เป็นคนที่อยู่ในเหตุการณ์โดยตรง อย่างไรก็ตาม หนังเรื่อง Schindler’s List ที่ถูกกำกับโดย Steven Spielberg (ผู้สูญเสียพี่น้องในค่ายกักกันเหมือนกัน) ก็ประสบความสำเร็จอย่างมหาศาล ได้รางวัลตุ๊กตาทองเจ็ดตัวจากการเข้าชิงถึง 12 ตัว และจัดว่าเป็นหนึ่งใน 100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของสถาบันภาพยนตร์อเมริกัน








Oskar Schindler - Short biography


วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

- Cinema Paradiso หนังดีที่น่าดู






" Cinema Paradiso " เป็นภาพยนตร์จากประเทศอิตาลี่ สร้างและออกฉายเมื่อปี 1988 กำกับโดย Giuseppe Tornatore ผู้กำกับชื่อดังชาวอิตาลี่ เมื่อครั้งที่ออกฉายครั้งแรกในอิตาลี่ภาพยนตร์มีชื่อว่า " Nuovo Cinema Paradiso " ตัวหนังมีความยาวถึง 155 นาทีแต่เมื่อนำออกฉายที่ต่่างประเทศ ได้มีการตัดหนังเพื่อให้เกิดความกระชับยื่งขึ้น

จึงเหลือความยาวเพียง 123 นาทีเท่านั้นและเมื่อออกฉาย ภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ได้รับความสำเร็จอย่างมากมาย โดยได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์แห่งเมืองคานส์ เมื่อปี 1989 และ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในสาขาใช้ภาษาต่างประเทศรางวัลลูกโลกทองคำ และบาฟต้า ในปี 1990 รวมไปถึงได้รับรางวัลออสการ์ ในสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในปี1989 ด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อ หญิงชราโทรแจ้งข่าวร้ายเรื่องการเสียชีวิตของชายชราชื่อ อัลเฟรโดไปยัง ซัลวาตอเร่ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง ซึ่งเป็นลูกชายของเธอที่อยู่ที่กรุงโรม และเขาได้จากบ้านที่เป็นหมู่บ้านเล็กๆ อยู่ใน ซิซิลี มากว่า 30 ปีแล้วโดยที่ ซัลวาตอเร่ ไม่เคยกลับมาบ้านอีกเลย ตั้งแต่วันที่เขาออกเดินทางจากไปยังเมืองหลวง

ข่าวที่ได้รับทำให้ซัลวาตอเร่ ต้องหวนนึกไปถึงเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมานานมากแล้วของเขา เรื่องราวของมิตรภาพของคนต่างวัย ระหว่าง เขา เมื่อครั้งยังเป็นเพียงเด็กชายโตโต้ กับ อัลเฟรโด้ชายชรา ที่ทำหน้าที่เป็นคนฉายหนัง อยู่ในโรงหนังเล็กๆกลางจตุรัสของเมืองแห่งนั้น ที่มีชื่อว่า " Cinema Paradiso "

กลางยุค 40 อิตาลี่ในช่วงของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เมืองเจียคาลโด้ เมืองเล็กๆของซิซิลี่ ชาวบ้านที่มีอาชีพทางกสิกรรม และ ค้าขายต่างๆต้องอดทนทำงานเพื่อต่อสู้กับชีวิตที่ยากลำบากในช่วงสงคราม ผู้ชายที่ยังหนุ่มแน่น ก็ถูกเกณฑ์ไปร่วมรบในสงครามแทบหมด ปล่อยให้ผู้หญิงนั่งเลี้ยงลูกรอวันกลับของผู้เป็นสามี ซึ่งบางครั้งการรอคอยนั้นไม่มีวันที่จะเป็นความจริงสามีของพวกเธอส่วนมากไม่มีวันได้กลับมา

จากความลำบากยากแค้นนี้ ความสุขเพียงสิ่งเดียวที่ชาวเมืองเล็กๆแห่งนี้มีก็คือการได้เข้าไปหาความสุขจากการชมภาพยนตร์เรื่องต่างๆในโรงภาพยนตร์เล็กๆที่มีเพียงที่เดียวในเมืองนี้

" Cinema Paradiso " คือชื่อของมันมันเปรียบเหมือนกับสวรรค์ของคนในเมืองนี้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็น เด็ก คนหนุ่มสาว หรือแม้แต่คนชรา ที่พากันทิ้ง โลกแห่งความจริง ที่ยากจนและแสนลำบากจากไฟสงครามมาอยู่กับ โลกมายาแห่งภาพยนตร์ เรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นหนัง รักโศกเศร้า หนังบู๊ตื่นเต้น หรือหนังตลกเบาสมอง

โรงหนังเล็กๆแห่งนี้จึง เป็นศูนย์กลางแห่งความสุขของเมืองชนบทแห่งนี้...โตโต้ เด็กน้อยที่ฉลาดและซุกซน เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆกับแม่และน้องสาวทุกคนในบ้านต้องอยูู่่กันอย่างยากลำบากเนื่องจาก พ่อซึ่งเป็นหัวหน้าของครอบครัวถูกเกณฑ์ไปรบที่รัสเซีย

โตโต้ มีความรักในสิ่งเดียว ก็คือการดูหนังเขาชอบแอบไปที่โรงหนัง เพื่อดูหนังเรื่องต่างๆเวลาที่บาทหลวงที่เป็นผู้ควบคุมการฉายหนัง ต้องตรวจสอบหนังก่อนที่จะทำการฉายจริงๆว่ามีบท กอดจูบ ต่างๆที่ดูแล้วล่อแหลมหรือไม่ ซึ่ง หากมีบทต่างๆเหล่านั้นบาทหลวงก็จะให้ อัลเฟรโด้ คนฉายหนังตัดฟิล์มออกก่อนทุกครั้งเนื่องจากในเวลานั้น ผู้สนับสนุนเงินให้แก่ทางโรงหนังก็คือวัดนั่นเอง


จากความแก่นและแสนซนของโตโต้ ทำให้เด็กน้อยชอบขึ้นไปกวนอัลเฟรโด้ในห้องฉายหนังอยู่บ่อยๆเด็กน้อยรบเร้าขอเศษฟิล์มที่ถูกตัดทิ้งแล้วจากอัลเฟรโด้ แต่เขาก็ไม่เคยได้มันมาเนื่องจากชายชรารู้ว่าฟิล์มในสมัยก่อน เป็นวัสดุที่ติดไฟง่าย การที่ให้เด็กเอาไปเล่นมันอาจเกิดอันตรายขึ้นมาได้แต่อัลเฟรโด้ ก็ได้ให้คำสัญญากับโตโต้ว่าสักวันหนึ่งเมื่อถึงเวลาที่สมควร เขาจะให้เศษฟิล์มเหล่านี้แก่โตโต้โตโต้จึงได้แต่แอบขโมยเศษของฟิลมชิ้นเล็กๆ เอามาเล่นพากษ์หนังเรื่องที่เขาชอบดู

วันหนึ่ง มีการจัดการสอบไล่ของเด็กนักเรียนที่โรงเรียนขึ้นพร้อมกับ การสอบของผู้ใหญ่ที่มาสอบเทียบด้วยหนึ่งในนั้นก็คืออัลเฟรโด้ และเมื่ออัลเฟรโด้ต้องการความช่วยเหลือจากโตโต้ ในเรื่องของการทำข้อสอบเด็กน้อยจึงยื่นข้อเสนอให้กับเขา ว่าต้องสอนการฉายหนังให้เป็นการตอบแทนมิตรภาพของคนต่างวัย จึงเริ่มต้นขึ้น


