วันพฤหัสบดีที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2555

พระธาตุประจำปีเกิด (ปีมะโรง)






พระธาตุประจำปีเกิด (ปีมะโรง)

คนปีมะโรง (งูใหญ่) เมื่อมีเคราะห์หรือชีวิตช่วงใดรู้สึกมีปัญหาหรือมีอุปสรรค การดำเนินชีวิตไม่ราบรื่น ควรหาเวลาหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดของตน ซึ่งคนปีมะโรง (งูใหญ่) ต้องไปบูชา พระธาตุวัดพระสิงห์ ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ (บางแห่งว่า พระพุทธสิหิงค์ ที่วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่) ระหว่างที่มีชีวิต หรืออย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งนอกจากความยุ่งยากต่างๆ ในชีวิตของท่าน จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ยังถือว่าท่านได้บุญกุศลและมีอายุยืน ที่สำคัญการที่ท่านได้มานมัสการพระบรมธาตุนั้น โบราณท่านว่าได้อานิสงค์มากได้บุญมาก

และที่อยากจะเน้นเป็นพิเศษก็คือ ตามหลักโหราศาสตร์คนที่เกิดปีมะโรง (งูใหญ่) ปีใดที่มีอายุลงท้ายด้วยเลข ๖ และ ๐ นับเป็นช่วงที่มีเคราะห์ ควรทำบุญมากๆ หน่อย ให้ทำบุญใหญ่ปล่อยวัวควาย กิจการที่ทำอยู่จะเจริญรุ่งเรือง มีลาภผลตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ควรหาโอกาสไปนมัสการ พระธาตุวัดพระสิงห์ (หรือนมัสการพระพุทธสิหิงค์) ให้ได้ ขอรับรองว่าชีวิตของคนปีมะโรงดีขึ้นอย่างแน่นอน

พระธาตุวัดพระสิงห์ ตั้งอยู่ในวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ถนนสามล้าน ตำบลพระสิงค์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของเชียงใหม่ เป็นที่รวมตัวอย่างของศิลปกรรมแบบล้านนา

องค์พระมหาเจดีย์สูงจากพื้นดินถึงยอด ๒๕ วา ฐานสี่เหลี่ยมยาวด้านละ ๑๖ วา ๑ ศอก ๖ นิ้ว พระมหาเจดีย์นี้พระเจ้าผายูเจ้า ผู้ครองนครเชียงใหม่ ได้โปรดให้สร้างขึ้นในพุทธศักราช ๑๘๘๘ ต่อมาครูบาศรีวิสัยนักบุญแห่งล้านนาได้บูรณะปฎิสังขรณ์ และเสริมสร้างให้สูงใหญ่ขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๙ ในประวัติวัดพระสิงห์ไม่ปรากฏรายละเอียดมากนักว่า พระมหาเจดีย์นี้บรรจุพระบรมธาตุส่วนไหน ใครเป็นผู้นำมาบรรจุไว้

อย่างไรก็ตามวัดพระสิงห์วรวิหาร ยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทะรูปที่ศักดิ์สิทธิ์และมีพุทธลักษณะที่สวยงาม เป็นที่เคารพสักการบูชาของคนทั่วไป คือพระพุทธสิหิงค์หรือคนทั่วไปเรียกว่าพระสิงห์ และจากคำกล่าวนมัสการพระธาตุพระสิงห์ ที่ปรากฏในตำราพระธาตุประจำปีเกิดนั้น เมื่อแปลเป็นภาษาไทย ทำให้ทรายว่าคงหมายถึงพระพุทธสิหิงค์ ที่ได้อัญเชิญมาจากประเทศลังกา และประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์นี้ ดังนั้นจึงขอนำประวัติพระพุทธสิหิงค์มาลงให้ปรากฏโดยสังเขป

พระเจ้ากรุงลังกาองค์หนึ่งได้สร้างขึ้น พระเจ้านครศรีธรรมราชได้ไปขอมาถวายสมเด็จพระเจ้ารามราช (พระร่วง) พระเจ้ากรุงสุโขทัย พระพุทธสิหิงค์ได้ประดิษฐานอยู่ที่กรุงสุโขทัย เป็นที่เคารพสักการบูชามาหลายรัชกาล จนถึงรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ แห่งกรุงศรีอยุธยา ครั้นกรุงศรีอยุธยาได้กรุงสุโขทัยเป็นเมืองขึ้นแล้ว จึงได้อาราธนาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานอยู่ ณ กรุงศรีอยุธยา ต่อมาพระยาญาณดิศผู้เป็นราชบุตร ได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ ณ เมืองกำแพงเพชร อยู่มาไม่นานพระยาพรหมเจ้าเมืองเชียงรายยกทัพมาตีเมืองกำแพงเพชรได้ จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ไปประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงราย ครั้นกาลล่วงมา พระยาพรหมกับพระเจ้าแสนเมืองมา เจ้าเมืองเชียงใหม่เกิดวิวาทกัน พระเจ้าแสนเมืองมาจึงได้ยกทัพไปตีเมืองเชียงรายและได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงมาประดิษฐานไว้ ณ นครเชียงใหม่ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๒๐๕ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จไปตีนครเชียงใหม่ได้ จึงได้อาราธนาอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระศรีสรรเพชญ์ในกรุงศรีกรุงศรีอยุธยา และประดิษฐานอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเป็นเวลา ๑๐๕ ปี จนถึงกรุงศรีอยุธยาแก่พม่า ซึ่งในสมัยนั้น เมืองเชียงใหม่ยังเป็นของพม่าอยู่ ชาวเมืองเชียงใหม่จึงได้พากันอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์กลับไปประดิษฐานไว้ ณ เมืองเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐


พระธาตุประจำปีเกิด (ปีเถาะ)






พระธาตุประจำปีเกิด (ปีเถาะ)

