วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2559

ชนชาติเคิร์ดกับสงครามศักดิ์สิทธิ์เพื่อกอบกู้ดินแดน



สงครามมีมาเนิ่นนาน แต่ก่อนหน้านั้นมนุษย์อยู่กันด้วยความสงบสุข มนุษย์เริ่มหยุดเร่ร่อนจากการหาของป่าล่าสัตว์ หันมาเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ มีชีวิตอยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ต้องรอนแรมเสี่ยงอันตรายตามเพิงผาป่าถ้ำอีกต่อไป รวมกลุ่มอยู่กันเป็นชุมชน เริ่มสร้างวัฒนธรรม มีประเพณี มีการปกครองแบบง่าย มีความสุขตามอัตถภาพ ลงแรงทำไร่นาเกษตรกรรม เก็บดอกออกผลเมื่อพืชพันธุ์เบ่งบาน มีแต่ความรักให้กันในพวกพ้อง ยามกลางคืนอากาศหนาวก็ก่อไฟล้อมวงกันใต้แสงดาว เด็ก ๆ นั่งฟังนิทานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง หนุ่มสาวพูดจาหยอกล้อกัน เป็นชีวิตที่แท้ของมนุษย์

บางครั้งถึงแม้จะมีการทะเลาะเบาะแว้งเข่นฆ่ากันบ้างก็เพียงแต่เล็กน้อย และเป็นไปเพื่อความอยู่รอด แต่หลังจากนั้นมนุษย์ก็เกิดกิเลสและอวิชชาเข้าครอบงำ เริ่มเบื่อกับความสงบและสันติสุข มนุษย์เริ่มหาความท้าทายใหม่ ๆ เริ่มอยากผจญภัย ท่องไปในดินแดนที่อยู่ห่างไกลออกไป และเมื่อเห็นดินแดนใหม่มีความสวยงาม มีทรัพยากรที่ดินแดนตัวเองไม่มี ก็มีความอยากได้ดินแดนนั้น ๆ ซึ่งบางแห่งก็มีผู้ครอบครองอยู่แล้ว จึงเกิดสงครามเข่นฆ่าแย่งชิง เกิดการรบราฆ่าฟันขยายดินแดนอยู่เรื่อย ๆ มนุษย์เวียนวนอยู่ในอำนาจ เกิดเป็นสงครามซ้ำรอยประวัติศาสตร์ไม่รู้จักจบสิ้น


ตั้งแต่วันนั้นมา มนุษย์ก็เปลี่ยนตัวออกออกจากดินแดนแห่งความสงบสุข เข้าไปสู่ดินแดนแห่งไฟบรรลัยกัลป์ของสงคราม ซึ่งบทสรุปของทุกสงครามในท้ายที่สุดแล้วนั้น จะมีอยู่เพียงสองสิ่งเท่านั้นคือ “เลือด” และ “น้ำตา”



ขอบคุณภาพจาก https://a2ua.com/

จากโบราณกาลมาถึงยุคสมัยใหม่ เราผ่านสงครามใหญ่ ๆ มานับครั้งไม่ถ้วน สงครามเข่นฆ่ากันเองในเผ่าพันธุ์ ต่างเผ่าพันธุ์ สงครามในอาณาจักรเดียวกัน สงครามแย่งชิงขยายดินแดนไปสู่อาณาจักรใกล้เคียง และข้ามไปถึงอีกฟากอันห่างไกลของโลก มนุษยชาติผ่านสงครามใหญ่ ๆ มาแล้วถึงสองครั้งคือสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น มีการสูญเสียจำนวนมาก มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ทารุณโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะกระทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ สงครามโลกครั้งที่ 2 เหมือนบทเรียนอันเจ็บปวด ดินแดนทั่วโลกบอบช้ำ หลังสงครามมนุษย์หันมาทบทวนบทเรียน เกิดการตั้งองค์กรระหว่างประเทศมาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามลักษณะนั้นขึ้นอีก

แต่มนุษย์เหมือนติดกับดักแห่งสงคราม ในยุคสมัยใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สองยังคงเกิดสงครามใหญ่ขึ้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวเขมร สงครามเวียดนามที่อมริกันเข้าไปมะรุมมะตุ้มด้วย สงครามในอัฟกันนิสถาน สงครามอ่าวอิรักคูเวต สงครามในหลายประเทศในทวีปแอฟริกา สงครามแบ่งแยกดินแดนในยูโกสลาเวียที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอิสลามในบอสเนียอย่าโหดร้ายทารุณ และล่าสุดที่เป็นวาระของโลก คือมหาสงครามในซีเรีย


ขอบคุณภาพจาก http://realitynews.international/

สงครามในซีเรียนั้น ถ้ามองภาพแต่เพียงผิวเผิน ก็จะเข้าใจว่าเป็นสงครามที่อเมริกาและชาติพันธมิตรเข้าไปปลดปล่อยซีเรียจากการคุกคามของกบฏไอซิส โดยอเมริกาเป็นพระเอก ไอซิสเป็นแต่ตัวร้าย มองเห็นภาพแต่เพียงสงครามระหว่างสองฝ่าย เห็นแต่การฆ่าฟัน การอพยพหนีตายของผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่กลายเป็นปัญหาไปทั่วยุโรปแต่เพียงเท่านั้น

แท้จริงแล้วสงครามในซีเรียมี่ความซับซ้อนกว่านั้นมาก ๆ ประกอบด้วยหลายฝ่ายทั้งรัสเซีย อเมริกา อิหร่าน ตุรกี กองกำลังโค่นล้มรัฐบาล กองกำล้าวเคิร์ด กลุ่มไอซิส 