ซึ่งเมื่ออัลเฟรโด้ ได้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดของโตโต้ในเรื่องของการใช้เครื่องฉายหนัง เขาก็รู้สึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้มากยิ่งขึ้นและเป็นกังวลถึงอนาคตข้างหน้าของโตโต้ส่วนลึกของหัวใจของชายชรา เขาไม่อยากให้โตโต้ต้องเติบโตขึ้นมาเป็นเพียงแค่คนฉายหนังแบบเขา ซึ่งทำงานยํ่าอยู่กับที่จมปลักอยู่ในห้องแคบๆ ชั้นบนของโรงหนัง ไปตลอดชีวิตแบบนี้


มิตรภาพของทั้งคู่ดำเนินไปพร้อมกับความเติบโตของโตโต้จนวันหนึ่ง หลังจากที่อัลเฟรโด้ แสดงให้โตโต้ได้เห็นถึงจิืตใจที่ดีงามของเค้าเมื่อใช้การสะท้อนของกระจก ทำให้เกิดภาพของหนังขึ้นบนกำแพงของจตุรัสในเมืองเพื่อให้คนที่เข้าไปดูหนังยอดนิยมในโรงไม่ได้ และยืนรอดูอยู่ที่หน้าโรงหนังได้ดูฟรีกันก็เกิดอุบัติเหตุขึ้นบนห้องฉาย เมื่อฟิล์มที่ฉายอยู่เกิดติืดไฟขึ้นมาแล้วลุกลามไปทั่วทั้งโรงหนัง จนไม่เหลือ

โตโต้ได้ช่วยชีวิตของอัลเฟรโด้ เอาไว้จากกองเพลิงได้แต่ชายชราก็ต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไป...หลังจากนั้นก็มีเศรษฐีใหม่ชาวเนเปิ้ล ที่รํ่ารวยมาจากการถูกล็อตเตอร์รี่ได้ใช้เงินชุบชีวิตโรงหนัง " Ciema Paradiso " ขึ้นมาใหม่และเข้ามาบริหารแทนบาทหลวงคนเดิม ดังนั้นการเซนเซอร์ภาพวาบหวิวที่ชาวบ้านไม่เคยที่จะได้เห็นมาโดยตลอดก็หมดไป


ทางโรงได้ตกลงว่าจ้างเด็กน้อยโตโต้ ให้มาทําหน้าที่ฉายหนังแทนอัลเฟรโด้ เมื่อโตโต้มีงานทำที่โรงหนังแล้ว เด็กน้อยจึงไม่อยากที่จะเรียนหนังสือต่อแต่อัลเฟรโด้ ซึ่งรักและหวังดีต่ออนาคตของเด็กน้อยเสมือนลูกได้ทัดทานไว้ ว่าอย่างไรก็ตามห้ามทื้งการเรียนเด็ดขาดจากเด็กน้อย...โตโต้ก็ได้เติบโตขึ้นเป็นชายหนุ่มซึ่งทำงานที่โรงหนัง และเรียนหนังสือ ไปด้วยตามที่อัลเฟรโด้เคยขอเอาไว้วันหนึ่ง เขาก็ได้รู้จักกับความรักแรกพบ จากหญิงสาวแสนสวยที่ย้ายตามครอบครัวมาใหม่

โตโต้ก็มาขอคำปรึกษาจากเพื่อนต่างวัยของเขาและอัลเฟรโด้ ก็รับรู้ถึงความร้อนรุ่มของไฟรักที่แผดเผาจิตใจของชายหนุ่มได้ดีจากคำสอนเรื่ิองทหารยามที่เฝ้ารอคอย 100 คืน ที่จะได้รับความรักจากเจ้าหญิง เป็นเหมือนดังคำกล่าวเตือน ถึงเรื่องของบทเรียนรักให้กับโตโต้ด้วยความห่วงใยจากเรื่องเล่าทหารยามของอัลเฟรโด้ โตโต้นำมันมาใช้เพื่อพิสูจน์ให้เอเลน่ารับรู้ถึงความรักที่เขามีต่อเธอ เอเลน่าจึงได้รับรักของโตโต้ในคืนวันขึ้นปีใหม่


แต่แล้วอุปสรรคต่อความรักของคนทั้งคู่ก็มาถึงโตโต้ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารรับใช้ชาติ เอเลน่าต้องย้ายไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองอื่นช่วงเวลาที่โตโต้ต้องอยู่ในชีวิตทหารเกณฑ์ เขาเฝ้าเขียนจดหมายหาเอเลน่าโดยตลอดแต่ จดหมายรักเหล่านั้นไม่เคยไปถึงมือของเธอ มันถูกตีกลับคืนมาเพราะไม่มีผู้รับ

จวบจนวันที่โตโต้พ้นเกณฑ์ เขากลับมาที่เมืองเจียคาลโด้อีกครั้งแต่เขากลายเป็นเหมือนคนแปลกหน้า ของที่นี่ไปเสียแล้วมีคนฉายหนังมาทำแทนเขาที่โรงหนังแล้ว อัลเฟรโด้ที่เริ่มแก่ชราลงไปและไม่ยอมออกไปไหนอีกเลยเมื่อโตโต้ไปเยี่ยมชายชรา และเล่าเรื่องของเขาในขณะที่จากบ้านไปให้ฟังอัลเฟรโด้ ได้เตือนสติของโตโต้ให้มองไปข้างหน้า ไปยังชีวิตที่มีอนาคตที่ดีรอคอยเขาอยู่ซึ่งไม่ใช่ที่นี่ ที่เมืองเล็กๆห่างไกลความเจริญแบบนี้


เขาบอกให้โตโต้ได้รู้ว่า ชีวิตของคนเรานั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายและจะมีความสุขเหมือนกับที่เห็นในหนังการใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริงนั้นยากกว่านั้นมากวันและเวลาไม่เคยที่รออะไร โตโต้ไม่ควรที่จะทิ้งชีวิตที่เหลือไว้ในเมืองเล็กๆแห่งนี้อีกต่อไปที่นี่ควรจะเป็นเพียงแค่ " อดีต " ของความทรงจําที่สวยงามของเขาเพียงเท่านั้น

แต่ชีวิตจริง โตโต้ต้องก้าวต่อไปค้นหาความสําเร็จให้กับตัวเองที่เมืองใหญ่โดยที่ไม่ต้องหวลกลับมาที่นี่อีก ไม่ต้องมองย้อนกลับมายึดติดกับสิ่งที่จะผ่านเลยไปโตโต้ เชื่อและทําตามที่อัลเฟรโด้สั่งอีกครั้ง เขานั่งรถไฟเดินทางจากเมืองนี้ไปยังกรุงโรม การจากลาอัลเฟรโด้และครอบครัวที่สถานนีนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ที่เขาได้พบกับอัลเฟรโด้เพื่อนรัก และเปรียบเสมือนพ่อคนที่สองไปตลอดกาล

ตลอดสามสิบปีที่เขาจากมา โตโตได้้ทำความฝันของเขาเป็นจริงเขาได้เป็นผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง ทำให้เขามีชีวิตที่รํ่ารวยและสุขสบายแต่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ เขามีเพียงแค่ความเหงาเป็นเพื่อนความทรงจำต่อเรื่องในอดีตเกาะกุมใจของเขาเสมอมา แต่ด้วยคำสั่งของอัลเฟรโด้ทำให้เขาไม่กล้าที่จะกลับไป จวบจนถึงเวลานี้เมื่ออัลเฟรโด้จากไปแล้ว การกลับไปร่วมพิธีศพจึงเป็นการกลับไปบ้านเกิดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สามสิบปีที่เขาเดินทางจากมา...