     คนปีเถาะ (กระต่าย) เมื่อมีเคราะห์หรือชีวิตใดรู้สึกมีปัญหาหรือมีอุปสรรค การดำเนินชีวิตไม่ราบรื่น ควรหาเวลาหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดของตน ซึ่งคนปีเถาะ (กระต่าย) ต้องไปบูชา พระธาตุแช่แห้ง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ หรืออย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งนอกจากความยุ่งยากต่างๆ ในชีวิตของท่าน จะคลี่คบายไปในทางที่ดีขึ้น ยังถือว่าท่านได้บุญกุศลและมีอายุยืน ที่สำคัญการที่ท่านได้มานมัสการพระบรมธาตุนั้น โบราณท่านว่าได้อานิสงส์มาก ได้บุญมาก
อนึ่งคนที่เกิดปีเถาะที่มีอายุลงท้ายด้วย ๑-๓-๖ และ ๙ นับเป็นช่วงชีวิตที่มีโฉลกดี ขอแนะนำว่า ช่วงเวลาดังกล่าวถ้าจะให้ดีควรทำบุญมากๆ เป็นพิเศษ จะได้เป็นกุศลหนุนส่งให้ชีวิตช่วงนั้นดวงชะตาดียิ่งขึ้นไปอีก การงานหรือกิจการที่ทำอยู่เจริญรุ่งเรือง มีโชคมีลาภแวะเวียนมาหาไม่ขาดสาย และที่สำคัญให้หาเวลา ไปนมัสการพระธาตุแช่แห้ง ให้ได้ แม้ท่านจะรู้ว่าชีวิตช่วงนั้นเจริญก้าวหน้าและมีความสุขอย่างที่ท่านคาดไม่ถึง

     พระธาตุแช่แห้ง อยู่ที่วัดพระธาตุแช่แห้ง บ้านหนองเต่าหมู่ ๓ ตำบลฝายแก้ว (ม่วงติ๊ด) อำเภอเมือง อยู่บนดอยภูเพียงแช่แห้ง ๓ กิโลเมตร ไปทางตะวันออกของแม่น้ำน่าน

     พระธาตุแช่แห้ง เป็นพุทธสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดน่าน อายุกว่า ๖๐๐ ปี ประวัติมีว่า เมื่อปีพุทธศักราช ๑๘๙๖ เจ้าพระยาการเมืองขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นเจ้าเมืองน่านได้ทรงรับมอบพระบรมสารีริกธาตุ ๗ องค์จากพระยาลิไท แห่งเมืองสุโขทัย พระบรมสารีริกธาตุเหล่านั้นมีวรรณะ (สี) ต่างกัน คือ เท่าเม็ดพันธุ์ผักกาด มีวรรณะดังแก้ว ๒ องค์ มีวรรณดังมุก ๓ องค์ และมีวรรณดังทองคำ ๒ องค์ พร้อมด้วยพระพิมพ์ทองคำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ จึงอัญเชิญไปประดิษฐาน ณ ดอยภูเพียงแช่แห้ง ทรงนำพระบรมสารีริกธาตุกับพระพิมพ์ทองคำ พระพิมพ์เงินบรรจุลงในเต้าปูนสำริดแล้วก่อพระเจดีย์คร่อมขึ้นสูงเหนือพื้นดิน ๑ วา แล้วทำกำแพงโดยรอบพระเจดีย์นั้นด้วย
ต่อมาเจ้าหลวงท้าวขาก่าน ได้ก่อพระเจดีย์คร่อมองค์เดิมสูง ๖ วา และต่อมาปีพุทธศักราช ๒๐๒๘ เจ้าเมืองติโลราชเชียงใหม่ได้สั่งให้ท้าวอ้ายยวมมาครองนครน่าน ได้สร้างเจดีย์คร่อมองค์เดิมให้สูงกว่าเก่าคือกว้าง ๑๐ วา สูง ๑๗ วา สิ้นเวลา ๔ ปีจึงสำเร็จ และได้ทำการฉลองเป็นการใหญ่

      ต่อมาเจ้าผู้ครองนครน่าน ได้บูรณปฏิสังขรณ์ตลอดมาอีกหลายครั้งรวมทั้งได้ปิดทองคำเปลว ทำฉัตร ๙ ชั้น สวมยอดเจดีย์ด้วย ตามตำนานกล่าวว่าปีพ.ศ. ๒๓๓๒ ขณะที่ทำการยกฉัตรขึ้นสู่ยอดพระธาตุแช่แห้งนั้น มีอัศจรรย์ ๗ ประการปรากฏให้เห็นกล่าวคือ มีพระยาแร้ง ๔ ตัวเข้ามาแอบซ่อนอยู่ที่พระมหาเจดีย์ผู้คนทั้งหลายต่างได้รู้เห็นกันและได้ยินเสียงเหมือนเสียงนกยูงบินมาแต่ทิศใต้ แต่มองไม่เห็นตัว และยังปรากฏว่าได้เห็นงูตัวหนึ่ง เลื้อยเข้าไปในบริเวณพระมหาธาตุเจดีย์แล้วก็หายไป โดยไม่ทราบว่าหายไปไหน อีกทั้งเมฆฝนบนท้องฟ้าก็หายไปสิ้น อากาศบริสุทธิ์สว่างมากนัก ดาวบนท้องฟ้ายังปรากฏให้เห็นแก่คนทั้งหลายในเที่ยงวันนั้น ทั้งปรากฏการณ์เป็นฝนตกลงมาเห็นเม็ดอยู่แท้ๆ เหมือนจะถูกต้องตัวคนและจับถือเอาได้ แต่ก็ไม่ถูกต้องตัวคนและจับเม็ดฝนไม่ได้สักคน เหตุอัศจรรย์เช่นนี้ปรากฏอยู่ ๒ วันจึงหายไป

     ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ ในโอกาสที่รัฐบาลไทยได้ทำการเฉลิมฉลอง มีพระพุทธศาสนาได้ยั่งยืนมากึ่งพุทธกาล คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ร่วมกันบริจาคแผ่นทองเหลือง เพื่อหุ้มองค์ธาตุให้เหมือนของเดิม (เจดีย์สูง ๕๕.๕ เมตร) เมื่อหุ้มองค์พระธาตุเจ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้ลงรักปิดทองเหลืองอร่ามดังที่เห็นอยู่ปัจจุบันนี้

     ตำนานพระธาตุแช่แห้งกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปโปรดสัตว์ ประกาศพระศาสนาตามชนบทบ้านน้อยเมืองใหญ่หลาย ก็ได้เสด็จมาถึงเมืองนนทบุรี ได้เสด็จประทับ ณ ริมน้ำน่านทางทิศตะวันออกที่บ้านห้วยไคร้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของจังหวัดน่านปัจจุบัน ในกาลนั้นพระพุทธเจ้าได้เสด็จไปถึงริมน้ำห้วยไคร้ ทรงทอดพระเนตรเห็นน้ำอันใสสะอาดดุจแก้วไพฑูรย์ พระพุทธเจ้าทรงปรารถนาที่จะสรงน้ำ ขณะเดียวกันท้าวอมละราช เจ้าเมืองนนทบุรีพร้อมกับภริยาก็มาเพื่ออาบน้ำมนที่นั้นด้วยเช่นกัน ได้ทอดพระเนตรเห็นพระพุทธเจ้าก็มีความตกใจกลัว คิดในใจว่าชลอยจะเป็นพระอินทร์หรือเทวดาแน่แท้ จึงได้เข้าไปไหว้ทูลถามว่า “พระองค์มีพระนามว่าอะไร”

      พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า “เราได้ชื่อว่าตถาคต คือ เป็นพระพุทธเจ้าเป็นครูแก่โลกทั้งสาม” เจ้าเมืองเมื่อได้ทราบว่าเป็นพระพุทธเจ้า ก็มีความปีติยินดียิ่งนักจึงได้ถวายผ้าขาวแด่พระพุทธเจ้าผืนหนึ่ง พระองค์ก็ทรงรับผ้าขาวนั้นด้วยพระมหากรุณาพร้อมกับได้ถวายผลสมอแห้งจำนวน ๗ ลูกแด่พระพุทธเจ้าด้วย พระพุทธองค์ได้ตรัสพยากรณ์กับเจ้าเมืองว่า ต่อไปในภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นนครอันกว้างใหญ่ไพศาล มีความอุดมสมบูรณ์ และจะมีนามว่าเมืองน่าน และพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จไปประทับ ณ โคนต้นสำโรงบนดอยภูเพียงแช่แห้ง และเสวยผลสมอแห้งที่เจ้าเมืองถวาย แต่เนื่องจากผลสมอแห้งมากก่อนเสวยได้ทรงแช่ผลสมอในน้ำเสียก่อน และทรงพยากรณ์ต่อไปว่า ณ สถานที่นี้ต่อไปจะมีผู้นำเอาพระบรมสารีริกธาตุข้อมือข้างซ้ายของพระองค์มาบรรจุไว้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตราบสิ้น ๕,๐๐๐ พรรษาและจะมีชื่อว่าพระธาตุแช่แห้ง ตามนิมิตที่เจ้าเมืองได้แช่สมอแห้งถวายพระพุทธเจ้า

     ปกติที่วัดพระธาตุแช่แห้ง จัดงานประจำปี ซึ่งเป็นงานประเพณีนมัสการพระบรมธาตุและปิดทองพระ ทุกวันเพ็ญเดือน ๔ (หรือเดือน ๖ เหนือ) และวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอ้าย


คำไหว้พระธาตุแช่แห้ง จังหวัดน่าน

ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วกล่าวคำบูชาว่า
ยา ธาตุภูตา อะตุลา นันทะปุเร เทวานุภาเวนะ วะระธาตุ เสฏฐัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา อะหัง วันทามิ ธาตุโย

คำไหว้พระธาตุแช่แห้ง สำหรับผู้เกิดปีเถาะ

ยา ธาตุภูตา อะตุลานุภาวา จิรัง ปะติฏฐิตา นันทะกัปปะเก ปุเร เทเวนะ คุตตา วะระพุทธะธาตุงจิรัง วันทามิ หันติง ชินะธาตุโยโส ตะถาคะตัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา อะหัง วันทามิ ทูระโต


พระธาตุประจำปีเกิด(ปีขาล)






พระธาตุประจำปีเกิด(ปีขาล)

       คนปีขาล (เสือ)เมื่อมีเคราะห์หรือชีวิตช่วงใดรู้สึกมีปัญหาหรือมีอุปสรรคการดำเนินชีวิตไม่ราบรื่น ควรหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดของตน ซึ่งคนปีขาล(เสือ)ต้องไปบูชา พระธาตุช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ระหว่างที่มีชีวิตอยู่ หรืออย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งนอกจากความยุ่งยากต่างๆในชีวิตของท่าน จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น โบราณท่านว่าได้อานิสงส์มากได้บุญมากและที่จะอาจเน้นเป็นพิเศษก็คือ ตามหลักโหราศาสตร์คนที่เกิดปีขาลปีใดที่อายุตกอยู่ในเลขสี่ข้างท้ายให้ทำบุญมากๆ ตำแหน่งหน้าที่การงานหรือกิจการที่ทำอยู่จะเจริญรุ่งเรืองดีมาก ดังนั้นจึงขอแนะนำว่า ควรหาโอกาสไปนมัสการ พระธาตุช่อแฮให้ได้ ขอรับรองว่าดีแน่ๆ

       พระธาตุช่อแฮ ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุช่อแฮ (เลขที่ ๑๕๑ หมู่ ๑ ตำบลช่อแฮ อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ๕๔๐๐๐)อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมืองแพร่ประมาณ ๘ กิโลเมตร องค์พระธาตุมีลักษณะเป็นเจดีย์รูปแปดเหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง ศิลปะแบบเชียงแสน บรรจุเกศาธาตุและพระธาตุข้อศอกซ้ายของพระพุทธเจ้า เจดีย์สูง ๓๓ เมตร ฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ ๑๑ เมตร

พระธาตุช่อแฮสร้างขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๑๘๗๙-๑๘๘๑(จ.ศ.๕๘๖-๕๘๘)ในสมัยที่พระมหาธรรมราชาธิราช (ลิไท)ยังทรงเป็นพระมหาอุปราช พระราชบิดาโปรดฯให้ไปครองเมืองศรี สัชนาลัย(สวรรคโลก) พระองค์มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชนและทรงวางแบบแผนคณะสงฆ์ตามลังกาทวีป จัดให้มีพระสงฆ์ ๒ ฝ่าย คือ คามวาสี ศึกษาพระธรรมวินัยเพื่อสั่งสอนคนทั่วไป และ อรัญวาสี ศึกษาวิปัสสนา มุ่งความสงบสุขแห่งจิตใจ นอกจากนั้นทรงทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยโปรดให้สร้างสถานที่ ที่ปรากฏในพุทธประวัติไว้ตามสถานที่ต่างๆเพื่อให้คณะสงฆ์ตลอดทั้งชาวเมืองทั้งหลาย ศึกษาวิปัสสนา พระองค์ได้โปรดพระราชทานพระบรมธาตุแก่ขุนลั๊วะอ้ายก๊อม ให้นำไปบรรจุไว้ในฐานเจดีย์ที่จะสร้างให้คนทั้งหลายกรายไหว้บูชา ในการนี้ขุนลั๊วะอ้ายก๊อมได้กล่าวชักชวนหัวเมืองต่างๆ ให้มาสร้างพระเจดีย์โดยช่วยกันสำรวจสถานที่ ที่จะสร้าง เมื่อขุนลั๊วะอ้ายก๊อมมาถึงบริเวณโกสิยธชัคคบรรพต เห็นเป็นทำเลดีเหมาะสม จึงกำหนดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้น ขุนลั๊วะอ้ายก๊อมได้สร้างสิงห์ทองคำขึ้น ๑ ตัว เอาผอบที่บรรจุพระบรมธาตุไว้ในท้องสิงห์ทองคำตัวนั้น แล้วหล่อเงินและทองคำเป็นแผ่นมาก่อเป็นแท่นสำหรับตั้งสิงห์ทองคำ นำสิงห์ทองคำนั้นบรรจุในองค์พระเจดีย์เรียบร้อย ให้โบกปูนทับปิดช่องเจดีย์ เอาแผ่นทองเหลือง (ทองจังโก) บุรอบองค์พระเจดีย์ตั้งแต่ฐานถึงคอระฆังสูง ๒ วา เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขุนลั๊วะอ้ายก๊อมและบรรดามิตรสหายก็จัดงาน กระทำการสักการะบำเพ็ญกุศลฉลองอย่างมโหฬารเป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน โดยรอบองพระเจดีย์ประดับประดาด้วยผ้าแพรสีต่างๆ พระเจดีย์องค์นี้ จึงได้ชื่อว่า พระธาตุช่อแฮ (คำว่าแฮ คงเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า แพร)
ประเพณีงานนมัสการพระธาตุช่อแฮ ได้มีขึ้นระหว่างวันขึ้น ๙ ค่ำ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เหนือ (หรือเดือน ๔ ใต้) ทุกปี

