วันจันทร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2555

โสเภณี ก็สามารถบรรลุธรรม


โสเภณี ก็สามารถบรรลุธรรม

........นางสิริมา เป็นสตรีชาวเมืองราชคฤห์ และเป็นน้องสาวของหมอชีวกโกมารภัจจ์ ผู้เป็นแพทย์หลวงประจำองค์พระพุทธเจ้า นางสิริมามีรูปร่างสวยงามจนเป็นรู้จักกันไปทั่ว โดยนางสิริมาได้ประกอบอาชีพเป็นโสเภณี อยู่มาวันหนึ่งนางได้ถูกว่าจ้างไปปรนนิบัติสามีของนางอุตตราผู้ซึ่งเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา โดยนางอุตตราได้ขออนุญาตสามีไปถือศีลทำบุญเลี้ยงพระถวายพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์เป็นเวลา 15 วัน

........ในระหว่างที่นางสิริมารับจ้างเป็นภรรยาชั่วคราวอยู่นั้น นางสิริมาเกิดลืมตัวนึกว่าตนเองเป็นภรรยาจริง ๆ ของสามีนางอุตตรา ครั้นเมื่อนางอุตตราถือศีลครบ 15 วันแล้วจึงกลับมาหน้าที่เป็นภรรยาและแม่บ้านที่ดี โดยควบคุมบ่าวไพร่ให้ช่วยกันทำอาหารเพื่อถวายทานตามปกติ

........ขณะนั้นเอง ผู้เป็นสามีได้เดินเข้ามาใกล้นางอุตตรา พร้อมทั้งยิ้มให้นางด้วยความเอ็นดู นางสิริมาเห็นเข้า จึงเกิดความหึงหวง โดยมิได้เจียมตนว่าเป็นเพียงนางบำเรอ จึงได้ตรงเข้าตักเนยใสที่กำลังเดือดพล่าน สาดใส่นางอุตตรา บ่าวไพร่ของนางอุตตราเห็นดังนั้นจึงตรงเข้ารุมทำร้ายนางสิริมา

........อย่างไรก็ดี นางอุตตราไม่ถือโทษ และทำแผลให้นางสิริมาจนหายดี ด้วยความดีของนางอุตตรา นางสิริมาได้สำนึกผิดและกล่าวขอโทษต่อนางอุตตรา นางอุตตราได้ยินเช่นนั้น จึงเกิดความคิดให้นางสิริมาได้พบกับพระพุทธเจ้า เมื่อได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว ท่านได้ตรัสเทศนาเรื่องของความดีว่า

พึงชำนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
พึงชำนะคนไม่ดี ด้วยความดี
พึงชำนะคนตระหนี่ ด้วยความให้ปัน
พึงชำนะคนพูดพล่อย ๆ ด้วยคำจริง

........เมื่อนางสิริมาได้ฟังดังนั้น จึงเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และทูลขอขมาพระบรมศาสดาในสิ่งที่จนได้กระทำไป จากนั้นจิตใจของนางก็เป็นจิตกุศลสงบเยือกเย็น และได้บรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด นับแต่นั้นมา นางสิริมาก็ทำบุญถวายภัตตาหาร แด่พระพระสงฆ์วันละ 8 รูปที่เรือนของตนเป็นประจำมิได้ขาด


วัดอโศการาม



วัดอโศการาม สมุทรปราการ 

ประวัติความเป็นมา

     เดิมบริเวณนี้เรียกว่า นาแม่ขาว เจ้าของที่ดินคือนางกิมหงษ์ และนายสุเมธ ไกรกาญจน์ ได้ถวายที่ดินให้สร้างวัด วัดอโศการามเป็นวัดสังกัดคณะสงฆ์ธรรมยุติ  สร้างขึ้นตามปณิธานของ พระสุทธิธรรมรังสี คัมภีรเมธาจารย์ หรือที่รู้จักในนาม ท่านพ่อลี เดิมท่านเป็นชาวจังหวัดอุบลราชธานี เลื่อมใสในบวรพุทธศาสนา จึงบวชเป็นพระภิกษุเมื่ออายุได้ 20 ปี เป็นฝ่ายวิปัสสนาธุระ รักษาธุดงควัตรเป็นนิตย์ เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น เป็นผู้มีความแตกฉานในสมถวิธี มีความสามารถในการอบรมศิษยานุสิทธิ์ให้บำเพ็ญสมาธิได้ผล ท่านได้จาริกบำเพ็ญธุดงควัตรไปยังจังหวัดต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในที่สุดได้จาริกแสวงบุญมาถึงที่ชาวบ้านเรียกว่า นาแม่ขาว ซึ่งอยู่ในเขตตำบลท้ายบ้าน เป็นป่าชายเลนเงียบสงบเหมาะในการบำเพ็ญเพียร จึงปักกลดบำเพ็ญสมณธรรมสั่งสอนชาวบ้าน ปรากฏว่าชาวบ้านเลื่อมใสมาฟังคำสั่งสอนและฝึกสมาธิเป็นจำนวนมาก ในที่สุดชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างเสนาสนะถวาย และได้เริ่มสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ในที่ดินที่นางกิมหงษ์ และ นายสุเมธ ไกรกาญจน์ ได้ถวายให้สร้างวัดมีเนื้อที่ประมาณ 53 ไร่ ในปี 2497 จึงก่อตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก

     เมื่อมีสิ่งก่อสร้าง มีพระภิกษุสงฆ์ มีความมั่นคงที่จะเป็นวัดได้ กรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ จึงอนุญาตให้ตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2499 ได้นามว่า วัดอโศการาม และขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา (สร้างโบสถ์ เพื่อพระภิกษุสงฆ์จะไปประกอบพิธีสังฆกรรมได้) และผูกพัทธสีมาเมื่อ วันที่ 10 พฤษภาคม 2503 วัดอโศการามแห่งนี้ ท่านพ่อลีได้ตั้งปณิธานไว้ว่า จะสร้างถวายเป็นพระบรมราชานุสรณ์แห่งพระเจ้าอโศการามมหาราช (พระนามเต็มว่า พระศรีธรรมาโศกราช) แห่งประเทศอินเดีย ท่านได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และยังเผยแพร่ศาสนาพุทธมายังประเทศลังกา กรีก ธิเบต พม่า ไทย เมื่อปีพุทธศักราช 2493 ท่านพ่อลีได้เดินทางไปจำนำพรรษายังตำบลสารนารถ (ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ที่ทรงแสดง ธรรมจักร) ณ ประเทศอินเดีย ได้เห็นพระเจดีย์ พระสถูปที่พระเจ้าอโศกมหราช สร้างไว้ทรุดโทรม บางแห่งก็ถูกทำลาย จึงรู้สึกสังเวชใจ จึงตั้งพระปณิธานจะสร้างวัดอโศการามไว้เป็นอนุสรณ์ปัจจุบันวัดอโศการามเป็นสถานที่ที่อุบาสก อุบาสิกา จากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศเดินทางมาบำเพ็ญกุศลและสักการะท่านพ่อลี ธุตังคเจดีย์ หลวงพ่อเศียร และวิหารวิสุทธิธรรมรังสี นอกจากนี้ยังเที่ยวชมธรรมชาติ ป่าชายเลน ชมฝูงนก และ สัตว์ต่าง ๆ ที่มาอาศัยอยู่ในบริเวณป่าชายเลน เป็นจำนวนมาก เนื่องจากบริเวณเหล่านี้วัดได้กำหนดให้เป็นเขตอภัยทาน

 

เมี่ยงเอ๋ย...เมี่ยงคำ



   เมี่ยงคำ เป็นอาหารว่างสำหรับคนในราชนิกุลสมัยก่อน เพราะเครื่องเคียงที่นำมาปรุงนั้น ล้วนแล้วแต่ต้องใช้ฝีมือในการหั่น การซอย และการจัดเรียงที่ประณีตทั้งสิ้น

  ตามที่ได้อ่านจากประวัติความเป็นมาว่าในสมัยก่อนจะมีข้าราชบริพารในรั้วในวังมากมาย และการที่จะจัดตั้งเครื่องเสวย หรือการจัดอาหารถวายก็พยายามคัดสรรเมนูที่ต้องให้แปลก ใช้ฝีมือประดิดประดอย และต้องอร่อย

 ดังนั้นเมนู เมี่ยงคำ เป็นเมนูที่ได้แสดงออกถึงฝีมือที่ประณีตมากๆ ต้อง ซอยหอมแดง หั่นขิงอ่อนเป็นเต๋าพอดีเท่ากันทุกเต๋า มะนาวติดเปลือกบางๆ ต้องฝานให้ได้สี่เหลี่ยมเล็กๆ ห้ามมีน้ำไหล กุ้งแห้งต้องล้างและต้องคัดขนาดของกุ้งให้เท่ากัน แม้กระทั่งถั่วลิสงต้องคั่วเอง แล้วเรียงเม็ดจัดให้สวยตามกลุ่มๆ เหมือนจัดในโตกทางเหนือ นอกจากนั้นจะมีเนื้อมะพร้าวคั่ว แล้วนำทุกอย่างมาห่อใส่ใบชะพลู หรือใบทองหลาง