เมื่อโตโต้เดินทางกลับไปถึงเจียคาลโด้ เมืองทั้งเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปหมดสิ้นไม่เหมือนเช่นในวันก่อนอีกแล้ว จตุรัสของเมืองเปลี่ยนไปโรงหนังก็กําลังจะถูกรื้อทิ้ง ทำเป็นที่จอดรถของเมืองแทนหลังจากพิธีศพ ภรรยาของอัลเฟรโด้ได้เอากล่องใบหนึ่งมอบให้กับโตโต้มันเป็นของที่อัลเฟรโด้ได้ฝากเอาไว้ให้กับเขา

เมื่อโตโต้เดินทางกลับมายังโรม เขาได้เอากล่องนั้นมาเปิดดูและพบว่ามันเป็นฟิล์มหนังเขาจึงเปิดฟิล์มม้วนนั้นดู....สิ่งที่เขาเห็นบนจอภาพยนตร์ มันได้เรียกนํ้าตาของเขาออกมามันเป็นนํ้าตาแห่งความสุข ฟิล์มม้วนนั้นมันประกอบกันขึ้นมาจากเศษของฟิล์มหนังนับร้อยเรื่องที่เป็นฉากจูบต่างๆที่ในอดีต มันได้ถูกตัดทิ้งออกไปก่อนที่จะฉายในโรง


อัลเฟรโด้ไม่เคยลืมสัญญาที่เคยให้ไว้กับเขาว่าวันหนึ่งเขาจะให้เศษฟิล์มแก่เขาฟิล์มม้วนนั้นมันคือ ความทรงจำที่สวยงามในอดีตของโตโต้กับเพื่อนรักต่างวัยของเขานั่นเองสิ่งที่อัลเฟรโด้ี่ อยากจะบอกกับเขาตลอดมาก็คือ...

" อย่ายึดติดกับอดีตจนทำให้ลืมอนาคตไป "


จงปล่อยให้ " อดีต " เป็นเพียงแค่ " ความทรงจำที่สวยงาม " เท่านั้น


ชีวิตของมนุษย์ต้องก้าวเดินหน้าต่อไป เพราะในความเป็นจริงแล้วเมื่อเวลาผ่านไปวันหนึ่งเราก็จะเป็นได้เพียงแค่...


" คนแปลกหน้า " ในสถานที่ที่เรา " เคยมีอดีต "เท่านั้นเอง....

..........................................................................

ผู้กํากับTornatore

ได้ถ่ายทอดความมีชีวิตชีวาและอารมณ์ขันกับการเป็นคนที่มองโลกในแง่ดีของเขาไปในงานภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้บรรยากาศของหนังอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของโทนสีของภาพ และ การตัดต่อ , การเชื่อมฉาก รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของกล้องที่เป็นเอกลักษณ์หรือเปรียบเสมือนกับเป็นลายเซนต์ของเขา ต่อมาในภาพยนตร์เรื่องหลังๆของเขา( Malena , The Star Maker )

อีกทั้งเขายังได้สอดแทรก วิวัฒนาการของโรงภาพยนตร์ในประเทศอิตาลีไล่มาตั้งแต่ยุค 40 - 50 รวมถึงสภาพการใช้ชีวิตของชาวชนบทในเมืองเล็กๆที่ขาดแคลนในทุกๆสิ่ง รวมไปถึงการดำเนินชีวิตที่ยากจนข้นแค้นสิ่งเดียว ที่จะช่วยสรรสร้างและจรรโลงความสุขแก่ชาวบ้านที่ยากจนเหล่านี้ได้ก็คือการหลบหนีความทุกข์ในชีวิตจริงของตน มาปล่อบตัวปล่อยใจไปกับความบันเทิงราคาถูก ก็คือการชมภาพยนตร์นั่นเอง

สิ่งเหล่านี้ ผู้กำกับTornatore ได้นำมาสอดประสานกันอย่างลงตัวประกอบกับการที่ได้ นักประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ที่ยิ่งใหญ่ชาวอิตาเลี่ยน Ennio Morricone มาทำงานเพลงประกอบให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ทุกวันนี้ถือกันว่าเป็นงานชิ้นเอกที่เข้าขั้นคลาสสิค ของตัวเขาเองแล้ว จึงเป็น ส่วนที่เติมเต็มความสมบรูณ์แบบให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ เป็นอย่างดียิ่ง

" Cinema Paradiso "
ถือเป็นงานที่ปลุกให้วงการภาพยนตร์ของอิตาลี่ตื่นตัวขึ้นอีกครั้งและเป็นงานที่สร้างชื่อให้กับผู้กำกับGiuseppe Tornatore ให้เป็นที่รู้จักในวงการภาพยนตร์ในระดับนานาชาติด้วย ถือเป็นภาพยนตร์ที่ " คนรักหนัง " ต้องไม่พลาดในการหามาชมเพราะเมื่อคุณได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จนจบแล้ว คุณจะมีความรักใน " ภาพยนตร์ " มากยิ่งขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน........








ชื่อภาพยนตร์ : Nuovo Cinema Paradiso

ความยาว : 123 นาที

ปีที่สร้าง : 1988

สัญชาติ : อิตาลี่ , ฝรั่งเศส

ผู้อำนวยการสร้าง : Franco Cristaldi

ผู้กำกับภาพยนตร์ : Giuseppe Tornatore

นักแสดง

Alfredo : Philippe Noiret

Toto( เด็ก ) : Salvatore Cascio

Toto( วัยหนุ่ม ) : Marco Leonardi

Salvatore : Jacques Perrin

Elena : Agnese Nano

Father : Nino Terzo


- เพลง Time To Say Goodbye

Time To Say GoodbyeTime to Say Goodbye เป็นเพลงป๊อบอิตาเลียน แต่ขับร้องโดย Andrea Bocelli นักร้องโอเปร่าตาบอดผู้โด่งดัง  ต่อมา Sarah Brightman นักร้องโซปราโนเสียงหวานชาวอังกฤษได้ยินแล้วชอบมาก จึงขอร้องคู่กับ Bocelli ทั้งภาษาอิตาเลียนและอังกฤษ แบ็คอัพโดยวงลอนดอนซิมโฟนีออร์แกสตร้า ทำให้โด่งดังและแพร่หลายมากยิ่งขึ้น

นับเป็นเรื่องแปลกไม่น้อยที่นักร้องเทนเนอร์และโซปราโนสองคนร้องเพลงป๊อบแล้วติดอันดับหนึ่งในยุโรปต่อกันเป็นเดือนๆ ในประเทศเยอรมนีแห่งเดียว แผ่นที่ร้องโดยโบแชลลี ขายได้กว่าสามล้านแผ่น ติดอันดับหนึ่งเพลงยอดฮิตถึงเกือบหกเดือน