ขอบคุณภาพจาก http://static.seattletimes.com/

ในซีเรียสมรภูมิเดียวแบ่งย่อยสงครามออกเป็นหลายฝ่าย
-    ฝ่ายรัฐบาลของประธานาธิบดีอัสซาดรบกับกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและกลุ่ม FSA (Free Syrian Army)
กลุ่มนายอัสซาดมีรัสเซียและอิหร่านให้การสนับสนุน โดยเฉพาะรัสเซียนั้นสู้หมดหน้าตัก ส่งกำลังทหารเข้าไปเกือบสองแสนนาย เพราะซีเรียเป็นขุมทรัพย์ของพญาหมีขาว เป็นทางออกทะเลทางเดียวสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน (ซีเรียอยู่ไม่ไกลจากรัสเซียตอนใต้นัก และรัสเซียได้เข้าตั้งฐานทัพและท่าเรือน้ำลึกอยู่นานแล้ว คือเป็นทั้งเมืองท่าและสมรภูมิในการยันกับอเมริการที่สำคัญของรัสเซีย)  ส่วนอเมริกาก็ต้องการโค่นล้มรัฐบาลนายอัสซาดเพื่อลดทอนอิทธิพลของรัสเซียในภูมิภาคอาหรับ เพื่อที่อเมริกาจะคุมได้หมด (นอกจากมีซาอุดิอาระเบียเป็นบริวาร และควบคุมสถานการณ์ในสมรภูมิอัฟกานิสถานได้) อเมริกาจึงให้การสนับสนุนกลุ่มต่อต้านรัฐบาลและกลุ่ม FSA เต็มที่

-    รัฐบาลประธานาธิบดีอัสซาดรบกับ ISIS
ไอซิสเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่แตกตัวออกมาจากอัลไกดาห์ และถือโอกาสในสมรภูมิซีเรียในการสร้างรัฐใหม่ของตัวเองในดินแดนนี้

-    อเมริการบกับ ISIS (ทั้งที่เคยสนับสนุน ISIS)
เพื่อชำระแค้นและต่อต้านอิทธิพลกลุ่มก่อการร้ายอัลไกดาห์ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนก็เคยสนับสนุนให้ ISIS ในการทำสงครามวุ่นวายและปั่นป่วนในซีเรียและอิรัก เห็นไหมครับว่ามันมะรุมมะตุ้มวุ่นวายขนาดไหน อเมริกาอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายอัสซาด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยนายอัสซาดรบกับ ISIS ที่ไม่ถูกกับอเมริกาเอง เป็นสงครามที่มีความซับซ้อนสงครามซ้อนสงคราม วุ่นวายและเป็นวาระสำคัญของโลกน่าดู

-    กลุ่มชาติเคิร์ดที่รบกับฝ่าย ISIS และฝ่ายตุรกี 
ชาวเคิร์ดเป็นชนกลุ่มใหญ่ที่ไร้ดินแดน ดินแดนที่ชาวเคิร์ดเคยครอบครองนั้น อยู่ทั้งในซีเรีย อิหร่าน อิรัก และตุกรี แต่ส่วนใหญ่อยู่ในตุรกี โดยมีเพียงส่วนน้อยที่อยู่ในซีเรีย ชาวเคิร์ดจึงอาศัยโอกาสทองนี้ ลุกฮือขึ้นมาต่อสู้ด้วย โดยสนับสนุนซีเรีย และหวังจะยึดครองดินแดนต่าง ๆ ที่ตนเคยครอบครอง จึงไปขัดผลประโยชน์กับตุรกี และ ISIS ที่โดดเข้าวงไพบูลย์ครั้งนี้ด้วย

จะเห็นได้ว่าในทั้งหมดนั้นไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย มีแต่ฝ่ายที่หวังจะกอบโกยผลประโยชน์ หรือมีวาระซ่อนเร้นด้วยกันทั้งนั้น


ในกระทู้นี้ผมอยากจะโฟกัสไปที่ชนชาติเคิร์ดที่มาเข้าร่วมในสงครามนี้ ว่าเป็นใคร มาจากไหน เป็นฝรั่งที่มาอยู่ในวงล้อมดินแดนอาหรับได้อย่างไร ไปไงมาไงถึงต้องเสียดินแดนทั้ง ๆ ที่มีประชากรนับสิบล้านคน มีสถานะในสงครามซีเรียอย่างไร และอนาคตต่อจากนี้ของชาวเคิร์ดจะเป็นอย่างไรต่อไป

ชาวเคิร์ด "ฝรั่งอารยันในวงล้อมอาหรับ"

ชาวเคิร์ดเป็นใคร มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ทั้งๆ  ที่เป็นฝรั่ง ชนชาติอารยัน แต่มาอยู่ในวงล้อมชาวอาหรับมุสลิม ได้อย่างไร

ก็ต้องตอบว่าชาวเคิร์ดเป็นชาวอารยันหรือฝรั่ง เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับคนอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี แต่คำตอบเช่นนี้อาจจะทำให้งง ว่าชาวอารยัน-ฝรั่ง ทำไมถึงมาอยู่ในดินแดนอาหรับ ห้อมล้อมด้วยโลกมุสลิมเช่นนี้ได้

ภาพแสดงดินแดนที่ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่


ขอบคุณภาพจาก http://www.institutkurde.org/


ก่อนอื่นก็ต้องไปทำความเข้าใจกันก่อนว่าชาวอารยันเป็นใคร มาจากไหน

Homeland ของอารยัน

ชาวอารยันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์โบราณเผ่าพันธ์หนึ่งของโลก มีถิ่นกำเนิดอยู่แถบทะเลสาปแคสเปี่ยน หรือบริเวณเทือกเขาคอเคซัส ในเอเชียกลาง เป็นชนเผ่าโบราณที่อยู่ในบริเวณนี้มาตั้งแต่แรกเริ่มที่มนุษย์โบราณโฮโมเซเปี้ยนส์อพยพออกจากแอฟริกา เข้าไปสู่ดินแดนต่าง ๆ ของโลก โดยมีบางกลุ่มได้เข้ามาอยู่ที่บริเวณทะเลสาปแคสเปี้ยนและเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศหนาว มีทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ มีดอกไม้สวยงามในฤดูร้อน อยู่มานับแสนปี จนร่างกายและรูปร่างหน้าตามเริ่มวิวัฒน์จากมนุษย์โบราณนิโกรผิวดำ กลายเป็นฝรั่งผิวขาว จมูกโด่งเบ้าตาลึก โหนกแก้มสูง ตาสีฟ้า ผมสีแดง ที่เป็นเช่นนี้เพราะร่างกายได้วิวัฒนาการโดยอัตโนมัติให้เข้ากับสภาพอากาศที่หนาวเย็น โดยการเปลี่ยนผ่านนี้ใช้เวลานับแสนปี จนเกิดเป็นฝรั่งอารยันขึ้นมา