 ใบชะพลูมีประโยชน์มากๆ คือ มีคุณค่าทางอาหารสูงมากในเรื่องช่วยย่อยอาหาร ขับเสมหะ และอุดมไปด้วยแคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส วิตามินซี ดังนั้นผู้หญิงต้องกินมากๆ ปัจจุบันมีคนมาดัดแปลงใช้ใบคะน้า เลยเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น เมี่ยงคะน้า แต่เมี่ยงคะน้าไม่ใช้เนื้อมะพร้าวคั่ว ใช้กากหมูเพิ่มเข้ามาแทน

 สำหรับ น้ำของเมี่ยง จะเป็นน้ำเดียวกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ กุ้งแห้ง ขิง และหอมแดง นำมาโขลกรวมกัน แล้วเคี่ยวกับน้ำตาลปี๊บ ในสมัยก่อนใช้ปลาแห้ง แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกุ้งไปหมดแล้ว เนื่องจากเกรงว่าปลาจะมีกลิ่นคาวปลา และบางที่อาจใส่กะปิลงไปนิดหน่อยแล้วแต่ชอบ หากบางคนไม่ชอบกลิ่นกะปิ ก็ไม่ต้องใส่ แต่สุดท้ายต้องเหยาะน้ำปลาและเกลือนิดหน่อย

 เคล็ดลับอยู่ที่การเคี่ยว ต้องใช้ไฟค่อยๆ เคี่ยวจนเหนียว น้ำตาลปี๊บ และน้ำปลาต้องใช้ของดี รับประกันน้ำเมี่ยงอร่อยคำแล้วคำเล่า


     เมี่ยงคำเป็นอาหารที่คนภาคกลางนิยมรับประทานเป็นอาหารว่าง ในช่วงฤดูฝน เนื่องจากเป็นช่วงที่ต้นชะพลูออกใบและยอดอ่อนมากที่สุดและรสชาติดีแต่จริงๆ แล้วเมี่ยงคำสามารถรับประทานเป็นอาหารว่างได้ตลอดทั้งปี แล้วแต่ว่าจะมุ่งรับประทานเพื่อความอร่อยหรือจะรับประทานเพื่อการดูแลสุขภาพ (การปรับสมดุลธาตุในร่างกาย)

ส่วนประกอบเครื่องเคียงเมี่ยง 
 มะพร้าวหั่นชิ้นเล็ก ๆ คั่ว 1 ถ้วย (300 กรัม)

 กุ้งแห้งตัวเล็ก (ชนิดจืด) 1 ถ้วย (300 กรัม)

 ถั่วลิสงคั่ว 1 ถ้วย (300 กรัม)

 หอมแดงหั่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ½ ถ้วย (50 กรัม)

 ขิงหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ½ ถ้วย (50 กรัม)

 มะนาวหั่นทั้งเปลือกสี่เหลี่ยมเล็ก  ½ ถ้วย (60 กรัม)

 พริกขี้หนูหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ (กรณีคนชอบเผ็ด) 25 เม็ด (30 กรัม)

 ใบชะพลู,ใบทองหลาง ชนิดละ 100 กรัม


 ส่วนประกอบทำน้ำเมี่ยง 
 กุ้งแห้งโขลกละเอียด ½ ถ้วย (100 กรัม)

 มะพร้าวขูดคั่วให้เหลือง ½ ถ้วย (300 กรัม)

 ข่าหั่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

 ตะไคร้หั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม)

 หอมแดงซอย ¼ ถ้วย (25 กรัม)

 น้ำตาลปีบ 1 ถ้วย (240 กรัม)

 กะปิเผา 2 ช้อนชา (15 กรัม)

 น้ำปลา 1 ถ้วย (60 กรัม)


      โขลกข่า ตะไคร้ หอมแดง ให้ละเอียด ใส่กะปิ โขลกให้เข้ากัน ใส่น้ำปลา น้ำตาลลงในหม้อตั้งไฟกลางๆ ใส่เครื่องที่โขลกคนให้เข้ากัน เคี่ยวพอเหนียว ยกลงใส่กุ้งแห้ง มะพร้าวคั่ว ยกขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เหนียว ยกลง 

โตกเมี่ยงคำ


วิธีการจัดรับประทาน
     ให้จัดใบชะพลูหรือใบทองหลางใส่จานวางเครื่องปรุงอย่างละน้อยลงบนใบชะพลู หรือใบทองหลางที่จัดเรียงไว้ตักน้ำเมี่ยงหยอดห่อเป็นคำๆ รับประทาน