Time To Say Goodbye มักจะร้องกันในงาน "เกษียณอายุ" งานเลี้ยงอำลาวงการของคนดังๆ  อย่างนักมวยแชมป์โลกชาวเยอรมัน ซึ่งยืนหลั่งน้ำตาอำลาสังเวียน ขณะที่มีการขับร้องเพลงนี้ให้เขาโดย Sarah Brightman และ Andrea Bocelli

Andrea Bocelli เกิดเมื่อปี 1958 ใกล้เมื่องฟลอเรนซ์ แคว้นทอสกานา ประเทศอิตาลี มีความพิการทางตามาแต่กำเนิด และมาบอดสนิทเมื่ออายุ 12 ขวบ แต่กระนั้นเขาก็ไม่เคยท้อถอยในชีวิต เขาเรียนจนจบปริญญาเอกทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยปีซ่า เขาเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักร้องโอเปร่าที่ร้องเพลงป๊อบเมื่อปี 1994

นักร้องตาบอดผู้นี้เดินทางไปแสดงทั่วโลก ทั้งเพลงป๊อบและโอเปร่า ทั้งในโอเปร่าเฮาส์และในสนามกีฬา ว่ากันว่าเขาคือนักร้องเทนเนอร์คนที่สี่ตัวจริง (สามเทนเนอร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกวันนี้ คือ Luciano Pavarotti, Placido Domingo, Jose Carreras) ได้รับการสนับสนุนและคำแนะนำจาก Luciano Pavarotti ตั้งแต่เริ่มเปิดตัว


Time To Say Goodbye


เมื่อฉันอยู่คนเดียว ฉันฝันถึงขอบฟ้า และสรรหาคำพูดไม่ได้
ฉันรู้ว่าไม่มีแสงสว่างในห้องเมื่อไม่มีแสงอาทิตย์
ไม่มีแสงอาทิตย์ถ้าเธอไม่อยู่กับฉัน ไม่อยู่กับฉัน
ที่หน้าต่าง หัวใจฉันคลี่ออก หัวใจที่เธอได้ทำให้สว่างไสว
ด้วยแสงสว่างที่เธอได้พบที่ถนน


เป็นเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา
ไปยังประเทศที่ฉันไม่เคยเห็น
และไม่เคยได้อาศัยอยู่กับเธอ
ตอนนี้ฉันจะไปอยู่ที่นั่น
ฉันจะไปกับเธอ ล่องเรือผ่านทะเล
ทะเลซึ่งฉันรู้ว่าไม่มีอีกต่อไป


ถึงเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา
เมื่อเธออยู่ห่างไกล ฉันฝันถึงขอบฟ้า
และหาคำพูดไม่ได้
ฉันรู้ว่าเธออยู่กับฉัน อยู่กับฉัน


เธอเป็นดวงจันทร์ของฉัน เธออยู่กับฉัน
ดวงอาทิตย์ของฉัน เธออยู่กับฉัน กับฉัน กับฉัน
เป็นเวลาที่ต้องกล่าวคำอำลา
ไปยังประเทศที่ฉันไม่เคยเห็น
และไม่เคยได้อาศัยอยู่กับเธอ
ตอนนี้ฉันจะไปอยู่ที่นั่น
ฉันจะไปกับเธอ ล่องเรือผ่านทะเล
ทะเลซึ่งฉันรู้ว่าไม่มีอีกต่อไป


ฉันจะอยู่ที่นั่นกับเธอ จะไปด้วยกันกับเธอ
ล่องเรือผ่านทะเล  ทะเลที่ไม่มีอีกต่อไป
ฉันจะอยู่กับเธอ  ฉันจะไปกับเธอ


ฉันและเธอ 

Sarah:Quando sono sola
sogno all'orizzonte e mancan le parole,
si lo so che non c'è luce
in una stanza quando manca il sole,
se non ci sei tu con me, con me.
Su le finestre mostra a tutti
il mio cuore che hai accesso,
chiudi dentro me la luce
che hai incontrato per strada.

Time to say goodbye. Con te partirò.
Paesi che non ho mai veduto e vissuto con te,
adesso sì li vivrò.
Con te partirò su navi per mari che, io lo so,
no, no, non esistono più,
it's time to say goodbye. Con te io li vivrò.

Andrea:
Quando sei lontana sogno all'orizzonte
e mancan le parole,
e io si lo so che sei con me, con me,
tu mia luna tu sei qui con me,
mio sole tu sei qui con me,
con me, con me, con me.

Time to say goodbye. Con te partirò.
Paesi che non ho mai veduto
e vissuto con te,
adesso sì li vivrò.
Con te partirò su navi per mari
che, io lo so,
no, no, non esistono più,

Both: con te io li rivivrò.
Con te partirò su navi per mari
che, io lo so,
no, no, non esistono più,
con te io li rivivrò.
Con te partirò

Io con te.


Sarah

When I'm alone
I dream of the horizon and words fail;
yes, I know there is no light
in a room where the sun is absent,
if you are not here with me.
At the windows show everyone
my heart which you set alight;
enclose within me the light you
encountered on the street.

Time to say goodbye. I'll go with you
to countries I never saw and shared with you,
now, yes, I shall experience them.
I'll go with you on ships across seas
which, I know, no, no, exist no longer;
it's time to say goodbye.
with you I shall experience them.

Andrea
When you are far away
I dream of the horizon and words fail,
and, yes, I know that you are with me;
you, my moon, are here with me,
my sun, you are here with me
with me, with me, with me.

Time to say goodbye. I'll go with you
to countries I never saw and shared with you,
now, yes, I shall experience them.
I'll go with you on ships across seas
which, I know,
no, no, exist no longer,

Bothwith you I shall experience them again.
I'll go with you on ships across seas
which, I know, no, no, exist no longer,
with you I shall experience them again.
I'll go with you.

You and me.







time to say goodbye. english version with lyrics, sarah brightman


วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

- พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) : โลกธรรมนั้นเป็นสิ่งธรรมดาโลก




พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) เป็นพระสงฆ์องค์สำคัญท่านมีชีวิตอยู่ถึง ๔ แผ่นดิน คือตั้งแต่รัชกาลที่ ๔-๗ เป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ ของวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร ท่านได้กอปรคุณูปการต่อวงการพระพุทธศาสนาอย่างมหาศาล ทั้งในด้านการปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ และการส่งเสริมการศึกษาของพระสงฆ์ทั้งทางคันถธุระและวิปัสสนาธุระ

ท่านยังเคยกล่าวยกย่องท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตในที่ประชุมว่า “ท่านมั่นเป็นกัลยาณมิตร ควรสมาคม”ในยุคสมัยนั้นพระป่าที่ไม่ได้ศึกษาทางปริยัติ ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่ล้วนมีการศึกษาสูงแต่ด้วยการสนับสนุนของท่านเจ้าคุณฯทำให้ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นที่รู้จักของพระสงฆ์ระดับผู้ใหญ่ ในธรรมยุติกนิกาย

แม้ว่าท่านเจ้าคุณฯ จะเป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบเพียงใดก็ไม่อาจจะพ้นไปจากโลกธรรม ๘ อันเป็นสิ่งธรรมดาของโลกได้ ดังตัวอย่างของการ “ได้ยศ-เสื่อมยศ” ซึ่งท่านได้เล่าไว้ว่า...

