วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพที่ ๖๕ ครั้นแล้วก็ทรงเปิดโลก บันดาลให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรกแลเห็นซึ่งกันและกัน



ภาพที่ ๖๕
ครั้นแล้วก็ทรงเปิดโลก บันดาลให้เทวดา มนุษย์ และสัตว์นรกแลเห็นซึ่งกันและกัน




วันที่พระพุทธองค์เสด็จลงจากดาวดึงส์นั้น  พระองค์ได้แสดงปาฏิหาริย์อีกครั้งหนึ่ง  คือขณะ
ที่พระองค์ประทับยืนอยู่ที่บันไดแก้ว    ทรงทอดพระเนตรไปทางทิศเบื้องบน    เทวโลกและพรหมโลกก็เปิดมองเห็นโล่ง  เมื่อทรงทอดพระเนตรไปในทิศเบื้องต่ำ นิรยโลกทั้งหลายก็เปิดโล่ง  ในครั้งนั้น สวรรค์  มนุษย์ และสัตว์นรก  ต่างก็เห็นซึ่งกันและกันทั่วจักรวาล


ภาพนี้อยู่ในเหตุการณ์ตอนเดียวกับวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  เรียกเหตุ
การณ์ตอนนี้ว่าพระพุทธเจ้าทรงเปิดโลก  โลกที่ทรงเปิดในเหตุการณ์คราวนี้มี  ๓  โลก  คือ  เทวโลก   มนุษยโลก  และยมโลก


เทวโลก  หมายถึง  ตั้งแต่พรหมโลกลงมาจนถึงสวรรค์ทุกชั้น   มนุษย์โลกก็คือโลกมนุษย์   และ
ยมโลกซึ่งอยู่ทางเบื้องต่ำ  คือ  นรกทุกขุมจนกระทั่งถึงอเวจีมหานรก


พระพุทธเจ้าขณะเสด็จลงจากสวรรค์  ทอดพระเนตรดูเบื้องบนโลกทั้งมวลตั้งแต่มนุษย์ก็สว่าง
โล่งขึ้นไปถึงเทวโลก  เมื่อทรงเหลียวไปรอบทิศรอบด้านสากลจักรวาลก็โล่งถึงกันหมด และเมื่อทอดพระเนตรลงเบื้องล่าง  ความสว่างก็เปิดโล่งลงไปถึงนรกทุกขุม


ผู้อาศัยอยู่ในสามโลกต่างมองเห็นกัน   มนุษย์เห็นเทวดา   เทวดาเห็นมนุษย์   มนุษย์และเทวดา
เห็นสัตว์นรก  สัตว์นรกเห็นเทวดาและมนุษย์ แล้วต่างเหลียวมองดูพระพุทธเจ้าผู้เสด็จลงจากสวรรค์ด้วยพระเกียรติยศอันยิ่งใหญ่


คัมภีร์ธรรมบทที่พระพุทธโฆษาจารย์เป็นผู้แต่งบอกว่า "วันนี้คนทั้งสามโลกได้เห็นแล้ว  ที่ไม่
อยากเป็นพระพุทธเจ้านั้นไม่มีเลยสักคน"  ปฐมสมโพธิพรรณนาไว้ยิ่งกว่านี้เสียอีก  คือว่า


"ครั้งนั้นเทพยดามนุษย์แลสัตว์เดรัจฉาน กำหนดที่สุดมดดำมดแดง  ซึ่งได้เห็นองค์พระชินสีห์  
แลสัตว์คนใดคนหนึ่งซึ่งจะมิได้ปรารถนาพุทธภูมินั้นมิได้มีเป็นอันขาด"