สรรพคุณทางยาสมุนไพร 
     1. มะพร้าว รสมันหวาน บำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูก
     2. ถั่วลิสง รสมัน บำรุงเส้นเอ็น บำรุงธาตุดิน
     3. หอมแดง รสเผ็ดร้อน แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ไข้หวัด
     4. ขิง รสหวาน เผ็ดร้อน แก้จุดเสียด แก้เสมหะ บำรุงธาตุ แก้คลื่นเหียนอาเจียน
     5. มะนาว เปลือกผล รสขม ช่วยขับลม น้ำมะนาวรสเปรี้ยว ขับเสมหะ แก้ไอ แก้เลือดออกตามไรฟัน ฟอกโลหิต
     6. พริกขี้หนู รสเผ็ดร้อน ช่วยเจริญอาหาร ขับลม ช่วยย่อย
     7. ใบชะพลู รสเผ็ดเล็กน้อย แก้ธาตุพิการ ขับลม
     8. ใบทองหลาง ขับพยาธิไส้เดือน แก้ตาแดง ตาแฉะ ตับพิษ
     9. ข่า รสเผ็ดปร่าและร้อน ช่วยขับลม ขับพิษโลหิตร้ายในมดลูก ขับลมในลำไส้
     10. ตะไคร้ แก้ปวดท้อง ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร และขับเหงื่อ 

     เมี่ยงคำเป็นอาหาร ช่วยบำรุงธาตุ ปรับธาตุชั้นหนึ่งในเครื่องเมียงคำที่ประกอบด้วยใบชะพลู มะนาว บำรุงธาตุน้ำ พริก หอม บำรุงธาตุลม ขิงและเปลือกมะนาว บำรุงธาตุไฟ มะพร้าว ถั่วลิสง น้ำตาล กุ้งแห้ง บำรุงธาตุดิน เมื่อทำเมี่ยงคำเป็นอาหารว่าง ผู้รับประทานสามารถปรุงตามสัดส่วนที่สอดคล้องกับธาตุเจ้าเรือนของตนได้ หรือปรุงสัดส่วนตามอาการที่ไม่สบายได้อย่างเหมาะสม

ว่าด้วยเรื่องวิชาการ 
     เมี่ยงคำ 1 ชุด ให้พลังงานต่อร่างกาย 659 กิโลแคลอรี ประกอบด้วย 
          - โปรตีน 114 กรัม 
          - ไขมัน 88.6 กรัม
          - คาร์โบไฮเดรต 370.7 กรัม 
          - กาก 9.6 กรัม
          - ใยอาหาร 13.4 กรัม
          - เถ้า 6.4 กรัม
          - แคลเซียม 1032 มิลลิกรัม 
          - ฟอสฟอรัส 1679.1 มิลลิกรัม
          - เหล็ก 51.1 มิลลิกรัม
          - วิตามินเอ 4973.7 IU 
          - วิตามินบีหนึ่ง 140.2 มิลลิกรัม
          - วิตามินบีสอง 1.7 มิลลิกรัม 
          - ไนอาซิน 35.2 มิลลิกรัม
          - วิตามินซี 186.4 มิลลิกรัม 




วัดจองคำ-จองกลาง จ.แม่ฮ่องสอน


     วัดจองกลาง-จองคำวัดจองคำและวัดจองกลางเปรียบเสมือนวัดแฝด ด้วยตั้งอยู่ในกำแพงเดียวกัน เมื่อมองจากด้านหน้า วัดจองคำ จะอยู่ด้านซ้ายมือ ส่วนวัดจองกลางจะอยู่ทางขวามือ วัดจองคำและวัดจองกลางตั้งอยู่กลางเมืองแม่ฮ่องสอน และ เป็นเสมือนสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเมืองไทใหญ่แห่งนี้ เพราะนอกจากความงดงามทางศิลปะแล้ว วัดทั้งสอง ยังเป็น ศูนย์กลางของกิจกรรมทางวัฒนธรรม และประเพณีของชาวแม่ฮ่องสอน พื้นที่ด้านหน้าของวัดซึ่งเป็น สวนสาธารณะหนองจองคำยังเอื้อให้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีตามประเพณีต่าง ๆ ในรอบปีอีกด้วยวัดจองคำ หรือพระอารามหลวงวัดจองคำ 