“...ส่วนบรรดาศักดิ์ถึงปีขาล วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๗ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนตำแหน่งเป็นพระเทพโมลีครั้นถึงปี ๒๔๕๘ พรรษาที่ ๓๙ ปลายปีถูกถอดลดยศออกจากตำแหน่งพระเทพโมลี...” 

หลังจากการถูกถอดสมณศักดิ์ ท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาอันแสดงถึงความเข้าใจในโลกธรรม อันเป็นสิ่งที่เป็นปกติของโลก

“เวลานี้เราเป็นหลวงตาจันทร์แล้ว ขณะนี้หลวงตาจันทร์กำลังจะเทศน์ โลกธรรมนั้นเป็นสิ่งธรรมดาโลก ถ้าใครไปยึดถือมันเข้าก็จะต้องหลงเกิดความเดือดร้อนกระวนกระวาย อย่าไปถือเลย หลวงตาจันทร์กับเจ้าคุณมันก็คนคนเดียวกันนั้นเอง แต่เป็นเรื่องที่เขาสวมหัวโขนให้กันเท่านั้น"

สาเหตุของการถูกถอดยศนั้นเกิดจากการที่ท่านได้แต่งหนังสือชื่อว่า "ธรรมวิจยานุศาสน์" เพื่อแจกในงานศพของหม่อมราชวงศ์หญิงท่านหนึ่งเนื้อหาบางส่วนไม่เป็นที่พึงใจของทางราชการท่านจึงถูกถอดจากสมณศักดิ์ แล้วถูกนำตัวไปกักไว้ที่วัดบวรนิเวศวิหารฯแต่ในที่สุดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์คืนดังปรากฏในอัตชีวประวัติของท่าน

“...วันที่ ๔ มกราคม ๒๔๕๙ ทรงพระราชทานอภัยให้อัตตโนพ้นจากโทษแล้วทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานตำแหน่งสมณศักดิ์ให้เป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี มีตำแหน่งเสมอกับพระราชาคณะชั้นเทพ...” 

ท่านได้กลับมาปกครองวัดบรมนิวาสตามเดิมและต่อมาได้รับสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่ “พระโพธิวงศาจารย์” และเป็นพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญญวาสี มีนามในสัญญาบัตรว่า “พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ญาณวิสุทธจริยาปรินายก ตรีปิฏกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์สาธุการีธรรมาดร สุนทรศีลาทิขันธ์” อันเป็นสมณศักดิ์สูงสุดที่ท่านได้รับ

โลกธรรม ๘ อันประกอบด้วย สุข-ทุกข์ ได้ลาภ-เสื่อมลาภ ได้ยศ-เสื่อมยศ ได้รับคำสรรเสริญ-ถูกนินทานั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเผชิญการยอมรับในธรรมดาโลกว่าไม่มีสิ่งใดเที่ยงแท้คงทน สรรพสิ่งต้องแปรปรวนไปย่อมทำให้มีชีวิตอยู่บนโลกอย่างเข้าใจ ไม่หวั่นไหวเมื่อต้องพบสิ่งที่ไม่ปรารถนาดังที่ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้ปฏิบัติให้เราชาวพุทธผู้เป็นศิษย์พระพุทธเจ้าได้ดำเนินตามแนวทางอันดีงามของท่าน


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -- - - - - - - - -



เอกสารประกอบการเขียน
“รวมธรรมเทศนา ๑๐๘ กัณฑ์” โดย ชมรมพุทธศาสตร์ เอสโซ่ ฉบับพิมพ์เมื่อ ธันวาคม ๒๕๒๖
“คิริมานนทสูตรและอัตตปวัตติ” โดยพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจนฺโท จันทร์) ฉบับพิมพ์ปี ๒๕๔๒
"พระครูวิเวกพุทธกิจ หลวงปู่ใหญ่เสาร์ กนฺตสีโล พระปรมาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน" โครงการหนังสือบูรพาจารย์ เล่ม ๕ โดย ปฐมและภัทรา นิคมานนท์ ฉบับพิมพ์เมื่อธันวาคม ๒๕๔๖
“พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (จันทร์) นักปราชญ์จากแดนอีสาน” โดย เอนก นาวิกมูล ฉบับพิมพ์ปี ๒๕๕๐


ประวัติ


ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ มีนามเดิมว่า จันทร์ เกิดเมื่อเวลา 11 ทุ่มเศษ วันศุกร์ แรม 10 ค่ำ เดือน 4 ปีมะโรง จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ.2399 เป็นบุตรหัวปีของนายสอน นางแก้ว อาชีพทำสวนทำนา ชาติภูมิอยู่บ้านหนองไหล อำเภอเมืองฯ จังหวัดอุลบลราชธานี มีพี่น้อง 11 คน ตายเสียแต่ยังเล็ก 4 คน ใหญ่มาจนเป็นเหย้าเป็นเรือน 7 คน

นายสอนซึ่งเป็นบิดาของท่านนั้น ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ (ต้นสกุล ชุมพล) ซึ่งเป็นข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลอีสาน ทรงตั้งให้เป็นหลวงสุโภรสุประการ ฝ่ายสังฆการี เมืองอุบลราชธานี ขณะที่ท่านดำรงสมณศักดิ์เป็นพระครูวิจิตรธรรมภาณี

เดือนยี่ ปีมะโรง พ.ศ. 2411 ในสมัยเริ่มรัชกาลที่ 5 เมื่ออายุได้ 13 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านหนองไหล เจ้าอธิการโสดา เป็นอุปัชฌายะ ต่อมาได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนัก เจ้าอธิการม้าว เทวธมฺมี วัดศรีทอง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นญาติกัน และท่านเจ้าอธิการม้าวเป็นสัทธิวิหาริก (ศิษย์) ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย

ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

 เป็นสามเณรเล่าเรียนอยู่ 7 ปี จนพ.ศ.2417 อายุย่างเข้า 19 ปี กำลังเริ่มเรียนมูลกัจจายน์ ก็ต้องลาสิกขาจากสามเณรมาอยู่กับบิดามารดา 3 ปี ท่านม้าว พระอุปัชฌายะก็ใช้คนมาตามเอาตัวนายจันทร์ไปบวชอีก วันขึ้น 8 ค่ำเดือน 6 ปีฉลู พ.ศ.2420 นายจันทร์บวชพระ ท่านม้าวเป็นพระอุปัชฌายะ เจ้าอธิการสีโห วัดไชยมงคลเป็นกรรมวาจาจารย์ บวชแล้วท่านสีโหขอรับตัวไปช่วยกิจวัตรในวัดไชยมงคล เพราะวัดอยู่ห่างกันแค่ 10 เส้น เวลาเรียนหนังสือให้มาเรียนที่วัดสีทอง