รูปภาพแสดง Homeland ของอารยัน


อารยันเป็นชนเผ่าเร่ร่อนที่มีวัฒนธรรมหลายหลายเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพที่ได้เร่รอนไป แต่ก็วนเวียนอยู่ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสและทะเลสาปแคสเปี้ยนนี้ จนเกิดภาษาในตระกูลอเวสถาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของภาษาลาติน ภาษาอังกฤษ และภาษาในตระกูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสังเกตุว่าประเทศซึ่งเป็น Homeland ในบริเวณเทือกเขาคอเคซัสนี้ จะมีความหลากหลายทางภาษาสูงมาก ๆ มีภาษาเกิดขึ้นมากมายที่นี่ (ตามทฤษฎีที่ว่าภาษาเกิดขึ้นที่ไหน  ณ บริเวณนั้นจะมีความหลากหลายของภาษาสูงมาก) ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศจอร์เจีย เชเชน อาร์เซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย จะมีภาษาถิ่นจำนวนมากมายนับร้อยนับพันภาษา เรียกว่าแค่ข้ามเขต ข้ามเทือกเขาไปนิดเดียว ภาษาก็จะพูดไม่รู้เรื่องแล้ว แม้จะมีที่มาจากรากเดียวกัน

ชนเผ่าอารยันคอเคซอยด์ เปรียบเทียบกับชนเผ่าอื่น


ขอบคุณภาพจาก http://i54.tinypic.com/

เทือกเขาคอเคซัส ถิ่นเดิมของอารยัน


ขอบคุณภาพจาก http://images.thaiza.com/

วัฒนธรรมที่สำคัญของชาวอารยันอีกอย่างคือการบูชาเทพ บูชาไฟ ซึ่งต่อมาได้เป็นรากฐานสำคัญของศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลกที่วัฒนธรรมชาวอารยันรุกเข้าไปถึง เช่นศาสนาโซเรเอสเตอร์ ศาสนาพราหมณ์

ชาวอารยันอยู่ในบริเวณทะเลสาปแคสเปี้ยนมานานนับแสนปี ก็เกิดมีความกล้าหาญมากขึ้น เกิดอยากผจญภัย  อยากเห็นโลกที่กว้างขึ้น อยากเดินทางไปผจญภัยไปในดินแดนใหม่ ๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือประชากรขยายปริมาณมากขึ้น จึงจำต้องย้ายถิ่นไปแสวงหาดินแดนใหม่ ๆ 

1.    กลุ่มแรกอพยพเร่รอนไปเรื่อยจนไปสู่ยุโรปในแถบกรีซ อิตาลี ในปัจจุบัน ก่อให้เกิด อารยธรรมกรีก-โรมัน
2.    กลุ่มที่อพยพลงทางใต้ เช่นพวกเปอร์เซียน ปัจจุบันคือแถบประเทศอิรัก อิหร่าน แถบลุ่มน้ำเมโสโปเตเมีย  รวมถึงอัฟกานิสถาน 
3.    ส่วนกลุ่มที่ 3 ก็อพยพไปทางตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งก็คืออินเดียตอนเหนือและปากีสถานในปัจจุบัน สร้างอารยธรรมอารยัน หรืออารยธรรมพระเวท ที่มีอิทธิพลสรางสรรค์ความเป็นอินเดียในปัจจุบัน
      ชาวเคิร์ดก็จัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 คือเป็นอารยันที่อพยพลงมาทางใต้ของทะเลสาบแคสเปี้ยน เข้ามาอยู่ในดินแดนซึ่งเป็นประเทศตุรกี ซีเรีย อิรัก อิหร่าน ในปัจจุบัน รวมกลุ่มกันอยู่ สร้างวัฒนธรรม จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาวเคิร์ดขึ้นมา เหตุการณ์นี้กินเวลายาวนานนับหมื่นปี

การกระจายตัวของชนเผ่าอารยันไปยังดินแดนต่าง ๆ


ขอบคุณภาพจาก http://s1.thingpic.com/

ดังนั้นเคิร์ด (อัลอักรอด) คืออารยันที่อพยพเข้ามาอยู่ทางที่ราบสูงในเอเซียตะวันตก อาณาบริเวณที่ชาวเคิร์ดอาศัยอยู่เรียกว่า กุรดิสถาน (ดินแดนแห่งชาวเคิร์ด) กินพื้นที่นับแต่ตุรกี, อิรัก, อิหร่าน อาร์เมเนีย ระหว่างเทือกเขาเตารูซ, ซักกอรูส และเทือกเขาอารารัต และที่ราบลุ่มระหว่างแม่น้ำไทกริสและยูเฟรติส

    ชาวเคิร์ดจึงเป็นชนชาติที่อาศัยอยู่ในดินแดนบริเวณใต้ทะเลสาปแคสเปี้ยนมาเนิ่นนานนับหมื่นปีแล้ว อยู่ที่ดินแดนแห่งนี้มานาน ไม่ได้หนีมาจากไหน เรียกว่าที่ กุรดิสถาน เป็น Home Land ของชาวเคิร์ดอย่างแท้จริง พวกเขาจึงมีความหวงแหนแผ่นดินบริเวณนี้อย่างสูง เพราะเป็นแผ่นดินแม่
    เรื่องที่พวกชาวเคิร์ดไม่มีประเทศ จึงเป็นความอดสู และเป็นบาดแผลในใจของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง

เด็ก ๆ ชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก https://upload.wikimedia.org

ผู้คนชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

วิถีดั้งเดิม เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ของชาวเคิร์ด

ชาวเคิร์ดเดิมเป็นชนเผ่าเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์  ตามลักษณะอารยันโบราณที่มีมาแต่ดั้งเดิม แต่เมื่อมาอยู่ในดินแดนอาหรับโลกมุสลิมและอยู่ใกล้ดินแดนเปอร์เชีย ก็รับวัฒนธรรมประเพณีทั้งสองแบบเข้ามาผสมผสานกับวิถีชีวิตของตัวเอง จนเป็นวัฒนธรรมแบบชาวเคิร์ด

บ้านที่อยู่อาศัยแบบชาวเคิร์ด คล้าย ๆ เปอร์เชียและอาหรับ


ขอบคุณภาพจาก http://www.michaeltotten.com/

เมือง Merdin ในตุรกีตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคยเป็นเคอร์ดิชสถานในยุคโบราณ