คำไหว้พระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่

โกเสยยะ ธะชัคคะ ปัพพะเต สัตตะมะโนรัมเม พุทธะเกสาธาตุ อะหังวันทามิ สัพพะทา อะหัง วันทามิ ธาตุโย อะหัง วันทามิ สัพพะโส

แปลว่า ข้าพเจ้าขอไหว้พระเกศาธาตุแห่งองค์สมเด็จพระสัมพุทธเจ้า ซึ่งประดิษฐานอยู่บนธชัคตบรรพตแห่งเมืองโกศัย อันเป็นที่รื่นรมย์ใจของชนทั้งหลาย โดยประการทั้งปวงในกาลทุกเมื่อแล





พระธาตุประจำปีเกิด (ปีฉลู)




พระธาตุประจำปีเกิด (ปีฉลู)

คนปีฉลู(วัว)เมื่อมีเคราะห์หรือชีวิตช่วงใดรู้สึกมีปัญหา หรือมีอุปสรรคการดำเนินชีวิตไม่ราบรื่น ควรหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดของตน ซึ่งคนปีฉลู(วัว)ต้องไปบูชา พระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ระหว่างที่มีชีวิตอยู่หรืออย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต ซึ่งนอกจากความยุ่งยากต่างๆในชีวิตของท่าน จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ยังถือว่าท่านได้บุญกุศลและมีอายุยืน ที่สำคัญการที่ได้มานมัสการพระบรมธาตุนั้น โบราณท่านว่าได้อานิสงส์มาก ได้บุญมาก

พระธาตุลำปางหลวง ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุลำปาง (๕๔๑ บ้านลำปางหลวง หมู่๑ ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง) ห่างจากตัวจังหวัดลำปางไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณ ๑๘ กม. องค์พระธาตุกว้างด้านละ ๑๒ วา สูงจากฐานถึงยอด ๒๒ วา ๒ ศอก (สูง ๔๕ เมตร)ก่อด้วยอิฐถือปูนาทาบด้วยแผ่นทองเหลือง แผ่นทองแดงตลอดทั้งองค์และธาตุ เมื่อครั้งพุทธกาลครั้งนั้นพระสถูปเจดีย์ที่ลั๊วะก่อนสร้างสูงเพียง ๗ ศอก ต่อมาเมื่อพระองค์ปรินิพานแล้ว ๒๑๘ ปี มีพระอรหันต์ ๒ องค์ชื่อกุมารกัสสปะ ได้นำเอาอัฐิธาตุพระนลาตข้างขวาของพระพุทธเจ้า และพระเมฆิยะเถระนำเอาอัฐิธาตุลำคอข้างหน้าข้างหลังมาบรรจุไว้อีก

พระสถูปเจดีย์ซึ่งปรากฏในตำนาน ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ที่ปรากฏอยู่ทุกวันนี้ ได้สร้างเมื่อครั้งเจ้าเมืองหาญศรีรัตถะมหาสุรมนตรี ซึ่งพระเจ้าติลกปนัดดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ ได้ส่งมาครองเมืองนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๙

ตามตำนานพระธาตุลำปางหลวงกล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงสำราญพระอิริยาบถ อยู่พระเชตวันมหาวิหาร คืนหนึ่งยามใกล้รุ่งพระองค์ทรงรำพึงว่า ตั้งแต่ถาคตได้ตรัสรู้เป็นสัพพัญญูตญาณมาได้ ๒๕ พรรษาแล้ว เมื่ออายุได้ ๘๐ ปี ตถาคตก็จะปรินิพพานควรที่ตถาคตจักอธิษฐานธาตุให้ย่อย เพื่อให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนำไปบรรจุกราบไหว้บูชา เสมือนดังตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่ ดังนั้นรุ่งขึ้นเป็นวันมหาปวารนาออกพรรษา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๓ องค์ กับพระอานนท์เถระรวมเป็นองค์ที่ ๔ พระเจ้าปเสนทิโกศลตามเสด็จออกจากพระเชตวันมหาวิหาร ไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ทั้งหลาย จนกระทั่งเสด็จถึงบ้านสัมภะการี(บ้านลำปางหลวง) พระพุทธองค์ทรงประทับนั่งอยู่เหนือดอยม่อนน้อย(เขาเตี้ย)ขณะนั้นมีชายผู้หนึ่งชื่อลั๊วะอ้ายกอนเห็นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ก็มีความเลื่อมใส จึงได้นำน้ำผึ้งบรรจุกระบอกไม้ป้าง(ไม้ข้าวหลามไม้เปราะ) พร้อมด้วยมะพร้าวและมะตูมอย่างละ ๔ ลูกถวายพระพุทธเจ้าพระพุทธองค์ทรงรับ แล้วส่งมอบกระบอกน้ำผึ้งแก่พระอานนท์เถระนำไปกรองลงในบาตร แล้วพระองค์จึงได้เสวยน้ำผึ้งนั้นและพระองค์จึงทรงพยากรณ์ว่า สถานที่นี้ต่อไปจักมีผู้มาสร้างเมืองมีชื่อว่า “ลัมภะกัปปะนคร” และต่อจากนั้นพระองค์ก็ยกพระหัตถ์ข้างขวาขึ้นลูบพระเศียรได้พระเกศา ๑ เส้นติดพระหัตถ์มาพระองค์จึงมอบให้แก่ลั๊วะอ้ายกอน ลั๊วะอ้ายกอนรับเอาพระเกศาโดยความโสมนัสเป็นล้นพ้น แล้วนำลงบรรจุในผอบทองคำใหญ่ ๗ กำ ขณะนั้นพระเจ้าปเสนทิฯพร้อมด้วยพระอรหันต์เจ้าจึงให้ขุดหลุมอันหนึ่งกว้าง ๕ วาลึก ๕ วา อัญเชิญพระธาตุเกศาประดิษฐานกลางหลุมนั้น ได้นำแก้วแหวนเงินทองเป็นอันมากถวายเป็นพุทธบูชาลงฝังในหลุมนั้นด้วย เสร็จแล้วก็แต่งยนต์ผัด(ยนต์หมุน)รักษาพระเกศาธาตุไว้จัดการถมดินดีแล้ว ได้ก่อเป็นพระเจดีย์บนหลุมอุโมงค์นั้นสูง ๗ ศอกพระพุทธเจ้าได้ทรงพยากรณ์ต่อไปว่า เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้วได้ ๒๑๘ ปี จักมีพระอรหันต์ลูกศิษย์ตถาคต ๒ องค์ คือกุมารกัสปะเถระจักได้นำพระอัฐฺพระนลาตข้างขวา พระเมฆิยเถระจักได้นำเอาอัฐิลำคอข้างหน้าหลังของตถาคตมาบรรจุไว้ในที่นี้อีกแล เจดีย์นี้จักปรากฏเป็นเจดีย์ทองจักได้ชื่อว่า “ลัมภะกัปปะ” หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าก็ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านน้อยเมืองใหญ่ต่อไป

ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้วได้ ๒๑๘ ปี ได้มีพระยาศรีธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศก)บังเกิดศรัทธาในพระศาสนาอยากจะสร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุให้มีจำนวน ๘๔,๐๐๐ องค์ เพื่อถวายเป็นการบูชาพระธรรมของพระพุทธองค์ ซึ่งมี ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ พระองค์ได้ทรงรวบรวมพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าตามเมืองต่างๆ แล้วจึงได้แบ่งมอบให้พระเถระเจ้าทั้งหลายอัญเชิญไปประดิษฐานในเจดีย์นั้นๆ

ส่วนกุมารกัสสปะเถระและพระเมฆิยเถระ ก็ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุตามดังกล่าวมาประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ลัมภะกัปปะนครวัดพระธาตุลำปางหลวง ตามพระพุทธพยากรณ์ทุกประการปกติที่วัดพระธาตุลำปางหลวง จัดงานประจำปี ทุกวันเพ็ญเดือน ๑๒ (วันลอยกระทง)

คำไหว้พระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง

ยา ปาตุภูตา อะตุลานุภาคะจีรัง ปะติฏฐาลัมภะ กัปปะปุเร เทเวนะ คุตตา อุตตะระภิทัยยานะมามิ ภันตัง วะระชินะธาตุง

คำไหว้พระธาตุลำปางหลวง (สำนวนเก่า)

ยา ปาตุภูตา อะตุลานุภาวา จิรัง ปะติฏฐฺตา ลัมภะกัปปะปุเร เทเวนะ คุตตา อุตตะราภิเธยยา นะมามิหันตัง วะระชินะธาตุง กุมาระ กัสสะปัง นะลาตะธาตโย เมฆิยะมะหาเถระ กัณณะธาตุ ฐะเปติ มะหาฐาเน เจติยัง ปูชิตา นะระ เทเวหิ อะหัง วันทามิ ธาตุโย






พระธาตุประจำปีเกิด (ปีชวด)






พระธาตุประจำปีเกิด (ปีชวด)

คนปีชวด (หนู) เมื่อมีเคราะห์หรือชีวิตช่วงใดรู้สึกมีปัญหาหรือมีอุปสรรคการดำเนินชีวิตไม่ราบรื่น (โดยเฉพาะช่วงอายุ ๓๖ – ๔๘ และ ๖๐ ปี ตามเกณฑ์ทั่วไปคนปีชวดจะมีเคราะห์) ควรหาโอกาสไปนมัสการพระธาตุประจำปีเกิดของตน ซึ่งคนปีชวด (หนู) ต้องไปบูชา พระธาตุจอมทอง ที่อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่ หรืออย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ซึ่งนอกจากความยุ่งยากต่างๆ ในชีวิตของท่าน จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ยังถือว่าท่านได้บุญกุศลและมีอายุยืน

พระธาตุจอมทอง อยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง (๑๕๗ ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่) บรรจุพระบรมธาตุส่วนกะโหลกด้านขวา (เรียกว่าทักษิณโมษีธาตุ) ธาตุกระดูกด้ามมีดเบื้องขวา (ขากรรไกร) สัณฐานรูปสามเหลี่ยมเท่าเมล็ดข้าว สารหักและส่วนอื่นรวม ๕ องค์ เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดสัณฐานกลมเกลี้ยงสีดอกพิกุลแห้ง หรือสีดอกบัว (เปลี่ยนสีตามกาลได้)

ปราสาทที่ประดิษฐานพระบรมธาตุนี้ สร้างโดยพระรัตนราช (พระเมืองแก้ว) เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ มีอายุประมาณ ๔๐๐ กว่าปี ก่อด้วยอิฐถือปูนสลักลวดลายอย่างงดงาม ปิดทองทั้งองค์ลักษณะสัณฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส คล้ายพระเจดีย์ฐานกว้าง ๔ เมตร สูงจากพื้นดินถึงยอด ๘ เมตร ภายในปราสาทเป็นคูหามีประตูปิดเปิดได้ กลางคูหามีแท่นสำหรับตั้งพระโกศพระบรมธาตุ

โกศที่ประดิษฐานพระบรมธาตุมี ๕ ชั้นคือ ชั้นที่ ๑ เป็นโกศเงินสัณฐานกลมกว้าง ๑ ศอก สูง ๑ เมตร ชั้นที่ ๒ ภายในโกศเงินเป็นโกศทองเหลืองหล่อปิดทองสัณฐานกลมกว้าง ๑๐ นิ้วสูง ๑ ศอก ชั้นที่ ๓ ภายในโกศทองเหลืองเป็นผอบเงิน ชั้นที่ ๔ ภายในผอบเงินเป็นผอบทองคำลงยาประดับเพชร น้ำหนัก ๔๑กรัม ชั้นที่ ๕ ภายในผอบลงยาเป็นผอบทองคำเกลี้ยงหนัก ๑๖ กรัม ขนาดเท่าผลมะยมเขื่อง พระบรมธาตุประดิษฐานอยู่ในผอบทองคำชั้นที่ ๕นี้