พุทธภูมิ  คือ  ความเป็นพระพุทธเจ้า

ภาพที่ ๖๔ ถึงวันมหาปวารณา เสด็จลงจากดาวดึงส์โดยบันไดแก้ว บันไดทอง บันไดเงิน



ภาพที่ ๖๔
ถึงวันมหาปวารณา เสด็จลงจากดาวดึงส์โดยบันไดแก้ว บันไดทอง บันไดเงิน




ภาพที่เห็นนั้น  เป็นตอนพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก  คือ  จากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์  เมื่อภาย
หลังเสด็จจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดังกล่าวเพื่อแสดงธรรมโปรดพุทธมารดาแล้ว วันที่เสด็จลงคือวันออกพรรษา  เมืองที่เสด็จลงคือเมืองสังกัสนคร   เสด็จลงตรงประตูเมือง  พระบาทแรกที่ทรงเหยียบพื้นโลกนั้น    ต่อมาได้กลายเป็นสถานที่ระลึกเรียกว่า  'อจลเจดีย์'   เรียกอย่างไทยเราก็ว่า  'รอยพระพุทธบาท'  ตามตำนานว่าที่นี่เป็นที่แห่งหนึ่งซึ่งมีรอยพระพุทธบาทปรากฎอยู่


ก่อนพระพุทธเจ้าเสด็จลง    เทพเจ้าคือพระอินทร์ได้เนรมิตบันได  ๓  บันไดเป็นที่เสด็จลง  คือ
บันไดทอง  บันไดเงิน  และบันไดแก้วมณี    บันไดทองสำหรับหมู่เทพลงอยู่ด้านขวา  บันไดเงินอยู่ด้านซ้ายสำหรับท้าวมหาพรหม   และบันไดแก้วมณีอยู่ตรงกลางสำหรับพระพุทธเจ้า   หัวบันไดแต่ละอันพาดที่เขาสิเนรุ  เชิงบันไดทอดลงยังประตูเมืองสังกัสนคร


หมู่คนทางเบื้องขวาของพระพุทธเจ้าอย่างที่เห็นในภาพ   จึงคือหมู่เทพที่ตามส่งเสด็จ   เบื้องซ้ายผู้ถือฉัตรกั้นถวายพระพุทธเจ้าคือท้าวมหาพรหม    ผู้อุ้มบาตรนำเสด็จพระพุทธเจ้าคือพระอินทร์    ผู้ถือพิณบรรเลงถัดมาคือปัญจสิงขรคนธรรพ์เทพบุตร  ถัดมาเบื้องขวาคือมาตุลีเทพบุตร  ซึ่งถือพานดอกไม้ทิพย์โปรยปรายนำทางเสด็จพุทธดำเนิน


พระพุทธเจ้าทรงเป็นวิสุทธิเทพผู้บริสุทธิ์        นักเขียนศาสนาพุทธรุ่นต่อมาจึงถวายพระนาม
เฉลิมพระเกียรติอย่างหนึ่งว่า  'เทวาติเทพ'  แปลว่า  ทรงเป็นเทพยิ่งกว่าเทพทุกชั้น   เทพต่างๆ ที่คนอินเดียในสมัยนั้นนับถือกัน  เช่น  พระอินทร์  และท้าวมหาพรหม  เป็นต้น


คนผู้นับถือศาสนาพุทธในเมืองไทย  ถือกันว่าวันออกพรรษาเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง   จึงนิยมทำ
บุญตักบาตรกันในวันนี้   เพราะถือว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเคยเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์    เรียกการตักบาตรนี้ว่า  'ตักบาตรเทโว'    ย่อมาจากเทโวโรหณะ  แปลว่า  ตักบาตรเนื่องในวันคล้ายวันพระพุทธเจ้าเสด็จลงจากเทวโลกนั่นเอง

ภาพที่ ๖๓ แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพระพุทธมารดา



ภาพที่ ๖๓
แล้วเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อโปรดพระพุทธมารดา




ภายหลังทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์เสร็จสิ้น    จนพวกเดียรถีย์ที่มาท้าแข่งพ่ายแพ้ไปแล้ว  พระ
พุทธเจ้าทรงมีพุทธดำริถึงจารีตธรรมเนียมของบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อนว่า    เมื่อทรงแสดง
ยมกปาฏิหาริย์แล้ว   เสด็จทรงจำพรรษา  ณ  ที่ใด  ก็ทรงทราบได้ด้วยพุทธญาณว่าทรงจำพรรษาที่สวรรค์
ชั้นดาวดึงส์


ปฐมสมโพธิลำดับการเสด็จจำพรรษาของพระพุทธเจ้าไว้ว่า   ในพรรษาที่  ๗   (นับแต่ตรัสรู้เป็นต้นมา)  ได้เสด็จจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์