ขอบคุณภาพจาก http://4.bp.blogspot.com/

หมู่บ้านของชาวเคิร์ดตามไหล่เขา


ขอบคุณภาพจาก https://s-media-cache-ak0.pinimg.com

เกษตรชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.annalaurent.com/

การแต่งกายของบุรุษชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

การแต่งกายของสตรีชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

ชุดประจำชาติของผู้หญิงและชายชาวเคิร์ด



ขอบคุณภาพจาก https://en.wikipedia.org

พ่อลูกชาวเคิร์ด จะเห็นว่าพวกเขาก็คือฝรั่ง ไม่ใช่อาหรับ


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

การแต่งกายของชาวเคิร์ดในอีกแบบหนึ่ง


ขอบคุณภาพจาก http://www.theapricity.com/

ดนตรีของชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.kurdpress.com/

ภาษาเคิร์ด
    ภาษาเคิร์ด มีผู้พูดราว 31 ล้านคน ในอิรัก (รวมทั้งในเขตปกครองตนเองของชาวเคิร์ด) อิหร่าน ตุรกี ซีเรีย เลบานอน จัดอยู่ในกลุ่มภาษาอิหร่านตะวันตกเฉียงเหนือ ตระกูลอินโด-ยุโรป ภาษาที่ใกล้เคียงคือ ภาษาบาโลชิ ภาษาคิเลกิ และภาษาตาเลียส ภาษาเปอร์เซียที่อยู่ในกลุ่มภาษาอิหร่านตะวันตกเฉียงใต้จัดเป็นภาษาใกล้เคียงด้วยแต่มีความแตกต่างมากกว่า 3 ภาษาข้างต้น
    ปัจจุบันภาษาเคิร์ดเป็นภาษาราชการในอิรักในขณะที่เคยถูกห้ามใช้ในซีเรียเมื่อก่อนเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2545 รัฐบาลตุรกีมีการควบคุมการใช้ภาษาเคิร์ด ห้ามใช้ในวิทยุกระจายเสียงและการศึกษา จนกระทั่ง พ.ศ. 2544 การใช้ภาษาเคิร์ดถูกรัฐบาลตุรกีออกกฎคุมเข้มงวดมาก แม้แต่การร้องเพลงเป็นภาษาเคิร์ดก็ทำไม่ได้
    ในอิหร่านมีการใช้ภาษาเคิร์ดในสื่อท้องถิ่นและหนังสือพิมพ์ได้ แต่ห้ามใช้ในโรงเรียน ทำให้ชาวเคิร์ดในอิหร่านจำนวนมากเข้าไปในเคอร์ดิสถานของอิรักเพื่อเรียนภาษาแม่ของตนเอง
        ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2549 ตุรกียอมให้มีสถานีโทรทัศน์ออกอากาศเป็นภาษาเคิร์ดได้ 1 ช่อง แต่ไม่ให้มีการ์ตูนสำหรับเด็ก หรือรายการการศึกษาที่สอนภาษาเคิร์ดและออกอากาศได้เพียง 45 นาทีต่อวัน หรือ 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีแถบอักษรวิ่งเป็นภาษาตุรกี

ข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%94

ตัวอักษรเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://omniglot.com/

 ศาสนา
    ชาวเคิร์ดนับถืออิสลามนิกายสุนี่ห์ แต่เป็นอิสลามนิสายสุนี่ห์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมหลายแบบเข้าด้วยกัน คือได้รับอิทธิพลของศาสนาโซเรเอสเตอร์ (เพราะอยู่ใกล้อิหร่าน) รวมทั้งลักษณะบางอย่างของศาสนาคริสต์เข้าด้วย ศาสนาอิสลามแบบชาวเคิร์ดมิได้ห้ามดื่มสุรา แต่ห้ามกินฟัก ห้ามกินแพะ (แปลกไหมล่ะครับ) รวมทั้งยังเชื่อในการกลับชาติมาเกิดและการอวตารด้วย ชาวอิสลามหรือชาวอาหรับที่เคร่ง ๆ จะถือว่าสิ่งที่พวกเคิร์ดนับถือไม่ใช่ศาสนาอิสลาม แต่เป็นพวกบูชาซาตาน ในตรงนี้ชาวอาหรับจึงไม่ยอมรับชาวเคิร์ด 

ชาวเคิร์ดในการประกอบพิธีทางศาสนา


ขอบคุณภาพจาก http://www.saradistribution.com/

สงครามและดินแดนจากอดีตถึงปัจจุบันของชาวเคิร์ด

    ชาวเคิร์ดเป็นชาตินักรบชนชาติหนึ่ง ต่อสู้ในดินแดน กุรดิสถาน มายาวนานนับสองพันปีก่อนคริสต์กาล
        
        ชาวเคิร์ดเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรมีเดียตั้งแต่ 2000 ปีก่อนคริสตกาล มีเดียยึดเมืองนีนะเวห์ของอัสซีเรียใน 612 ปีก่อนคริสตกาล และกลายเป็นผู้ปกครองในพื้นที่ โดยสมัยนั้นเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งมาก  แม้กระทั่งวันนี้ชาวเคิร์ดยังคงภูมิใจมากและมีหลายตำนานที่เก็บรักษาไว้เชิดชูนักรบที่กล้าหาญที่ร่วมรบกับนักรบมีเดีย

อาณาจักรมีเดียเดิม ในสมัยโบราณเกือบสามสี่พันปีก่อน ชาวเคิร์ดเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนี้


ขอบคุณภาพจาก http://www.cais-soas.com/

กาลต่อมาชาวเคิร์ด อาร์เมเนีย, กรีกและอัสซีเรีย (ซีเรียคริสเตียน) ร่วมกันต่อต้านกองทัพอิสลาม แต่ไม่สามารถต้านทานได้ อิสลามแผ่อิทธิพลเข้าครอบคลุมภูมิภาคนี้ ชาวเคิร์ดเริ่มเปลี่ยนไปนับถืออิสลาม


ขอบคุณภาพจาก http://rudaw.net/

ชาวเคิร์ดเป็นที่รู้จักกันเป็นนักรบที่เก่งกาจและที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เป็นฮีโร่ของชาวมุสลิมที่ต่อสู้กับแซ็กซอนที่นับถือศาสนาคริสต์ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ “ซาลาดินผู้พิชิต” ก็เป็นชาวเคิร์ด