     วัดจองคำ ตั้งอยู่ข้างหนองน้ำ ซึ่งชาวแม่ฮ่องสอนเรียกว่า"หนองจองคำ"เป็น วัดที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2340 เป็นวัดแรกของเมืองแม่ฮ่องสอน เป็นวัดเก่าแก่สร้างตามแบบอย่างศิลปไทย ใหญสิ่งที่โดดเด่นหลังคาทรงประสาท 9 ชั้น และมีศาสนสถานที่สำคัญคือ วิหารหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระพุทธรูป องค์ใหญ่ที่ ่ี่สุดของแม่ฮ่องสอน สร้างเมื่อ พ.ศ.2477 โดยช่างชาวพม่าในวิหารเป็นที่ประดิษฐาน ของหลวงพ่อโต ซึ่งเป็นพระประธาน มีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. 2469 โดยช่างฝีมือชาวพม่า และมีพระพุทธรูป ขนาดใหญ่ซึ่งจำลองมาจากพระศรีศากยมุนีที่วิหารวัดสุทัศน์ เหตุที่เรียกชื่อวัดจองคำ เนื่องจาก เสาวัดประดับ ด้วยทองคำเปลว สิงที่น่าสนใจในวัดจองคำ

1.เจดีย์วัดจองคำ  
ชาวไทยใหญ่เรียกว่า "กองมู" เจดีย์มีลักษณะคล้ายมณีทบ โดยช่างฝีมือชาวไทยใหญ่รูปทรงจุฬามณี ความสูง 32 ศอก ฐานสี่เหลี่ยมมีมุข 4 ด้าน พร้อมสิงห์ด้านละหนึ่งตัว ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งด้านละหนึ่งองค์และ เริ่มสร้าง เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2456 สร้างแล้วเสร็จในเดือนมกราคม พ.ศ.2458 สร้างขึ้นโดยศรัทธาขุนเพียร (พ่อเลี้ยงจองนุ) พิรุญกิจและแม่จองเฮือนคหบดี ชาวแม่ฮ่องสอนและในองค์พระเจดีย์ได้บรรจุพระบรมสาีรีริกธาตุ ไว้ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่ผู้ที่มานมัสการองค์พระเจดีย์  
  

2.อุโบสถ 
เป็นอาคารรูปทรงมณฑปรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 เมตร ยาว 12 แมตร หลังคาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กรูป พระเจดีย์ 5 ยอด ภายในเขียนภาพพุทธประวัติที่ฝาผนัง บานประตู หน้าต่าง ทำด้วยไม้แกะสลักภายในมี พระประธาน ในอุโบสถทางวัดได้ทำพิธีเททองหล่อขึ้น เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ.2522 เบิกพระเนตรเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ.2523    


3.วิหารหลวงพ่อโต
ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน คือ "หลวงพ่อโต"  สร้างเมื่อปี พ.ศ.2496  โดยช่างชาวพม่าเป็นพระพุทธรูป ขนาดใหญ่ มีขนาดหน้าตักกว้าง 4.85 ม. จำลองมาจาก พระศรีศากยมุนี (หลวงพ่อโต) ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม วิหารแห่งนี้มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ผสมฝรั่ง อาคารมีผังเป็นรูปตัวแอล ผนังก่ออิฐถือปูน ประตู หน้าต่างตอนบนโค้ง ประดับลวดลายแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก หลังคามุงสังกะสี เชิงชายมีลูกไม้ฉลุ แบบขนมปังขิง   


วัดจองกลาง 
ภายในวิหารมีแท่นบูชาตั้งพระพุทธสิหิงค์จำลอง ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งองค์ มีสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ อีกเช่น ตุ๊กตา แกะสลักด้วยไม้เป็นรูปคนและสัตว์เกี่ยวกับพระเวสสันดรชาดก ฝีมือแกะสลักของช่างชาวพม่า ซึ่งนำมาจากพม่า ตั้งแต่ พ.ศ. 2400นอกจากนี้ทางด้านจิตรกรรม ยังมีภาพวาดบนแผ่นกระจก เรื่องพระเวสสันดรชาดก และ ภาพประวัติเจ้าชายสิทธัตถะ ตลอดจนภาพแสดงให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนสมัยนั้นหลายภาพ มีคำ บรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่า และมีบันทึกบอกไว้ว่าเป็นฝีมือของช่างไทยใหญ่จากมัณฑะเลย์ สิ่งที่น่าสนใจในวัดจองกลาง

1.เจดีย์ประธาน
เป็นเจดีย์ทรงเครื่องแบบมอญ บนยอดประดับฉัตรสามชั้น มีกลุ่มเจดีย์สี่ทิศล้อมรอบ องค์เจดีย์ก่ออิฐถือปูนทา สีขาว ส่วนลายปูนปั้นที่องค์เจดีย์ทาสีทอง ในยามค่ำคืนเมื่อประดับไฟ สีทองจะเปร่งรัศมีสวยงามยิ่งนัก 