องค์พระบาทธาตุ เป็นพระบรมธาตุขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวหรือเมล็ดข้าวโพด สัณฐานกลมเกลี้ยง สีดอกพิกุลแห้ง หรือคล้ายดอกทองบวม พูดถึงสีพระบรมธาตุองค์นี้นับว่าเป็นแปลก เพราะเมื่อดูขณะหนึ่งเป็นสีหนึ่ง เมื่อดูอีกก็จะกลายเป็นสีหนึ่งไป แม้แต่ผู้ที่ไปเห็นมาด้วยกันก็เห็นไม่เหมือนกัน บางคนก็เห็นเป็นสีขาว บางคนก็เห็นเป็นสีเหลือง ตามความสังเกตของผู้ใกล้ชิด ถ้าดูห่างๆจะเห็นเป็นสีเหลืองคล้ายทองคำ ถ้าดูใกล้ๆจะเห็นเป็นสีขาวหม่น

เกี่ยวกับอภินิหาร ปรากฏว่าพระบรมธาตุองค์นี้มักสำแดงอภินิหารอยู่เสมอ กล่าวคือ เมื่อถึงวันพระ ๘-๑๕ ค่ำ เวลากลางคืนมักจะมีแสงสว่างประหลาดผุดพุ่งขึ้นข้างบน ฉวัดเฉวียนไปมาแต่ไม่มีเสมอทุกวันพระ

ปกติที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง จัดงานประจำปี ณ วันเพ็ญเดือน ๗ (เดือน ๙เหนือ) และวันเพ็ญเดือน ๓ (เดือน ๕เหนือ)

วันเพ็ญเดือน ๗ (หรือเดือน ๙เหนือ)เป็นวันพระบรมธาตุเข้าพรรษา มีงานตั้งแต่ขึ้น ๑๐ ค่ำ มีการแห่พระบรมธาตุไปบูชาที่พระอุโบสถ ประชาชนนำเครื่องไทยทานไปถวายบูชาพระบรมธาตุ สรงน้ำพระบรมธาตุ กลางคืนมีมหรสพ ดอกไม้เพลิงและอื่นๆพอถึงวันเพ็ญเดือน ๓(หรือเดือน๕เหนือ)เป็นวันพระบรมธาตุออกพรรษา มีงานฉลองเช่นกัน แต่ไม่มากเท่าวันเพ็ญเดือน ๗
การบูชาพระธาตุ นอกจากจะจัดอัฏฐบริขารแล้ว ยังมีเครื่องแห่ คือ พัดค้าว จามรบังตะวัน เกือกทุ่งยุ โคม ธงชัย ธงลาย ธงทองคำ ธงช้าง ธงชัยเงินและเครื่องสักการะอื่นๆ

คำไหว้พระธาตุจอมทอง จ.เชียงใหม่

อะหัง นะมามิ ติโลกะโมลี ติโลภัสสะ ภะคะวะโต ทักขิณโมลี ปะติ ฏฐิตัง ภะคะวะโต อะธิษฐานะพะเลนัฏฐิตัง โลหะกูเฏพุทธะนิ อังคะรัฏฐะ กิตติมันตัง มะโนหะรัง โลกานัง สัพพะโลเกหิปูชิตัง อะมิสะปะฏิปัตติวาสะนะ สัพพะทา

แปลว่า อันว่าข้าขอไหว้ซึ่งพระธาตุจอมหัวเบื้องขวาแห่งพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐล้ำเลิศในโลกทั้งสาม ซึ่ง(พระธาตุนั้น)ตั้งอยู่ด้วยกำลังอธิษฐานแห่งพระพุทธเจ้าบนดอยจอมทอง อันมีเมืองอังครัฏฐะอันลือชา นำมาซึ่งความเลื่อมใสศรัทธายินดีปิติปราโมทย์แห่งโลกทั้งสาม ซึ่งควรบูชาด้วยสามารถแห่งอามิสบูชาและปฏิบัติบูชาในกาลทุกเมื่อแลฯ

น้ำสำหรับสรงพระบรมธาตุวัดพระธาตุจอมทอง

ผู้คนจากที่อื่นๆอาจจะไม่ทราบ เตรียมน้ำสะอาดไปสรง แต่ความจริงนิยมสรงด้วยน้ำแม่กลาง ซึ่งไหลมาจากน้ำตกแม่กลาง ผ่านมาทางทิศตะวันตกของวัด เจือด้วยน้ำหอมหรือแก่นจันทร์ ความเชื่อดังกล่าวมาจากตำนานที่ว่า เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดพระยาอังครัฏฐะทรงเสด็จประทับบนดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายนี้ และพระพุทธองค์เสด็จลงสรงสนามในแม่น้ำนี้ด้วย หากสามารถกระทำตามที่แนะนำได้ ย่อมได้อานิสงค์เพิ่มมากขึ้น


วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

ครูสอนโยคะที่ "เซ็กซี่ที่สุด"




ครูสอนโยคะที่ "เซ็กซี่ที่สุด" ในประเทศจีน 

     โยคะ เป็นที่นิยมไม่น้อยในประเทศไทยเช่นเดียวกันในประเทศจีนก็ไม่แพ้กัน ว่ากันว่าครูสอนโยคะที่สวยที่สุดในจีนมีนามว่า "หมู่ฉี หมีหย่า" เนื่องจากมีรูปร่างสุดเซ็กซี่ ทั้งยังมีคุณวุฒิเป็นครูสอนโยคะระดับกลางของแห่งชาติจีนอีกด้วย เรียกว่าทั้งสวยทั้งเก่ง

     ไม่รู้ว่าประเทศไทยมีครูสอนโยคะที่เซ็กซี่เหมือนมิส หมู่ฉี หมีหย่า หรือเปล่า ใครรู้บอกด้วยจะบึ่งไปเป็นลูกศิษย์

     สำหรับโยคะ เป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่ง เป็น การฝึกเพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ เป็นการเตรียมกายใจให้พร้อมเพื่อเสริมสร้างสมดุลให้เกิดขึ้นทั้งร่างกายและ จิตใจ ในการฝึกโยคะผู้ฝึกโยคะทุกคนต้องยึดถือและปฏิบัติโดยเคร่งครัดเพื่อให้ สามารถป้องกันรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ การที่มีสมดุลภายในร่างกายและจิตใจที่ดีจะมิให้บังเกิดโรคได้