ขอบคุณภาพจาก http://www.zenzoneforum.com/

ในห้วงเวลานี้ชาวเคิร์ดเริ่มสถาปานาดินแดนของตัวเองได้ สร้างอาณาจักรแห่งชาวเคิร์ดขึ้นมา ชื่อว่า กุรดิสถาน หรือ เคอร์ดิสถาน


ขอบคุณภาพจาก http://www.turkishnews.com/

กษัตริย์แห่งอาณาจักรเคิร์ดในยุคโบราณ


ขอบคุณภาพจาก https://upload.wikimedia.org

ศตวรรษที่ 16 เคอร์ดิสถานเคยพ่ายแพ้ต่ออารยัน โรมัน เปอร์เซีย ซาฟาวิด และจักรวรรดิออตโตมัน นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 ถึง 18 พื้นที่ส่วนใหญ่ของเคอร์ดิสถานเสียหายจนยับเยิน และชาวเคิร์ดมากมายถูกเนรเทศออกไปกระจัดกระจายอยู่ทั่วจักรวรรดิออตโตมันจนกระทั่ง แซนด์ ซึ่งเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่ของชาวเคิร์ดนั้นสถาปนาขึ้นเมื่อ คศ. 1750

คศ. 1867 อาณาจักรกุรดิสถานของชาวเคิร์ดล่มสลายอย่างถาวรเมื่อโดนแบ่งครึ่งแล่เนื้อเถือหนังโดยสองอาณาจักรใหญ่ คือออตโตมานแห่งตุรกี และเปอร์เซียของอิหร่าน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อังกฤษทำสงครามกับอาณาจักรออตโตมัน ด้วยความที่รัฐบาลอังกฤษต้องการให้พวกเคิร์ดที่อาศัยอยู่ในแถบอิรักปัจจุบัน หรือในบริเวณที่เรียกว่า Southern Kurdish มาเป็นพวกกับตน จึงสัญญาว่าจะให้สิทธิ์ในการปกครองตนเองแก่พวกเคิร์ดกลุ่มนี้
แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง อาณาจักรออตโตมานพ่ายแพ้ อังกฤษก็กลับคำ อาณาจักรกุรดิสถานของชาวเคิร์ดถูกแบ่งเป็นสามส่วนโดยฝรั่งเศสและอังกฤษ และไม่เคยได้รับโอกาสให้ปกครองตนเอง



ขอบคุณภาพจาก http://www.edmaps.com/

หลังจบสงครามโลกครั้งที่สอง ชาวเคิร์ดถึงโอกาสนี้จัดตั้งดินแดนของตนเองขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่าเคิร์กดิสถาน มีกรุงมาฮาบัด (Mahabad) เป็นเมืองหลวง มีสหภาพโซเวียตให้การสนับสนุน แต่ประเทศใหม่นี้ตั้งอยู่ได้เพียง 11 เดือนก็ล่มสลาย เนื่องจากถูกโจมตีโดยกองทัพอิหร่าน และโซเวียตก็ถอนตัวออกไปเพราะไม่อยากยุ่งมาก ชาวเคิร์ดก็ถึงกาลสูญสิ้นประเทศอีกครั้งหนึ่ง

นักรบชาวเคิร์ดในช่วงสงครามโลก


ขอบคุณภาพจาก https://upload.wikimedia.org

เวลาผ่านไป ในปี 1960 ชาวเคิร์ดดิ้นรนให้ได้ดินแดนคืนมา โดยร่วมมือกับอิหร่าน อิหร่านให้ชาวเคิร์ดทำสงครามกองโจรกับอิรักโดยมีอเมริการ่วมมือด้วย แต่ต่อมาความร่วมมือนี้ก็ต้องยกเลิกไป เพราะอเมริกาทะเลาะกับอิหร่าน

ในปี 1962 รัฐบาลอิรักซึ่งนำโดย Abdul Karim Kassim ต้องสู้กับพวกเคิร์ดที่ลุกขึ้นก่อการ ทหารรัฐบาลเพลี่ยงพล้ำ กลายเป็นศึกกองโจรแบบยืดเยื้อ

Abdul Karim Kassim


รัฐบาลต่อมาของนาย Ahmad Hassan al-Bakr ต้องทำสงครามกลางเมืองถึง 2 ครั้งอันเนื่องจากการก่อการของพวกเคิร์ด ครั้งแรกเริ่มเดือนมีนาคม 1969 พวกเคิร์ดที่นำโดย Kurdish Democratic Party พยายามต่อสู้เพื่อปกครองตนเองอีกครั้ง การรบยุติเมื่อรัฐบาลยอมให้พวกเคิร์ดได้ปกครองตนเองบางส่วน เกิดพื้นที่ที่ชื่อว่า Kurdistan Autonomous Region

Kurdistan Autonomous Region


ขอบคุณภาพจาก http://www.worldpolicy.org/

ในปี 1974 พวกเคิร์ดพยายามก่อการอีกครั้ง เพื่อเรียกร้องเอกราช ครั้งนี้รัฐบาลอิหร่านซึ่งนำโดยกษัตริย์ Shah ให้การสนับสนุนพวกเคิร์ด เพื่อเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลอิรัก ซึ่งในขณะนั้นรัฐบาลอิหร่านต้องการเปลี่ยนข้อตกลงชายแดน Shatt al-Arab กับอิรัก ฝ่ายรัฐบาลอิรักเห็นว่ากองทัพของตนไม่อาจปราบปรามกองกำลัง 45,000 นายของเคิร์ด จึงยอมลงนามในสนธิสัญญาสงบศึกกับอิหร่าน ภายใต้เงื่อนไขที่อิรักยอมรับการอ้างเขตแดนของอิหร่าน แลกกับที่อิหร่านจะไม่สนับสนุนพวกเคิร์ดอีก ด้วยข้อตกลงนี้ทำให้อิรักสงบสุขอีกครั้ง

ในปี คศ. 1981 ซัดดัม ฮุสเซนใช้อาวุธเคมีโจมตีชุมชนชาวเคิร์ดในอิรัก ทำให้มีชาวเคิร์ดตาย 5,000 คน ตั้งแต่นั้นมาชาวเคิร์ดก็ผูกใจเจ็บกับอิรักมาตลอด โดยเฉพาะในสงครามอ่าว ชาวเคิร์ดใช้ดินแดนตัวเองเป็นฐานที่มั่นให้อเมริกาในการโจมตีอิรัก