2.วิหารใหญ่
เป็นอาคารเอนกประสงค์ คือ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป ใช้ประกอบพิธี เช่น ทำบุญ จัดแสดงพิพิธภัณฑ์รวม ทั้งเป็นหอฉันและกุฏิของเจ้าอาวาสด้วย ลักษณะเด่นของอาคาร คือ การซ้อนชั้นหลังคา นอกจากจะยกคอสอง แล้วยังยกจั่วซ้อนชั้นบนคอสองอีกทีหนึ่ง ที่ปลายขอบชายคาตกแต่งด้วยลายฉลุ 

3.ห้องพิพิธภัณฑ์ 
(เปิด 08.00-18.00 น. ทุกวัน) ตั้งอยู่บนวัดจองกลาง จัดแสดงตุ๊กตาไม้แกะสลักเป็นรูปคนและสัตว์พระเวสสันดร ชาดก ฝีมือช่างชาวพม่า มีจำนวนทั้งสิ้น 33 ตัว นำมาจากพม่าตั่งแต่ปี พ.ศ.2400 นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูป หินอ่อนองค์เล็ก แกะด้วยฝีมือประณีตอ่อนช้อยงดงามมาก มีคัมภีร์โบราณ ถ้วยชาม และเครื่องใช้โบราณอีกหลายชิ้น

4.แผ่นกระจกเขียนสี
เป็นเรื่องพระเวสสันดรชาดกและพุทธประวัติ ตลอดจนภาพแสดงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสมัยก่อนหลายสิบ ภาพ มีคำบรรยายใต้ภาพเป็นภาษาพม่าและมีบันทึกบอกว่าเป็นผีมือช่างไทใหญ่จากมัณฑะเลย์ กระจกเขียนสี เหล่านี้ติดอยู่บริเวณฝากั้นห้องเจ้าอาวาสบนจองวัดจองกลาง วิหารเล็ก  มีหลังคาเรือนยอดทรงปราสาท ซ้อนชั้นห้าชั้นประดับยอดด้วยฉัตรทองสามชั้น หลังคามุงสังกะสี มีโลหะฉลุลาย ตกแต่งเรือนยอดและเชิงชาย    

การเดินทางไปวัดจองคำ-จองกลางอยู่ในตัวอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ห่างจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ เขต1 ประมาณ 5 กม.ไปทางทิศตะวันออก  ถ.ชำนาญสถิตย์ ห่างจากขุนลุมประพาสประมาณ 100 เมตร


ของกิน อินเดีย...โดย Nattapat

อาหารว่าง กินเล่นๆ Dahi Padada Puri หรือปูรีเปิดหัว เอามันบดใส่ แซมด้วยถั่วเขียวต้ม แล้วเอาน้ำหวานราด เหยาะด้วยโยเกิร์ต
กรอบๆ หวานๆ เปรี้ยวๆ


วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

วันวานที่บ้านเกิด



 "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว แผ่นดินของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์ บ้านเมืองราบคาบ  ด้วยอานุภาพพ่อขุนรามคำแหงค้ำจุน ให้ชาติไทยไพศาล........"

   เสียงเพลงประจำจังหวัดจากลำโพงกระจายเสียงประจำหมู่บ้าน ปลุกผู้คนให้ตื่นขึ้นมาในท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าที่สดใสของท้องถิ่นชนบทแห่งนั้น

    เพลง "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" เป็นเพลงประกอบละครเรื่อง อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง อันเป็นการแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ในแผ่นดินสมัยพ่อขุนรามคำแหง แสดงให้เห็นถึงอานุภาพของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช หลวงวิจิตรวาทการได้แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ต้นฉบับเดิมจากแผ่นครั่ง

เนื้อร้อง

ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว
แผ่นดินของเรานี้แสนอุดมสมบูรณ์
บ้านเมืองราบคาบ
ด้วยอานุภาพพ่อขุนรามคำแหงค้ำจุน
ให้ชาติไทยไพศาล


สร้างทำนาไร่ ทั่วแคว้นแดนไทย
เราไถเราหว่าน หมากม่วงหมากขาม
หมากพร้าว หมากกลาง
พืชผลต่างๆ ล้วนงามตระการ


สร้างบ้านแปลงเมือง
ให้เกียรติไทยลือเลื่องไปทั่วทุกถิ่นฐาน
จูงวัวไปค้า ขี่ม้าไปขาย
ปวงราษฎร์ทั้งหลายได้อยู่เป็นสุขสำราญ