ต่อมาอีก 4 พรรษา จึงมาอยู่ที่ วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร ในสำนัก พระปลัดผา ซึ่งถือนิสสัยเป็นอันเตวาสิก หรือศิษย์ของพระอริยมุนี (เอม) เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดเทพศิรินทราวาส ศึกษาพระปริยัติธรรมกับ พระมหาดิษและพระอาจารย์บุษย์ ปีเศษ ครั้นมีคนบอกว่ามีอาจารย์อีกองค์ ชื่ออาจารย์บุญ บอกหนังสืออยู่ที่วัดกันมาตุยารามดีมาก (อาจารย์บุญผู้นี้ต่อมาคือ พระยาธรรมปรีชา ท่านมีนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดกันมาตุยาราม ท่านเป็นอาจารย์ของผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้นหลายท่าน เช่น เจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม), สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทร์ เป็นต้น) จึงไปขอเรียนในสำนักอาจารย์บุญ ได้ไปพักแรมอยู่วัดกันมาตุยารามเป็นคราวๆ ครั้นพระอริยมุนี (เอม) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์เป็นอหิวาตกโรคถึงมรณภาพแล้ว พระปลัดผาก็พาพระจันทร์ไปฝากท่านเจ้าคุณวิเชียรมุนี กับมหาอ่อน หรือพระสาสนโสภณ แห่งวัดบุบผาราม จึงย้ายไปอยู่ที่ วัดบุปผาราม จังหวัดธนบุรี ในสำนักพระสาสนโสภณ (อ่อน) แต่ยังเป็นเปรียญฯ


ถึงปีระกา พ.ศ.2428 ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมครั้งแรกที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เป็นเปรียญ 3 ประโยค ในครั้งนั้นท่านเห้นว่าอายุ 31 ปีแล้ว ตั้งใจว่าต่อจากนี้จะไปศึกษาทางวิปัสสนาธุระ จึงได้ทูลลาออกไปอยู่เมืองอุบล กลับไปอุปัฏฐากท่านม้าว วัดสีทองในปีกุน พ.ศ.2430 รวมอยู่วัดบุบผาราม 3 ปี อุปัฏฐากพระอุปัชฌายะอยู่พรรษาหนึ่ง เป็นพรรษาที่ 11  พรรษาที่ 12 มหาจันทร์ออกไปจำพรรษาที่บ้านหนองไหลโดยปลูกกุฏิอยู่ที่ป่า

หน้าแล้งปีนั้น เจ้านครจำปาศักดิ์ แต่งกรมการมาขอพระธรรมยุติจากท่านม้าวไปตั้งคณะธรรมยุติที่เมืองนครจำปาศักดิ์ หาคนไปไม่ได้ ที่สุดมหาจันทร์ต้องรับภาระของพระอุปัชฌายะไปจัดการ โดยเดินทางไปยังจำปาศักดิ์ในปลายปี พ.ศ.2431

ในเวลานั้นพระยามหาอำมาตย์ (หรุ่น ศรีเพ็ญ)) เป็นข้าหลวงประจำอยู่ที่นั่น พร้อมด้วยเจ้านครจำปาศักดิ์สร้างวัดให้ใหม่ ให้ชื่อว่า วัดมหามาตยาราม มีพระเณรไปเรียนหนังสือด้วย 1-12 องค์ ท่านจึงจำพรรษาที่วัดมหามาตยารามเป็นพรรษาที่ ๑๓

ต่อมาพระยามหาอำมาตย์ กับเจ้านครจำปาศักดิ์พร้อมใจกันมีหนังสือเข้าไปกราบบังคมทูล ขอให้มหาจันทร์เป็นเจ้าคณะสังฆปาโมกข์เมืองนครจำปาศักดิ์ ออกพรรษาแล้ว พอเดือนยี่ก็ได้รับท้องตราให้เข้าไปรับสัญญาบัตรที่กรุงเทพฯ

ได้ออกจากเมืองนครจำปาศักดิ์เมื่อเดือน 3 พ.ศ.2432 ใช้เวลาเดินทาง 3 เดือนจึงถึงกรุงเทพฯ พักจำพรรษาอยู่วัดพิชยญาติการาม กับเจ้าคุณสาสนโสภณ (อ่อน) ผู้เป็นอาจารย์ เวลานั้นยังเป็นพระเมธาธรรมรส เป็นพรรษาที่ 14

ครั้นถึง ณ วันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2433 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ ตาลปัตรแฉกทองแผ่ลวดมีนิตยภัตร 8 บาท ถึงเดือน 6 พ.ศ. 2434 กลับออกไปเมืองนครจำปาศักดิ์ เดินทาง 3 เดือนถึงนครจำปาศักดิ์ในเดือน 8  จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์ เป็นพรรษาที่ 15

พรรษาที่ 16 ก็จำพรรษาที่นครจำปาศักดิ์

พรรษาที่ 17 เมื่อไทยเสียดินแดนแถบจำปาศักดิ์ให้แก่ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. 2436 ท่านจึงได้ทูลลา กลับมาจำพรรษาที่วัดสุปัฏน์ เมืองอุบล

พรรษาที่ 18 พ.ศ. 2437 เข้ามาจำพรรษาที่วัดพิชยญาติการาม กรุงเทพฯ การเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ คราวนี้ ทรงตั้งให้ท่านเป็นกรรมการในมหามกุฎราชวิทยาลัยด้วย ออกพรรษาแล้ว สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส โปรดให้ไปอยู่วัดเทพศิรินทราวาส ไปเป็นผู้ช่วย หม่อมเจ้า พระศรีสุคตขัติยานุวัตร ผู้เป็นเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสเป็นสมภารพรรษายังไม่ถึง 10 รับนิสัยพระสงฆ์ยังไม่ได้ ให้ท่านไปเป็นผู้รับนิสัยพระสงฆ์ และเป็นครูใหญ่ในโรงเรียนภาคมคธ​ด้วย



กรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย ชุดแรก พ.ศ. ๒๔๓๖

(แถวหน้าจากซ้าย) พระราชกวี (ถม) พระศรีสุคตคัตยานุวัตร (ม.จ. พร้อม) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส พระสถาพรพิริยพรต (ม.จ.ถุชงค์) พระเมธาธรรมรส (อ่อน)

(แถวที่ ๒) พระครูปลัดอุทิจยานุศาสก์ (ท้วม) พระธรรมราชานุวัตร (ต่าย) พระสมุทรมุนี (เนตร) พระครูวิจิตรธรรมภาณี (จันทร)

(แถวที่ ๓) พระครูปลัดจุฬานุนายก (ชม) พระอมราภิรักขิต (แสง) หม่อมราชวงศ์พระชื่น เปรียญ


ในแล้งนี้มีกำหนดการแปลพระปริยัติธรรมในท้องสนามหลวงด้วย (สมัยนั้นไม่ได้มีการสอบทุกปี) สมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ รับสั่งให้ท่านเข้าแปลประโยค 4 ด้วย ท่านได้เป็นเปรียญ 4 ประโยคในการสอบครั้งนี้

ในพรรษาที่ 19 พ.ศ.2438 นี้ท่านได้ช่วยหม่อมเจ้าพระศรีสุคตฯ อยู่วัดเทพศิรินทราวาสตลอดพรรษา พอออกพรรษาแล้ว ท่านเห็นว่า ร่างกายไม่มีกำลังพอที่จะทำงาน ถ้าขืนอยู่ในเพศสมณะต่อไปคงเกิดโรคภัยเบียดเบียน ไม่มีทางจะออกตัวอย่างไรได้ เห็นแต่ทางสึกเป็นดีกว่าอย่างอื่น จึงได้ทูลลาสึก