ในปี 2003 สหรัฐและพันธมิตรชนะสงครามในสมรภูมิอิรัก อเมริการ่วมจัดตั้งรัฐบาลอิรักชั่วคราว โดยมีนโยบายให้อิสภาพแก่พวกเคิร์ดมากขึ้น ถึงขนาดให้มีกองกำลังป้องกันตนเองได้ ชาวเคริ์ดในอิรักปัจจุบันจึงมีกองทัพ มีรัฐสภาและฝ่ายบริหารควบคุมกิจการภายในของตนเอง มีประธานธิบดีของตนเอง (นายมัสซูด บาร์ซานิ) สถานภาพล่าสุดของชาวเคิร์ดในอิรักจึงมีเขตปกครองตนเอง โดยมีพื้นที่ในจังหวัด Erbil, Dohuk และ Sulaymaniyah และหวังว่าจะได้ Kirkuk มาเป็นเมืองหลวงของตนเอง


สรุปคือ พวกเคิร์ดในปัจจุบันแม้ว่ายังเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก แต่มีกองทัพ มีรัฐสภาและฝ่ายบริหารควบคุมกิจการภายในของตนเอง เกือบจะเข้าสู่สภาวะที่มีรัฐชาติของตนเอง

ชาวเคิร์ดในปัจจุบันที่ตั้งมั่นคงอยู่ได้ จึงเกิดจากความผิดพลาดของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน และจากการสนับสนุนของรัฐบาลสหรัฐ
นี่จึงเป็นความหวังที่สว่างจ้า ชาวเคิร์ดจากอิรัก และจากดินแดนอื่น ๆ ทั่วโลกที่จะตั้งประเทศ และยึด ดินแดนที่ยังเหลืออยู่อีกใน ซีเรีย ตุรกี และอิหร่านคืนมา ดังนั้นการเข้าร่วมรบของชาวเคิร์ดในซีเรียครั้งนี้ จึงมี   วัตถุประสงค์ที่จะยึดครองดินแดนอื่น ๆ ยังเหลืออยู่ของชาวเคิร์ดแต่ดั้งเดิมซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในตุรกีคืนมา เพื่อจะ ฟื้นฟูอาณาจักร กุรดิสถาน เก่ากลับคืนมานั่นเอง

สงครามซีเรีย

ตอนนี้เรามาทำความเข้าในสงครามซีเรียที่ชาวเคิร์ดไปเข้าร่วมกันก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร

วิกฤติการณ์สงครามในซีเรียที่เกิดขึ้นมายาวนาน 5 ปี ได้ส่งผลกระทบกับสังคมโลกมากมาย โดยเฉพาะประเทศและภูมิภาคใกล้เคียง อย่างเลบานอน ตุรกี และยุโรป ที่ต้องรองรับผู้อพยพจำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามา ปัญหาผู้อพยพจากซีเรียทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นวาระแห่งโลก ประเทศใหญ่ ๆ อย่างฝรั่งเศส เยอรมัน ล้วนแต่ปวดหัวกับปัญหานี้

ไม่เพียงแต่เท่านั้น สงครามซีเรียยังทำให้เกิดอสูรตัวใหม่ คือกลุ่มก่อการร้ายไอซิส ISIS ที่อเมริกาพยายามสร้างให้เป็นอสูรตัวใหม่ของโลก นับจากซัสดัม ฮุสเซ็น และ บิน ลาดิน สงครามในซีเรียนั้น ถ้ามองภาพแต่เพียงผิวเผิน ก็จะเข้าใจว่าเป็นสงครามที่อเมริกาและชาติพันธมิตร เข้าไปปลดปล่อยซีเรียจากการคุกคามของกบฎไอซิส โดยอเมริกาเป็นพระเอก ไอซิสเป็นตัวร้าย มองเห็นภาพแต่สงคราม การฆ่าฟัน การอพยพหนีตาย แต่เพียงเท่านั้น

แต่แท้จริงแล้วสงครามในซีเรียมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก ประกอบด้วยหลายฝ่าย ทั้งรัสเซีย อเมริกา อิหร่าน ตุรกี กองกำลังโค่นล้มรัฐบาล กองกำลังชาวเคิร์ด กลุ่มไอซิส และในทั้งหมดนั้น ไม่มีใครเป็นพระเอก ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย มีแต่ฝ่ายที่หวังจะกอบโกย ปกป้องผลประโยชน์ หรือมีวาระซ่อนเร้นกันทั้งนั้น


ขอบคุณภาพจาก http://www.thetruthunites.com/

ก่อนจะทำความเข้าใจสงครามในซีเรีย ต้องปูพื้นประวัติและปูมหลังของซีเรียให้เห็นกันก่อนนะครับ
1. ซีเรียเป็นเป็นประเทศมุสลิมอาหรับที่มีชัยภูมิยอดเยี่ยมคือ อยู่ติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือมีทางออกสู่ทะเล สามารถทำการค้าทางทะเลกับยุโรปได้ (ซีเรียอยู่ไม่ไกลจากรัสเซียทางใต้) ด้วยชัยภูมิแบบนี้รัสเซียจึงเข้ามามาอิทธิพลในซีเรียอย่างยาวนาน รัสเซียควบคุมซีเรียเป็นบริวาร ให้การสนับสนุนทั้งทางทหารและทางเศรษฐกิจ แลกกับการเข้ามาตั้งฐานทัพ ตั้งฐานการบินทางอากาศ และที่สำคัญคือท่าเรือน้ำลึกของรัสเซียในซีเรีย

รัสเซียใช้ซีเรียเป็นท่าเรือเชื่อมจากทะเลสาบแคสเปี้ยนไปสู่ทะเลเมอดิเตอร์เรเนียน


ขอบคุณภาพจาก http://ichef-1.bbci.co.uk/

2. นอกจากผลประโยชน์ด้านการค้าแล้ว ทางด้านยุทธศาสตร์ ซีเรียเป็น military buffer ที่สำคัญยิ่ง ในการต่อสู้กับยุทธการล้อมกรอบของอเมริกา ที่พยายามจะเข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อล้อมกรอบยักษ์ใหญ่รัสเซีย อย่างเช่น ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย และการสามารถควบคุมยุทธภูมิทั้งในอิรักและอัฟกานิสถานได้
จากข้อ 1 และข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า ซิเรียเหมือนไข่ในหินที่รัสเซียต้องปกป้องขนาดไหน