ตามนิยายท้องเรื่องทั้งจากปฐมสมโพธิ   และข้อเขียนโดยนักเขียนทางศาสนาพุทธอื่นๆ   ยุค
หลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว  ที่เรียกกันว่า  'อรรถกถา'   กล่าวตรงกันว่า  เหตุที่พระพุทธเจ้าเสด็จจำพรร
ษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์   ก็เพราะทรงต้องการจะแสดงธรรมโปรดพุทธมารดา  คือ   พระนางสิริมหามายา  
ซึ่งเมื่อสิ้นพระชนม์แล้ว  เสด็จบังเกิดที่สวรรค์ชั้นดุสิต


พระพุทธเจ้าเสด็จประทับจำพรรษาที่โคนต้นปาริฉัตร   ต้นไม้สวรรค์   มีผู้แปลกันว่า   ได้แก่  
ต้นทองหลาง  ผิดถูกอย่างไรไม่ทราบ  ภายใต้ต้นไม้สวรรค์นี้มีแท่นแผ่นหิน ปูลาดด้วยผ้ากัมพลสีแดง  เรียกว่า  'บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์'


พระอินทร์จอมเทพได้ทรงทราบว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาทรงจำพรรษาที่นี้     ก็ทรงป่าวประ
กาศหมู่เทพยดาในสรวงสวรรค์ให้มาร่วมชุมนุม  เพื่อฟังธรรมพระพุทธเจ้า  ปฐมสมโพธิว่า  เสียงป่าวประ
กาศของพระอินทร์นั้น  ดังปกแผ่ทั่วไปในสกลเทพยธานีทั้งหมื่นโยชน์  เทพเจ้าทั้งปวงได้สดับก็บังเกิดโสมนัสพิศวง  ต่างองค์ร้องเรียกซึ่งกันและกันต่อๆ  กันไปจนตลอดถึงหมื่นจักรวาล 


แม้พระนางสิริมหามายาพุทธมารดา  ซึ่งทรงอยู่ในเพศเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิตก็ได้เสด็จมาฟังธรรมพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าทรงแสดงอภิธรรมโปรดพุทธมารดาตลอดพรรษา   พุทธมารดาได้
สดับแล้วทรงบรรลุโสดาปัตติผลในที่สุด    ส่วนเทพนอกนั้นอีกจำนวนมาก    ได้บรรลุมรรคผลตามสมควร
อุปนิสัยแห่งตน

ภาพที่ ๖๒ ทรงสำแดงยมกปาฏิหาริย์ข่มพวกเดียรถีย์ที่ต้นมะม่วงคัณฑาม พฤกษ์



ภาพที่ ๖๒
ทรงสำแดงยมกปาฏิหาริย์ข่มพวกเดียรถีย์ที่ต้นมะม่วงคัณฑาม พฤกษ์




ภาพที่เห็นนั้น  เป็นตอนพระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี  แคว้นโกศล  ใน
วันเพ็ญกลางเดือนแปดก่อนวันเข้าพรรษาหนึ่งวัน


ปาฏิหาริย์   คือ   การแสดงให้คนเห็นเป็นที่อัศจรรย์    ซึ่งสามัญชนหรือคนที่ไม่เคยเรียนรู้มา
ก่อนแสดงไม่ได้  มีตั้งแต่อย่างต่ำ  เช่น  เล่นกล  หรือที่เรียกว่าแสดงปาหี่  ขึ้นไปจนถึงเดินบนน้ำ  ดำดิน   ลุยไฟ  กลืนกินตะปู  ที่พวกฤาษีแสดง   ตลอดถึงการเหาะเหินเดินอากาศที่ผู้มีฤทธิ์แสดง  ปุถุชนแสดงได้   พระอรหันต์ผู้ได้ฌาณได้ฤทธิ์ก็แสดงได้ 


ยมก  แปลว่า  คู่หรือสอง  ยมกปาฏิหาริย์  คือ  การแสดงคู่  น้ำคู่กับไฟ  คือเวลาแสดง  ท่อน้ำ
ใหญ่พุ่งออกจากพระกายเบื้องบนของพระพุทธเจ้า  เปลวไฟพุ่งเป็นลำออกจากพระกายเบื้องล่าง  เป็นต้น