 ในเดือน 12 ปีนั้น ได้ออกไปเรียนวิปัสสนาอยู่กับเจ้าคุณปัญญาพิศาลเถร (สิง) วัดปทุมวนาราม จนถึงเดือนอ้าย ท่านออกไปเจริญวิปัสสนาอยู่ที่เขาคอก ในระหว่างเดือนอ้ายนั้นก็ได้ตรึกตรองถึงชีวิตในภายหน้า จนกระทั่งตัดสินใจได้ว่ายอมถวายตัวเป็นข้าพระรัตนตรัยอยู่ในพระศาสนาตลอดชีวิต จึงได้มีลิขิตเข้ามาถวาย พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรถึงการตัดสินใจของท่าน ว่าตัดสินใจถวายพรหมจรรย์แก่พระศาสนาแล้ว ด้วยพระองค์ท่านคอยฟังข่าวอยู่ เนื่องจากได้ทูลไว้เมื่อตอนสึกว่า จะออกไปหาที่วิเวกตรึกตรองก่อน พระองค์ทรงพระเมตตาท่านมาก คอยจะทรงอุปการะอยู่

ครั้นตัดสินใจได้แล้วก็เดินรุกขมูลต่อไป ได้ออกไปเที่ยวอยู่ในแขวงเมืองนครราชสีมาตลอดแล้ง จนถึง เดือน 6 พ.ศ. 2439 ได้กลับเข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดปทุมวนาราม เป็นปีพรรษาที่ 20

อยู่ที่ วัดพิชัยญาติการาม 1 พรรษา แล้วกลับไปอยู่วัดเทพศิรินทร์อีก ต่อจากนี้ได้เข้าแปลพระปริยัติธรรมอีกครั้ง สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยค จึงโปรดให้ไปจัดการศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานีได้ 2 ปีเศษ

ถึงปีกุน พ.ศ.2442 ทรงตั้งเป็นพระราชาคณะที่พระญาณรักขิต แล้วโปรดให้เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน จึงกลับไปอยู่วัดสุปัฏน์ จังหวัดอุบลราชธานี 5 พรรษา ภายหลังขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กลับเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ อยู่ที่วัดเทพศิรินทร์บ้าง ไปธุดงค์บ้าง จนถึงปีมะโรง พ.ศ.2447 จึงโปรดให้อาราธนาไปครองวัดบรมนิวาส ถึงปีระกา พ.ศ.2452 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่ ที่พระราชกวี

ถึงรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2457 ทรงโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระเทพโมลี ต่อมาถึง พ.ศ.2458 ได้แต่งหนังสือ เทศน์ เห็นเป็นอันไม่ต้องด้วยรัฐประศาสนโยบายบางประการ อันเกี่ยวกับการป้องกันพระราชอาณาจักร จึงถูกถอดจากสมณศักดิ์ คราวหนึ่ง

ครั้นถึงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2459 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ กลับตั้งให้เป็นพระราชาคณะ ที่พระธรรมธีรราชมหามุนี มีสมณศักดิ์เสมอชั้นเทพ และโปรดให้ครองวัดบรมนิวาสตามเดิม

ถึงปี พ.ศ.2466 โปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระโพธิวงศาจารย์ เสมอตำแหน่งชั้นธรรม

ครั้นถึง พ.ศ.2468 ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะ ตำแหน่งเจ้าคณะรองฝ่ายอรัญญวาสี มีนามในสัญญาบัตรว่า "พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ญาณวิสุทธจริยาปรินายก ตรีปิฏกคุณาลังการ นานาสถานราชคมนีย์ สาธุการีธรรมาดร สุนทรศีลาทิขันธ์"

ได้เคยรับราชการทางคณะสงฆ์ ในหน้าที่สำคัญๆ หลายตำแหน่งคือ เป็นเจ้าคณะใหญ่ เมืองนครจำปาศักดิ์ เป็นเจ้าคณะมณฑลอีสาน มณฑลจันทบุรี มณฑลราชบุรี และ มณฑลกรุงเทพฯ

ท่านเป็นพระนักปกครองผู้มีอัธยาศัยงดงาม ให้ความคุ้มครอง และให้ความดีความชอบแก่ผู้น้อย เป็นผู้มีใจกันทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ท่านแสดงธรรมสั่งสอนให้เขาเหล่านั้น เป็นผู้ฉลาด ชี้ให้เห็นเหตุผล แจ่มแจ้งในกว้างเฉลี่ยลาภผล เกื้อกูลแก่สพรหมจารี ไปอยู่ที่ไหน ก็ยังคุณความดี ให้เกิดแก่หมู่ เป็นคณโสภณผู้ทำหมู่ให้งาม เป็นผู้ฉลาดในเชิงช่าง

นอกจากนี้ ท่านยังใส่ใจในการศึกษาของภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกา และ กุลบุตรกุลธิดามาก ทั้งภาษาบาลีและไทย เมตตาสั่งสอนให้ได้รู้หนังสือ ท่านมีความ สามารถในการอธิบายอรรถธรรม ให้เข้าใจง่าย และชักชวนให้อาจหาญร่าเริง ในสัมมาปฏิบัติ จัดเป็นธรรมกถึกเอก มีเชาวนะปฏิภาณว่องไวเฉียบแหลม วิจารณ์อรรถธรรมอันลุ่มลึก ให้แจ่มแจ้ง ท่านแต่งหนังสือไว้ทั้ง คำร้อยแก้วทั้งคำกาพย์

เมื่ออยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ ได้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่วัดมหาอำมาตย์ (วัดนี้พระยามหาอำมาตย์หรุ่น กับ เจ้านครจำปาศักดิ์ สร้าง) ให้ชื่อว่า "โรงเรียนบุรพา​​​สยามเขตร" สอนทั้งภาษาบาลี ทั้งภาษาไทย และยังได้จัดตั้ง "โรงเรียนอุบลวิทยาคม" ขึ้นที่ วัดสุปัฏน์ เช่นกัน ครั้นได้ดำรง ตำแหน่ง เจ้าคณะมณฑล ก็จัดการการศึกษาทั่วไป จนได้เข้ามาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบรมนิวาส ได้จัดการศึกษา ของกุลบุตรให้เจริญ ดังที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ แม้ถึงวัดสิริจันทรนิมิตร ที่เขาบ่องาม (เขาพระงามในปัจจุบัน) จังหวัดลพบุรีและวัดเจดีย์หลวง นครเชียงใหม่ ก็ได้จัดการศึกษาของกุลบุตรให้รุ่งเรืองขึ้นโดยควรแก่ฐานะ

แม้ในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ ท่านก็ได้สร้างคุณประโยชน์อันมากมาย เช่น การปฏิสังขรณ์ วัดบวรมงคล คือ พระอุโบสถ พระระเบียง ตลอดจนวิหารคด การปฏิสังขรณ์วัดบรมนิวาส คือ


พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล

พระอุโบสถแล พระอสีติมหาสาวก วิหารคด และ พระพิชิตมาร ซึ่งเป็นพระประธานในศาลาอุรุพงษ์ คือ เป็นพระลีลาเก่า อัญเชิญมาจาก จังหวัดราชบุรี และได้ให้มีการก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นใหม่ เช่น โรงเรียนภาษาบาลี และ ภาษาไทย สระน้ำ ศาลาอุรุพงษ์ ส่วนของระฆัง และหอระฆัง มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงศ์สิริวัฒน์เป็นผู้ร่วมสร้าง ตลอดจนกุฏิสร้างใหม่ให้เป็นตึก หอเขียว ซึ่งเป็นกุฏิใหญ่ในวัดนี้ หม่อมเจ้าหญิงเมาลี หม่อมเจ้าหญิงคอยท่า หม่อมเจ้าหญิงโอฐอ่อน หม่อมเจ้าหญิงคำขาว และ หม่อมเจ้าหญิงรับแข สกุลปราโมช  ทรงร่วมกันสร้างด้วยความสามัคคีธรรมแห่ง คณะญาติ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ประเดิมสร้างวัดเสน่หานุกูล จังหวัดนครปฐม และที่วัดสิริจันทรนิมิตร จังหวัดลพบุรีนั้น ท่านได้สร้างพระพุทธปฏิมากร อันมีนามว่า พระพุทธปฏิภาคมัธยมพุทธกาล ซึ่งมีหน้าตักกว้าง 11 วา 1 ศอก สูงทั้งรัศมี 18 วา อีกทั้ง พระอุโบสถ พระประธาน และ พระกัจจายน์ วิหาร ตลอดถึงถ้ำและกุฏิ ศาลา บ่อน้ำ ท่านเป็นผู้นำในการสร้างมณฑปวัดบ้านแป้ง จังหวัดสิงห์บุรี

ท่านเป็นผู้ยินดีในสัมมาปฏิบัติ สันโดษมักน้อยใฝ่ใจในสัลเลขปฏิบัติ ประกอบด้วยธุดงควัตรเที่ยวรุกขมูล รักษาขนบธรรมเนียม ของสมณะที่ดีไว้มั่นคง มีสติสัมปชัญญคุณทุกเมื่อ มีความเยือกเย็นอาจหาญอดกลั้นทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆ แม้ในยามอาพาธ สุดท้าย พิษของโรครุนแรงด้วยทุกขเวทนายิ่งนัก ท่านยังได้ให้โอวาทแก่ผู้มาเยี่ยมเยือนว่า "เราเป็นนักรบ ได้ฝึกหัดวิธีรบไว้ก็ไม่เสียที ได้ผจญต่อพยาธิธรรมและมรณธรรมจริงๆ ก็อาจหาญอดกลั้นทนทานไม่สะทกสะท้าน มีสติสัมปชัญญคุณรอบคอบไม่หลงใหลไม่ฟั่นเฟือน ไม่กระวนกระวาย หากถึงกาลแตกดับ ก็ไปด้วยความสงบเงียบหายดุจหลับไป" จึงได้ชื่อว่า ท่านเป็นผู้ปฏิบัติได้ผลโดยควรแก่ภาวะโดยแท้

ธรรมโอวาท

ท่านได้กล่าวไว้มากมาย ขอคัดลอกมาบางส่วน ดังนี้ คือ

ที่ว่าร่างกายจิตใจเป็นแก้วสารพัดนึกนั้น พึงพิเคราะห์ดู เรามีตา นึกจะดูอะไรก็ดูได้เรามีหู นึกจะฟังอะไรก็ฟังได้ เรามีจมูก อยากจะรู้กลิ่นอะไรก็รู้ได้ เรามีปาก มีลิ้น นึกอยากจะรู้รสอะไรก็รู้ได้ นึกอยากจะกินอะไรก็กินได้ เรามีมือ นึกอยากจะทำอะไรก็ทำได้ เรามีเท้านึกอยากเดินไปไหนก็ไปได้ เรามีจิตมีใจ นึกอยากจะน้อมนึกตรึกตรองอะไร ก็ได้สมประสงค์ ผู้รู้ตนว่า เป็นของวิเศษอย่างนี้ ย่อมเป็นเหตุให้ได้ความสุข คือ ใช้ตามหน้าที่ ไม่ให้วัตถุเหล่านั้นเป็นข้าศึกแก่ตน คือ เกิดปฏิฆะโทมนัสยินดี ยินร้ายเพราะวัตถุของตน นิสัยของผู้ฉลาด ย่อมไม่ให้วัตถุวิเศษของตนเป็นข้าศึกแก่ตน อารมณ์ที่ผ่านไปผ่านมา เลือกเอาแต่ส่วนที่เป็นประโยชน์ ส่วนที่จักเป็นโทษ จงปล่อยผ่านไปเสีย ไม่รับไม่เก็บเข้ามาไว้ คือ หัดชำระวัตถุภายในนี้ ให้ผ่องใส สมกับที่ว่า เป็นแก้วสารพัดนึกอยู่ทุกเมื่อ อาศัยความหัด บ่อยๆ สติก็แก่ขึ้น วัตถุภายในก็ปราศจากโทษ คือ ไม่เป็นข้าศึกแก่ตน ให้ความสุขแก่ตนทุกอิริยาบถ จึงสมกับพุทธโอวาท ที่ทรงสั่งสอนว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน

ถ้าว่าโดยสมมติ สกลกายนี้เองเป็นตน ถ้าว่าโดยสกลกายนี้เองเป็นธรรม ที่ว่า อตฺตสรณา ธมฺมสรณา ให้มีตนเป็นที่ระลึกนี้ คือ ให้เห็นว่า ตนเป็นธรรม ธรรมเป็นตน ความรู้ธรรมเป็นพุทธะ สกลกายที่ทรงคุณความดีไว้เป็นธรรมะ ความประพฤติให้คุณความดี มีขึ้นในตนเป็นสังฆะ ผู้ที่มีพุทธะ ธรรมะ สังฆะในตนอย่างนี้ ชื่อว่า ผู้ถึงไตรสรณคมน์ในชาตินี้

ตลอดชาติชั้นศีล ชั้นสมาธิ ชั้นปัญญา ชั้นวิมุตติ ชั้นวิมุตติญาณทัสสนะ สุดแท้แต่วาสนาของใครจะถึงได้ในชั้นใด จะต้องได้รับผล คือ ความสุขตามชั้นตามภูมิของตนทั้งนั้น อย่าเป็นคนสงสัย ลังเลยึดให้มั่นคั้นให้ตาย อย่างมงายเชื่อเกจิอาจารย์ที่สอน นอกรีตนอกทาง อย่าพากันหลงใหลไปตามเขา เพราะพระนิพพานของ พระพุทธเจ้า ที่เรียกว่า นิพพานสมบัติ คือ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา และ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการ มีสติปัฏฐาน เป็นต้น มีอัฏฐังคิกมรรค เป็นที่สุด เหล่านี้เป็นนิพพานสมบัติ อย่างอื่นๆ ถ้าไม่เป็นไปตามนี้เป็นอวิชชาทั้งนั้น

พวกเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ต้องประพฤติตนให้มั่งมีเหมือนพระพุทธเจ้า ทั้งสมบัติภายนอกแลสมบัติภายใน

ปัจฉิมบท

ท่านเจ้าคุณอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท (จันทร์) เปรียญ 4 ประโยค เจ้าอาวาส วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร อาพาธเนื่องด้วยโรคชรา ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 คำนวณอายุได้ 77 ปี พรรษา 55 ได้พระราชทานโกศโถ มีชั้นรองสองชั้น ฉัตรเบญจา 4 ประกอบศพเป็นเกียรติยศ