ขับร้อง : นภา หวังในธรรม + นำหมู่  
คำร้อง : พลตรี หลวงวิจิตรวาทการ



ความเป็นมาของเพลง ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว


     เพลงในน้ำมีปลาในนามีข้าว เป็นเพลง ๆ หนึ่งในละครร้องเรื่องอานุภาพพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ประพันธ์โดยพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร แต่งขึ้นในยุคหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองปี ๒๔๗๕ ซึ่งท่านจะมีแนวในการแต่งบทละครช่วงนั้นเพื่อ "ปลูกต้นรักชาติ" คือเพื่อประโยชน์ทางการปกครอง แต่เป้นบทละครซึ่งประพันธ์ขึ้นในช่วงที่ ๒ ของการเป็นนายกรับมนตรีของจอมพลป.พิบูลสงคราม

บทละครในช่วงแรกของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ เขียนขึ้นหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ ๆ ซึ่งรัฐบาลต้องการปลูกฝังเรื่องชาตินิยม และมีนโยบายรัฐนิยมกับนโยบายวีรธรรมของชาติ บทละครของหลวงวิจิตรวาทการมีบทบาทอย่างยิ่งในการนำลัทธิชาตินิยมสู่ประชาชนเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาล

บทละครเรื่องอานุภาพพ่อขุนรามคำแหง แต่งในช่วงที่จอมพลป.ขึ้นเป็นนายกสมัยที่สอง๒๔๙๑ – ๒๕๐๐  และเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองและหลังการสวรรคตของรัชกาลที่ ๘ สถานการณ์บ้านเมืองตอนนั้นไม่ปรกตินัก มีภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ด้วย หลวงวิจิตรวาทการจึงต้องเขียนบทละครที่นอกจากจะปลูกฝังความรักชาติแล้ว ยังต้องมีแนวคิดต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วย บทละครในช่วงนี้ เช่น อานุภาพพ่อขุนรามคำแหง อานุภาพแห่งความเสียสละ อานุภาพแห่งความรัก และ อานุภาพแห่งศีลสัตย์ โดยบทละครเรื่อง อานนุภาพพ่อขุนรามคำแหงนั้น มุ่งปลุกใจให้รักชาติโดยให้เห็นความเก่งกาจของบรรพบุรุษไทย ให้คนไทยเอาเยี่ยงอย่าง บทเพลงในน้ำมีปลาในนามีข้าวก็เป็นเพลง ๆ หนึ่งในละครเรืองนี้

   นี่ล่ะเพลงของจังหวัดสุโขทัย จังหวัดที่แปลว่า "รุ่งอรุณแห่งความสุข" ต่อในภายหลังจะมีแต่งเพลงประจำจังหวัดขึ้นมาใหม่  แต่คนที่นี่จะยอมรับเพลงในน้ำมีปลาในนามีข้าวเสียมากกว่า เพราะดินแดนแห่งความสุขนี้เป็นเช่นนั้นจริงๆ  ในวิถีชีวิตของคนที่นี่ เช้า สาย บ่าย ค่ำ มีวิถีที่เรียบง่ายมีความสุขกับเมืองเล็กๆแต่ผูกพันกับประวัติศาสตร์อันยาวนาน

  

น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน


น้ำกระเจี๊ยบพุทราจีน

คือ การนำเอากระเจี๊ยบแดงแห้งหรือสดก็ได้ มาต้มรวมกับพุทราแห้ง เป็นพุทราจีน หรือพุทราป่า (พุทราไทย) ก็ได้ เพื่อทำเครื่องดื่ม

ประโยชน์
    ช่วยล้างไขมันในเลือดที่มีมากเกินไป เมื่อไขมันถูกล้างออกมาเรื่อยๆ โดยการกินน้ำกระเจี๊ยบพุทราจีนผนังหลอดเลือดก็จะยืดหยุ่นบีบตัวและขยายตัว เพื่อให้การไหลเวียนของเลือดสะดวกขึ้น บีบตัวและขยายตัว ตามจังหวะการเต้นของหัวใจให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยไม่มีไขมันมาขัดขวางพวกเส้นเลือดขอดก็จะพอทุเลาลงได้ แล้วยังข่วยให้เส้นเลือดแข็งแรง ไม่เปราะ

    -ไม่ควรต้มกระเจี๊ยบกินเดี่ยวๆ เป็นเวลานานๆ เพราะจะทำให้ไตเสื่อม จึงต้องมีพุทราจีน
    ตากแห้งผสมลงไปเป็นตัวแก้และยังช่วยบำรุงไตไปพร้อมกัน
    -ไม่เติมน้ำตาลหรือเติมก็ได้ไม่ควรเติมน้ำตาลให้หวานเกินไป