ยมกปาฏิหาริย์แสดงได้แต่ผู้เดียว  คือผู้สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า  ส่วนพระอรหันตสาวก  และ
เดียรถีย์  ฤาษีชีไพรแสดงได้แต่ปาฏิหาริย์ธรรมดา  เช่น  เดินบนน้ำ  ดำดิน  เป็นต้น


สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ครั้งนี้   คือที่โคนต้นมะม่วง  หรือ  คัณฑามพฤกษ์  ในเมืองสาวัตถี  มูลเหตุที่ทรงแสดงคือ   เพราะพวกเดียรถีย์นักบวชนอกศาสนาพุทธ  ท้าพระพุทธเจ้าแข่งแสดงปาฏิหาริย์ว่าใครจะเก่งกว่ากัน     พวกเดียรถีย์ทราบว่าพระพุทธเจ้าจะแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นมะม่วง   จึงให้สาวกและชาวบ้านที่นับถือพวกตน  จัดการโค่นต้นมะม่วงเสียสิ้น   ทราบว่าบ้านใครสวนใครมีต้นมะม่วงก็ใช้อิทธิพลทางการเงินซื้อ  แล้วโค่นทำลายหมด   แม้หน่อมะม่วงที่เกิดในวันนั้นก็ทำลายไม่เหลือ 


แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ที่โคนต้นมะม่วงจนได้    โดยมีผู้นำผลมะม่วงสุกมาถวาย  ทรงฉันเสร็จแล้ว รับสั่งให้คนปลูกเมล็ดลงดิน  แล้วพระองค์ทรงใช้น้ำที่ล้างพระหัตถ์รด ปรากฎว่าหน่อมะม่วงโตพรวดพราด  แตกกิ่งก้านสูงขึ้นถึง  ๕๐  ศอก  ผลที่สุดพวกเดียรถีย์พ่ายแพ้ไป 

ภาพที่ ๖๑ พระแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี นำนางกษัตริย์บริวารไปทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี



ภาพที่ ๖๑
พระแม่น้ามหาปชาบดีโคตมี นำนางกษัตริย์บริวารไปทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี




ภายหลังพระเจ้าสุทโธทนะสิ้นพระชนม์แล้วไม่นาน   พระนางปชาบดีโคตมี  พระน้านางของ
พระพุทธเจ้า   หรือนัยหนึ่งพระชายาของพระเจ้าสุทโธทนะ   พร้อมด้วยนางกษัตริย์ผู้บริวาร   ได้เข้าไปเฝ้า
พระพุทธเจ้า  ซึ่งขณะนั้นยังเสด็จประทับอยู่ที่นิโครธาราม  กรุงกบิลพัสดุ์  เพื่อทูลขอบวช


พระนางทูลถามพระพุทธเจ้าว่า  ธรรมดาสตรีจะบวชในพระพุทธศาสนาได้ (อย่างบุรุษ) หรือ
ไม่พระพุทธเจ้าทรงตอบบ่ายเบี่ยงว่า  อย่าได้มายินดีในการบวชเลย  ทรงตอบอย่างนี้ถึงสามครั้ง


หลังจากนั้น   พระพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงไพศาลี    พระนางปชาบดีโคตมีพร้อมด้วยบริวารได้
ตามเสด็จไปอีก   คราวนี้ทุกนางต่างปลงผม   นุ่งห่มผ้าย้อมฝาดอย่างนักบวช  เข้าไปทูลขอบวชกับพระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธอีก


พระนางจึงเข้าไปขอพึ่งพระบารมีพระอานนท์   เพื่อให้กราบทูลพระพุทธเจ้าให้ทรงอนุญาต  พระอานนท์จึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า    กราบทูลขอร้องพระพุทธเจ้าให้ทรงอนุญาตให้พระนางปชาบดีโคตมี
และบริวารได้บวชเป็นนางภิกษุณี


พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธอยู่ถึงสามครั้ง  ในที่สุดจึงทรงอนุญาตอย่างมีเงื่อนไขว่า  ถ้าพระนาง ปชาบดีโคตมียอมรับ ครุธรรม ๘  ข้อได้  ก็จะให้บวชเป็นนางภิกษุณีได้  ครุธรรม  คือ  หลักการเบื้องต้นสำหรับสตรีที่จะบวชเป็นนางภิกษุณี  เช่นว่า  สตรีบวชเป็นนางภิกษุณีแล้ว แม้จะมีพรรษาตั้งหนึ่งร้อย  ก็จะต้องกราบไหว้พระภิกษุซึ่งบวชใหม่ในวันนั้น  จะต้องรักษาศีล ๖  ข้อไม่ให้ขาดอยู่จนครบสองปีก่อนจึงจะบวชได้  เป็นต้น 


พระนางปชาบดีโคตมีมีศรัทธาแรงกล้ามาก  จึงยอมรับและได้บวชเป็นนางภิกษุณีเป็นคนแรก
ในศาสนาพุทธ     แต่คณะสงฆ์ภิกษุณีก็อยู่ได้ไม่นาน    เพราะมีหลักฐานเชื่อได้ว่าสูญสิ้นไปก่อนพระพุทธเจ้านิพพานด้วยซ้ำไป   เหตุผลก็เพราะบทบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติขึ้น   เป็นดุจกำแพงล้อมนางภิกษุณีนั้น  เข้มงวดกว่าฝ่ายพระภิกษุหลายเท่า  จนคนไม่มีศรัทธาจริงๆ จะบวชอยู่ไม่ได้เลย

วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพที่ ๖๐ พระพุทธบิดาประชวร เสด็จไปโปรดกระทั่งสำเร็จพระอรหันต์แล้วนิพพาน




ภาพที่ ๖๐
พระพุทธบิดาประชวร เสด็จไปโปรดกระทั่งสำเร็จพระอรหันต์แล้วนิพพาน




ในปีที่ ๕  นับตั้งแต่ตรัสรู้เป็นต้นมา  กำหนดเวลานี้ว่าตามปฐมสมโพธิ  พระพุทธเจ้าเสด็จประ
ทับอยู่ที่ป่ามหาวัน   ใกล้กรุงไพศาลี  ได้ทรงทราบข่าวว่าพระเจ้าสุทโธทนะพุทธบิดาทรงประชวรหนักด้วย
พระโรคชรา  ทรงปรารถนาจะได้เฝ้าพระพุทธเจ้า  ตลอดถึงพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นเจ้าศากยะและเป็นพระญาติอีกหลายรูปที่เสด็จออกบวชตามพระพุทธเจ้า  เช่น  พระอานนท์  พระนันทะ  และสามเณรราหุลผู้เป็นหลาน


พระพุทธเจ้าจึงรับสั่งพระอานนท์ให้แจ้งข่าวพระสงฆ์     ถึงเรื่องที่พระองค์จะเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์อีกวาระหนึ่ง


การเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ของพระพุทธเจ้า     เพื่อทรงเยี่ยมพุทธบิดาที่กำลังทรงประชวรครั้งนี้  ดูเหมือนจะเป็นครั้งสุดท้าย


เมื่อเสด็จถึงกรุงกบิลพัสดุ์ได้เสด็จเข้าเยี่ยมพุทธบิดา ซึ่งมีพระอาการเพียบหนักแล้ว  ทรงแสดง
ธรรมโปรดพุทธบิดาด้วยเรื่องความเป็นอนิจจังของสังขาร ปฐมสมโพธิบันทึกพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าครั้งนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า


"ดูกรบพิตร      อันว่าชีวิตแห่งมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนักดำรงอยู่    โดยพลันบ่มิได้ยั่งยืนอยู่ช้า 
ครุวนาดุจสายฟ้าแลบอันปรากฎมิได้นาน..."