3. กลุ่มตระกูล อัสซาด ปกครองซีเรียมาตั้งแต่ปี 1971 จนมาถึงปี 2000 
บาร์ชา อัล อัสซาด รับช่วงการปกครองต่อจากพ่อของเขา ตระกูลนี้เชื่อฟังรัสเซีย มีผลประโยชน์ร่วมกัน รัฐบาลรัสเซียเลยชอบมาก เลี้ยงไว้


4. ปี 2011 เกิดปรากฏการณ์ Arab Spring ผู้คนลุกขึ้นมาต่อต้านผู้ปกครองของตน และลามมาถึงซีเรียด้วย ประชาชนออกมาเรียกร้องให้นายอัสซาดลาออก แต่นายอัสซาดไม่ยอม เกิดการประท้วงไปทั่วและเกิดการยิงประชาชนผู้บริสุทธิ์


ขอบคุณภาพจาก http://www.globalresearch.ca/


ขอบคุณภาพจาก http://media.npr.org/

5. ผลจากข้อ 4 ทำให้เกิดกลุ่มต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีอัลซาดขึ้นหลายกลุ่ม ได้แก่

5.1 กลุ่มกบฎ Rebel เป็นกลุ่มเริ่มต้นที่ต่อต้านรัฐบาลนายอัลซาด

กลุ่มกบฎ Rebel


ขอบคุณภาพจาก http://girlsjustwannahaveguns.com/

5.2 ทหารบางส่วนของนายอัสซาด ก็แยกตัวออกมาเพราะไม่เห็นด้วยกับการกระทำของนายอัสซาด เกิดเป็นกลุ่มที่เราคุ้นหูว่า FSA หรือ Free Syrian Army คราวนี้ทั้งกลุ่มกบฎและกลุ่ม FSA ก็เริ่มต่อสู้กันเองกับทหารของนายนายอัสซาด กลายเป็นสงครามกลางเมืองที่พังพินาศกันไปทั่ว

กลุ่ม FSA


ขอบคุณภาพจาก http://i.dailymail.co.uk/

5.3 กลุ่มหัวรุนแรง Jihadists รอบๆประเทศซีเรียก็เข้ามาสมทบอีก

5.4 กลุ่มอัลไกด้าห์ก็เข้ามาตั้งสาขา ( เพื่อสมทบกับกลุ่ม Rebel เพื่อร่วมกันรบกับนายอัสซาด
สรุปคือตอนนี้มี Rebel, FSA, Jihadists, Al Qaeda เข้ามาเป็นศัตรูกับนายอัสซาด

5.5 ต่อมากลุ่ม Kurds มิตรของอเมริกาแต่เป็นศัตรูของตุรกีเข้ามาช่วยอัสซาด
กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้เข้าร่วมมะรุมมะตุ้มซีเรียกันอย่างเมามัน 5.1 - 5.4 เข้าสู้กัยฝ่ายรัฐบาลซีเรียของนายอัสซาด 5.5 ชาวเคิร์ดเข้าช่วยนายอัสซาด แต่ก็เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง เพราะชาวเคิร์ดต้องการให้นายอัสซาดยึดดินแดนคืนจากตุรกี สงครามซีเรียคราวนี้ชาวเคิร์ดถือเป็นโอกาสทองในการฟื้นฟูชาติ

ในระหว่างนั้นก็มีหลายชาติเข้ามาร่วมในสงครามนี้ด้วย แต่เป็นการกระทำผ่านตัวแทน เช่นรัสเซียและอิหร่านที่ให้การสนับสนุนฝ่ายนายอัสซาดทุกวิถีทาง ทั้งทางด้านเงินและยุทโธปกรณ์

ในขณะเดียวกันอเมริกาก็สนับสนุนฝ่ายกบฎ เพราะต้องการล้มรัฐบาลนายอัสซาด หรือล้มอิทธิพลต่อรัสเซียในภูมิภาคนี้นั่นเอง ถึงขนาดโอบาม่าสั่งซีไอเอให้เข้าไปฝึกการรบให้พวกกบฎที่ต่อสู้กับนายอัสซาด ในขณะที่ซาอุดิอาระเบียก็สนับสนุนเงินให้กับฝ่ายกบฎอย่างเต็มที่ เพราะไม่ชอบรัฐบาลนายอัสซาด

ยิ่งตุรกียิ่งแล้วใหญ่ เพราะถ้ากองกำลังชาวเคิร์ดที่อยู่ฝั่งเดียวกับนายอัสซาดสามารถยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ประเทศตุรกีอารจะเสียดินแดนให้ชาวเคิร์ดไปถึง 1 ใน 3 ตุรกีจึงต้องทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางนายอัสซาด ก็คือสนับสนุนฝ่ายกบฎ

สงครามเข้มข้นขึ้น จนซีเรียเละไปทั้งประเทศ กันยายน 2013 มีข่าวว่า อัสซาดใช้อาวุธเคมีฆ่าประชาชน คราวนี้อเมริกาได้ทีเลยเริ่มเข้าไปมีบทบาทในสงครามมากขึ้น

มาถึงตัวละครสำคัญและโด่งดังที่สุด ที่เพิ่งออกโรง ที่มีรากจากการเป็นพวกของอัลไกดาห์ในอิรัค ขอแยกตัวไม่เป็นพวกอัลไกดาห์แล้วเพราะมีมุมมองใหม่ที่แตกต่างจากอัลไกดาห์ (จำได้ใช่ไหมครับ ว่าอัลไกดาห์มาตั้งสาขาในซีเรียเพื่อรบกับนายอัสซาด) กลุ่มนี้เดิมทีเรียกตัวเองว่า Islamic State of Iraq หรือ ISI ต่อมาขยายอิทธิพลข้ามชายแดนเข้าไปในซีเรีย เลยเรียกตัวเองใหม่ว่า Islamic State of Iraq and Syria หรือคือที่มาของคำว่า ISIS นั่นเอง พวก ISIS ไม่ได้เข้าไปสู้กับใคร แต่เข้าไปต่อสู้กับ Kurds เสียมากกว่า เพราะพวกเค้าอยากสร้างดินแดนของรัฐตัวเองและมีชื่อเรียกเรียบร้อยแล้วว่า Caliphate ซึ่งเป็นชื่อเรียกดินแดนของชาวมุสลิม ซึ่งมีความหมายว่า ไม่มีอะไรที่จะแบ่งแยกชาวมุสลิมออกเป็นประเทศๆ แต่ต้องรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ระบบเดียว เศรษฐกิจเดียว พูดง่ายๆว่ารัฐอิสลาม Islamic State นั่นเอง