วิธีทำ
    เตรียมกระเจี๊ยบ 1 ขีด
    เตรียมพุทราจีน 2 ขีด
    ล้างน้ำให้สะอาดบีบพุทราจีนให้แตก ใส่รวมกันลงภาชนะเติมน้ำเปล่า 4 ลิตร เคี่ยวประมาณ 1/2 ชั่วโมง ต้มให้เดือดสักพักหนึ่งแล้วยกลง เทกรองเนื้อออกให้เหลือแต่น้ำ เติมน้ำตาลแล้วชิม ถ้าไม่เติมน้ำตาล ใช้ใบหญ้าหวาน หรือลำไยตากแห้ง แทนน้ำตาลจะได้ความหวานจากธรรมชาติที่ไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ทำเก็บใส่ขวดแช่เย็นเอาไว้ดื่มได้หลายวัน

มาดูสรรพคุณของกระเจี๊ยบ
1. เป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดน้ำหนักด้วย
2. ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลข้างเคียง
3. น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง
4. ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี
5. มีฤทธิ์ขับปัสสาวะเป็นการช่วยลดความดัน อีกทางหนึ่ง
6. ช่วยย่อยอาหารเพราะไม่เพิ่มการหลั่งของกรดในกระเพาะอาหาร
7. เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ
8. เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นเพราะมีกรดซิตริคอยู่
9. มีสารแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง

กระเจี้ยบมีสรรพคุณแก้อ่อนเพลีย บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ แก้คอแห้งกระหายน้ำ แก้ความดันโลหิตสูง กัดเสมหะ แก้ไอ ขับเมือกมันในลำไส้ บำรุงโลหิต ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน แก้อาการสมองเสื่อม

นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนผสมในตำรับยาที่ใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นเป็นยาถ่ายพยาธิตัวจี๊ด

วิธี และปริมาณที่ใช้ : นำเอากลีบเลี้ยงหรือกลีบรองดอกสีม่วงแดง ตากแห้งและบดเป็นผง ใช้ครั้งละ 1 ช้อนชา (หนัก 3 กรัม) ชงกับน้ำจืด 1 ถ้วย (250 มิลลิลิตร) ดื่มเฉพาะน้ำสีแดงใส ดื่มวันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันทุกวันจนกว่าอาการขับเบาและอาการอื่นๆ จะหายไป

สารอาหารที่มีประโยชน์
Protocatechuic acid. Hibiscetin, hibicin, organic acid, malvin, gossympetin.

คุณค่าทางโภชนาการ
น้ำกระเจี๊ยบแดงมีรสเปรี้ยวนำมาต้มกับน้ำเติมน้ำตาลและเกลือเล็กน้อย ดื่มแก้ร้อนในกระหายน้ำ และช่วยป้องกันการจับตัวของไขมันในเส้นเลือดได้ นอกจากนี้สีแดงเข้มที่ได้จากสาร Anthocyanin ยังนำไปแต่งสีอาหารตามต้องการได้อีกด้วย


มาดูสรรพคุณของพุทราจีน

พุทราเป็นผลไม้ที่มี วิตามิน A และ c ในปริมาณมาก ซึ่งส่งผลต่อการบำรุงสายตาและผิวให้สุขภาพดีไม่เป็นโรคเกี่ยวกับผิวพรรณและ สายตา ตาไม่ฟาง และไม่บอดกลางคืน

-   เปลือกของพุทราเป็นยาแก้อาการท้องเสียอย่างดี ด้วยเพราะสารแทนนินซึ่งออกรสฝาดในเปลือกพุทรานั่นเอง

-   เมล็ดพุทราก็มีประโยชน์มากเช่นกัน เพราะนำมาป่นรักษาอาการชักในเด็กได้อีกทั้งยังลดไข้แก้หวัดในเด็กด้วย

-  ใบของพุทราก็มีคุณสมบัติในการลดพิษแมลงสัตว์กัดต่อยและผื่นคันต่างๆ ได้อีกด้วย สรรพคุณมีตั้งแต่รากจรดปลายจริงๆ มีพุทราไว้ในบ้านสักต้นรับรองคุ้มจริงๆ

นอกจากนี้พุทราจีนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด บำรุงกำลังที่ดี และใช้ผสมกับยาสมุนไพร บำรุงส่วนอื่นๆอีก นอกจากนี้ยังสามารถลดคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เสนเลือดเเข็งตัว เส้นเลือดหัวใจตีบตัน และเส้นเลือดในสมองแตก ทั้งยังเป็นยาบำรุงประสาทแก้โรคนอนไม่หลับด้วย

ที่มา....ichumphae.com