     โยคะ ถือ กำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีที่แล้ว โดยในสมัยโบราณนั้นมนุษย์ได้ค้นคว้าเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับความเข้าใจในความ เป็นอยู่ของตนเอง อดีตมีการจารึกถ้อยคำด้วยตัวอักษรความรู้ที่สำคัญๆทั้งหมดถูกส่งผ่านคนรุ่น หนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งในรูปแบบของนิทาน ด้วยวิธีการเช่นนี้ ความรู้ต่างๆจึงได้สะสมขึ้นและวัฒนธรรมต่างๆได้พัฒนาขึ้นมา และนี่คือวิธีการที่การฝึกโยคะได้ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันในหุบเขาแห่ง อินดัส วอลเลย์ นักโบราณคดีได้ค้นพบไม้แกะสลักและศิลปะรูปปั้นที่แสดงถึงการฝึกโยคะ ศิลปะเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยประชาคมที่มีความเจริญเป็นอย่างสูง ซึ่งเจริญอยู่ในพื้นที่แถบนั้นช่วง 2000 และ1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ปัจจุบัน คือส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน)

     นักปราชญ์ชาวฮินดูคน หนึ่งชื่อว่า พาตานจาลี เป็นคนแรกที่ปรับปรุงการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน เขาเขียนสูตรของการฝึกโยคะเป็นหัวข้อ 8 หัวข้อสั้นๆ หัวข้อเหล่านี้เชื่อว่าได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช [1] โดยผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายเรียกว่า yogins or yogis ส่วนผู้หญิงเรียกว่า yoginis ส่วนผู้สอนเรียกว่า guru ประเทศตะวันตกได้นำโยคะมาเป็นการออกกำลังกายโดยดัดแปลงจาก Hatha-Yoga ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของโยคะ





ที่มาของแหล่งข้อมูล
http://www.indiaindream.com/โยคะ/ครูสอนโยคะเซ็กซี่ที่สุด.html
เข้าถึงข้อมูล วันที่ 4 เมษายน 2555

วันอังคารที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2555

ตรีผลา น้ำสมุนไพรใช้ล้างพิษ



ตรีผลา น้ำสมุนไพรใช้ล้างพิษ 
      ตำรับยาตามแพทย์แผนไทยที่มีชื่อว่า ตรีผลา คนไทยทั่วไปอาจไม่คุ้นชื่อยาตำรับนี้ แต่ในวงการแพทย์แผนไทยและแพทย์อายุรเวทอินเดีย ยาสมุนไพรตำรับนี้เป็นยาพื้นฐานที่รู้จักกันมาแต่โบราณกาล ว่าเป็นยาที่มีสรรพคุณช่วยรักษาความสมดุลธาตุทั้ง 4 ของร่างกาย และเป็นยาที่ปลอดภัยไร้พิษข้างเคียงใดๆ คุณประโยชน์ของยาตรีผลา เป็นตำรับยาตามแพทย์แผนไทย เพื่อล้างพิษออกจากระบบต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะระบบทางเดินอาหาร ระบบเลือด และระบบน้ำเหลือง และเป็นยาที่ปลอดภัยไร้ผลข้างเคียงใดๆ ชื่อ ตรีผลา ก็บอกความหมายอยู่แล้ว ตรี แปลว่า สาม ผลา(ผล) คือ ผลไม้ จึงหมายถึงผลไม้ 3 อย่างที่มาประกอบกันเข้าเป็นตำรับเดียวแบบทรีอินวัน ได้แก่ ลูกสมอไทย ลูกสมอพิเภก และมะขามป้อม
   
 แต่ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดกันก่อน ว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และมีสรรพคุณสุดยอดแค่ไหน


 
      สมอไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia chebula Retz. จัดอยู่ในวงศ์ COMBRETACEAE เป็นพันธุ์ไม้ที่พบขึ้นอยู่ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณแล้งและชื้นในภาคต่างๆ ของประเทศ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 15-25 เมตร ผลสมอไทยจะรูปร่างป้อมๆ หรือรูปกระสวย มีเนื้อเยื่อหนาหุ้มเมล็ดซึ่งมีเมล็ดเดียวแข็งๆ ผลโต 2-3 ซ.ม. และยาว 3-4 ซ.ม. มีพูหรือเหลี่ยมตามยาวตัวผล 5 พู ผลแก่สีเขียวอมเหลือง แต่พอแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ นิยมใช้ผลแก่ซึ่งมีรสฝาดเปรี้ยวเนื่องจากมีสารพวกแทนนิน (tannin) จึงใช้เป็นยาสมาน แก้ลมจุกเสียด ยาเจริญอาหาร ยาบำรุง เป็นยาชงอมกลั้วคอแก้เจ็บคอ ขับน้ำเหลืองเสีย ใช้ภายนอกบดเป็นผงละเอียดโรยแผลเรื้อรัง ใช้รักษาโรคฟันและเหงือกเป็นแผล เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้พิษร้อนภายใน แก้ลมป่วง ระบายลม รู้ถ่ายรู้ปิดเอง คุมธาตุในตัวเสร็จ ถ่ายพิษไข้ สารสกัดจากสมอไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นราชาสมุนไพร เนื่องจากฤทธิ์ในการกำจัดสารพิษออกจากร่างกายและบำบัดโรคหลายชนิด ในขณะเดียวกันยังสามารถบำรุงสุขภาพ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ในประเทศอินเดีย สารสกัดจากสมอไทยใช้ในการรักษาโรคหลายชนิด เช่น โรคระบบทางเดินอาหาร อาการอาหารไม่ย่อย โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรคเบาหวาน โรคผิวหนัง โรคพยาธิ โรคหัวใจ อาการไข้เป็นระยะ อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก แผลในทางเดินอาหาร อาเจียน อาการเจ็บปวดในลำไส้ และริดสีดวงทวารหนัก นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อไวรัส รวมทั้งเชื้อ HIV และแบคทีเรียบางชนิด บำรุงหัวใจ ต้านอนุมูลอิสระและชะลอความชรา นอกจากนี้ ยังช่วยควบคุมระดับไขมันในเส้นเลือด และช่วยการทำงานของตับในการกำจัดไขมันออกจากร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกายได้อีกด้วย และไม่ใช่แค่ผลสมอไทยเท่านั้นที่ใช้เป็นยาได้ ส่วนอื่นๆ ก็มีสรรพคุณทางยาด้วยเหมือนกัน โดยตามตำรับยาแผนโบราณ ทั้งต้นมีสรรพคุณแก้ท้องผูก เป็นยาสมาน ยาขับเสมหะ แก้อาการเสียวคอและหน้าอก เปลือกเป็นยาขับปัสสาวะ ยาบำรุงหัวใจ ขับน้ำเหลืองเสีย ดอกใช้รักษาโรคบิด ผลอ่อนใช้เป็นยาระบาย โดยการจิ้มกับเกลือรับประทาน หรือรับประทานกับน้ำพริกก็ได้ เนื้อหุ้มเมล็ดใช้รักษาเกี่ยวกับน้ำดี ท้องร่วงเรื้อรัง บิด ท้องผูก ท้องขึ้น อืดเฟ้อ โรคหืด กระเพาะปัสสาวะไม่ทำงาน อาเจียน อาการสะอึก พยาธิในลำไส้ โรคท้องมาน ตับและม้ามโต