พระเจ้าสุทโธทนะซึ่งทรงสำเร็จอนาคามิผลอยู่ก่อนแล้ว  ได้สดับพระธรรมเทศนา  ตั้งแต่ต้น
จนจบก็ได้สำเร็จอรหันต์ในบั้นปลายแห่งพระชนม์ชีพ  หลังจากนั้นอีก  ๗  วันก็สิ้นพระชนม์ (ปรินิพพาน)


พระพุทธเจ้าเสด็จสรงน้ำพระศพพุทธบิดา  และถวายพระเพลิงพร้อมด้วยพระสงฆ์พระประยูรญาติศากยะทั้งมวลจนเสร็จสิ้น

ภาพที่ ๕๙ ทรงห้ามพระญาติฝ่ายพระบิดากับฝ่ายพระมารดา ซึ่งแย่งกัน ทดน้ำเข้านามิให้วิวาทกัน



ภาพที่ ๕๙
ทรงห้ามพระญาติฝ่ายพระบิดากับฝ่ายพระมารดา
ซึ่งแย่งกัน ทดน้ำเข้านามิให้วิวาทกัน




ภาพที่เห็นอยู่นั้นแสดงถึงเหตุการณ์ตอนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับเมืองพระญาติ  แต่คราว
นี้เสด็จมาลำพังพระองค์เดียว   เสด็จมาเพื่อทรงระงับสงครามระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย   พระญาติฝ่าย
หนึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพุทธบิดา  ปกครองกรุงกบิลพัสดุ์  อีกฝ่ายหนึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพุทธมารดา  ปกครองโกลิยนคร  หรือเทวทหนครก็เรียก  ทั้งสองฝ่ายตั้งบ้านเมืองอยู่คนละริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี  แล้วเกิดพิพาทกันในปัญหาเรื่องน้ำที่ทดขึ้นทำนา   เมื่อฝ่ายอยู่ทางเหนือน้ำทดน้ำจากแม่น้ำเข้านา   ฝ่ายทางใต้ก็ขาดน้ำ    ทั้งสองฝ่ายเปิดประชุมเพื่อตกลงกันก่อน    แต่ก็ตกลงกันไม่ได้จึงเกิดปะทะคารมกันอย่างรุนแรงถึงกับขุดบรรพบุรุษขึ้นมาประณามกัน


"ไอ้พวกสุนัขจิ้งจอกสมสู่กันเอง"  ฝ่ายที่ถูกด่าว่าอย่างนี้   เพราะต้นสกุลหลายชั่วคนมาแล้วได้
อภิเษกสมรสกันเองระหว่างพี่ชายกับน้องสาว


"ไอ้พวกขี้เรื้อน"  ฝ่ายตรงกันข้ามที่ถูกด่าตอบอย่างนี้  ก็เพราะต้นสกุลเป็นโรคเรื้อนถูกเนรเทศ
ออกนอกเมืองไปอยู่ป่า


ทั้งสองฝ่ายเตรียมกำลังคนคือทหารและอาวุธจะเข้าห้ำหั่นกัน  พระพุทธเจ้าทรงทราบเข้า จึง
เสด็จมาทรงระงับสงคราม  ทรงประชุมพระญาติทั้งสองฝ่ายแล้วทรงซักถามถึงต้นตอของตัวปัญหา


พระพุทธเจ้า "ทะเลาะกันเรื่องอะไร"
พระญาติ "เรื่องน้ำ  พระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้า "ระหว่างน้ำกับชีวิตคนนี่อย่างไหนจะมีค่ามากกว่ากัน"
พระญาติ "ชีวิตคนมากกว่า  พระพุทธเจ้าข้า"
พระพุทธเจ้า "ควรแล้วหรือที่ทำอย่างนี้"
พระญาติดุษณีภาพทุกคน ไม่มีใครกราบทูลเลย
พระพุทธเจ้า "ถ้าเราตถาคตไม่มาที่นี่วันนี้  ทะเลเลือดจะไหลนอง"
(โลหิตนที ปวัตติสสติ)


พระญาติทั้งสองฝ่ายเลยเลิกเตรียมทำสงครามกัน    เหตุการณ์ตอนนี้เป็นบทบาทสำคัญตอน
หนึ่งของพระพุทธเจ้า  เพราะเห็นความสำคัญนี้  คนรุ่นต่อมาจึงสร้างพระพุทธรูปขึ้นปางหนึ่งเป็นอนุสรณ์
ที่เรียกกันว่า "พระปางห้ามญาติ"  นั่นเอง