      สมอพิเภก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Terminalia belerica (Gaertn.) Roxb. จัดอยู่ในวงศ์ COMBRETACEAE เป็นไม้ผลัดใบ มีตั้งแต่ขนาดกลางจนถึงขนาดใหญ่ ผลมีลักษณะเป็นรูปแบบผลมะละกอ ตรงกลางค่อนข้างจะป่อง มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 ซ.ม. ยาว 2.5-3 ซ.ม. มีอยู่ 5 เหลี่ยม ผิวนอกเป็นขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาทึบ ส่วนที่นิยมใช้เป็นยาคือผลแก่ มีรสเปรี้ยว ฝาดหวาน เป็นยาระบาย บำรุงธาตุ แก้เสมหะจุกคอ แก้โรคตา แก้ไข้ แก้ริดสีดวงทวาร

      มะขามป้อม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phyllanthus emblica Linn. จัดอยู่ในวงศ์EUPHORBIACEAE เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีถิ่นกำเนิดแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบได้ในป่าเบญจพรรณแล้งหรือป่าแดง ผลมีลักษณะกลม มีรอยแยกแบ่งออกเป็น 6 กลีบ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซ.ม. ผิวนอกขรุขระมีสีน้ำตาล ส่วนหัวมีรอยขั้วก้านผล เนื้อผลเหนียวแตกยาก เนื้อในมีสีเหลืองอ่อน มีเมล็ดสีน้ำตาลอยู่ภายใน ผลแห้งที่ดีควรมีขนาดใหญ่ อวบอิ่มและแห้งไม่มีก้านผลติดมา นิยมใช้ผลแก่ซึ่งมีรสเปรี้ยว ฝาดขม เป็นยาแก้ไอ แก้เสมหะ ทำให้ชุ่มคอ ปัจจุบันยังพบว่ามะขามป้อมมีวิตามินซีสูงมาก ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และแก้พิษสารตะกั่วได้ ตามตำรับยาแผนโบราณใช้เปลือกลำต้น โดยใช้เปลือกที่แห้งแล้วบดให้เป็นผงละเอียด โรยแก้บาดแผลเลือดออกและแผลฟกช้ำ ใบใช้ใบสดมาต้มกินแก้บวมน้ำ นำมาตำพอกหรือทาบริเวณแผล ผื่นคันมีน้ำหนองน้ำเหลือง และผิวหนังอักเสบ ผลใช้ผลสดเป็นยาบำรุงทำให้สดชื่น แก้กระหายน้ำ แก้ไอ แก้หวัด ช่วยระบายขับปัสสาวะ แก้เลือดออกตามไรฟันและคอแห้ง ผลแห้งตำให้เป็นผงชงกิน แก้โรคหนองใน แก้ตกเลือด ท้องเสีย โรคบิด แก้โรคดีซ่านและโรคโลหิตจาง รากต้มกินแก้ร้อนใน แก้โรคเรื้อน แก้ความดันโลหิตสูง และแก้ท้องเสีย 

     สำหรับสารสกัดจากสมอพิเภกและสารสกัดจากผลมะขามป้อมที่ใส่ลงในสูตรของยาตรีผลา ตามตำรับยาไทยโบราณเพื่อควบคุมผลข้างเคียงของกันและกัน ตำรับสมุนไพรไทยอ้างว่า การรับประทานสารสกัดจากสมอไทย จะทำให้พิษต่างๆ รวมทั้งสารพิษตกค้าง ถูกกำจัดออกจากร่างกายโดยสิ้นเชิง และจะทำให้มีการถ่ายอุจจาระบ่อยครั้งขึ้นเพื่อเป็นการกวาดล้างทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะลำไส้ใหญ่ให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา โดยส่วนใหญ่ไม่นิยมใช้สมุนไพรตัวเดียวในการทำยาตำรับนี้ เนื่องจากต้องควบคุมพิษข้างเคียงของกันและกัน เช่น รสเปรี้ยว ซึ่งมีฤทธิ์ระบายของลูกสมอพิเภก อาจทำให้เกิดอาการมวนท้องจึงต้องใช้ลูกสมอไทยและลูกมะขามป้อมซึ่งมีรสฝาดและขม ช่วยแก้ลมจุกเสียดและลดอาการมวนท้อง เป็นต้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมฤทธิ์ระบายโดยไม่เป็นอันตราย เพราะยาตำรับนี้เป็นยาที่ควบคุมการถ่ายและการหยุดถ่ายโดยอัตโนมัติ ป้องกันมิให้ร่างกายอ่อนเพลีย ใช้ได้ทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงคนเฒ่าชรา ปัจจุบันนี้ ตำรับยาตรีผลาเป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกา

     ในการรับประทานเพื่อล้างพิษและลดน้ำหนัก เพราะตัวยาจะช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี และช่วยระบายไขมันออกมาพร้อมการขับถ่ายเป็นปกติ แต่ถ้าท่านผู้อ่านท่านใดที่ไม่สะดวกในการบดตัวยานี้ หรือว่ามีสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้อยู่แล้วในบ้าน ก็สามารถนำมาทำเป็นน้ำสมุนไพรดื่มได้เช่นกัน ซึ่งทำได้ง่ายมาก โดยนำสมุนไพรทั้ง 3 ชนิดนี้ในอัตราส่วนเสมอ (1:1:1) ใส่น้ำพอประมาณ ถ้าอยากได้แบบเข้มข้นก็ใส่น้ำน้อย ใช้รับประทานก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ 1 แก้ว แต่ถ้าอยากได้แบบเจือจาง ใช้ดื่มทั้งวันเป็นน้ำสมุนไพรก็ให้ใส่น้ำมากหน่อย