นักรบ ISIS


ขอบคุณภาพจาก http://i.dailymail.co.uk/

อเมริกาที่เกลียดและมีคดีกับอัลไกดาร์อยู่แล้ว ก็เลยถือโอกาสเข้าปราบ ISIS (จริง ๆ ISIS ก็เกิดมาจากอเมริกา)

ในซีเรียก็เลยเกิดสงครามหลายฝ่ายมากยิ่งขึ้นไปอีก ISIS รบกับเคิร์ด, รัฐบาลอัสซาดรบกับกบฎและกลุ่ม FSA , ตุรกีรบกับกลุ่มเคิร์ด,อเมริการบกับ ISIS เป็นสงครามซ้อนสงคราม ซับซ้อนเหลือประมาณ และไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด

ปลายปี 2015 รัสเซียก็อยู่เฉยไม่ได้แล้ว ส่งปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบกว่าสองแสนนาย เพื่อเข้าคุมสถาณการณ์ในซีเรีย ไข่ในหินของตัวเอง โอบาม่าเจอปูตินเอาจริงแบบนี้ ก็ถึงกับอึ้งไปเหมือนกัน

ปัญหาทั้งหมดกลายเป็นโอกาสใหม่ของรัสเซีย เพราะตอนนี้ทั้งอิรัคและอิหร่านต่างก็เปิดรับให้รัสเซียเข้ามาช่วยถล่มพวก ISIS อำนาจครั้งนี้ของรัสเซียเริ่มออกดอกออกผลให้กับรัสเซียที่ต้องการกลับมาเป็นผู้นำอำนาจของโลก แต่ทำให้อเมริกาเสียแผนไปมาก รัสเซียได้แผ่อำนาจเข้ามาในตะวันออกกลางอย่างสมบูรณ์แบบ

ดุลอำนาจของโลกพลิกไปพลิกมา อเมริกาก็กำลังวุ่นวายกับการเลือกตั้งภายใน
มีคำกล่าวว่าสมรภูมิในซีเรีย เปรียบเสมือน Mini-World War 3 ที่มีมหาอำนาจของโลกเข้าร่วมเกือบครบครัน

ต่อไปเรามาดูว่าชาวเคิร์ดเข้าไปเกี่ยวข้องกับสงครามซีเรียอย่างไร และได้ทำอะไรบ้างในสงครามนี้

ห้วงเวลาของเคิร์ดในสงครามซีเรีย Kurd in Syrain War Time line

- ตุลาคม 2011 เริ่มต้นสงครามระหว่างรัฐบาลซีเรียกับผู้ต่อต้านการปกครองและ FSA


- ในปี 2011 นี้เอง กองกำลัง  YPG (People's Protection Units หรือใน ภาษาเคิร์ด เรียกว่า  Yekîneyên Parastina Gel) ได้ถูกจัดตั้งขึ้น YPG  คือกองกำลังหลักที่ผสมระหว่างชาวเคิร์ดที่อยู่ทางเหนือของซีเรีย กับชาวอาหรับ ชาวเติร์กที่สนับสนุกชาวเคิร์ก และ YPG ได้ตัดสินใจเข้าร่วมสังฆกรรมในมหาสงครามซีเรีย โดยเข้าร่วมกับฝ่ายรัฐบาลซีเรียโดยนายอัสซาด โดยมีผลประโยชน์คือดินแดนของชาวเคิร์ดทางเหนือของซีเรีย (เพื่อที่ในอนาคตจะได้ขยับขยายไปสู่ดินแดนชาวเคริ์ดในซีเรียที่อยู่ติดกัน)

กองกำลัง YPG ของชาวเคิร์ดและธงสัญลักษณ์


- 6 กันยายน 2012 พลเรือนชาวเคิร์ด 21 คนถูกฆ่าตายที่ชายแดนของเมืองอเล็ปโป (Aleppo) ซึ่งเป็นชายแดนระหว่างซีเรียกับตุรกี

เมือง Aleppo สมรภูมิหฤโหด


- กลางเดือนมกราคม 2013 กองกำลังฝ่ายกบฎปะทะกับกองทัพชาวเคิร์ดในซีเรียที่เมือง Ras al-Ayn  เมืองชายแดนระหว่างซีเรียกับตุรกี เรียกว่า ยุทธการ Ras al-Ayn (Battle of Ras al-Ayn) มีการสู้รบระหว่างสองฝ่ายต่อเนื่องยาวนาน

ยุทธการ Ras al-Ayn



- 18 กรกฎาคม 2013 กองกำลัง YPG สามารถเข้าควบคุมทางด้านเหนือของเมือง Ras al-Ayn ไว้ได้

- 26 ตุลาคม 2013 กองกำลังต่อสู้ผสมพลเรือนของชาวเคิร์ดในซีเรียสามารถควบคุมยุทธภูมิ Yarubiya ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนระหว่างซีเรียและอิรักได้ นอกจากนั้นในจังหวัด Daraa  ซึ่งอยู่ในชายแดนซีเรียกับจอร์แดน กองกำลังชาวเคิร์ดยังสามารถยึดเมือง Tafas ไว้ได้ด้วย


- 26 มกราคม 2014 กลุ่ม YPG ของชาวเคิร์ด สามารถเข้ายึดเมือง Kobane บริเวณชายแดนซีเรีย-ตุรกี จากกองกำลงชาว ISIS ได้  นับเป็นการยึดสมรภูมิที่สำคัญมากในสงคราม เพราะ Kobane เป็นเมืองสำคัญ เป็นเมืองที่ ISIS เข้ายึดได้ในคราแรก

นักรบชาวเคิร์ดฉลองชัยชนะหลังยึดเมือง Kobane ได้


- สิงหาคม 2014 กลุ่ม YPG และกองกำลังผสมพลเรือนชาวเคิร์ดสามารถควบคุมสมรภูมิชายแดนระหว่างซีเรียและตุรกีไว้ได้เกือบทั้งหมด
สถานการณ์กำลังเข้าข้างชาวเคิร์ด กองกำลัง YPG ยึดหัวหาดไว้ได้เรื่อย ๆ ในขณะที่ตุรกีก็เต้นโหยงเหยงแต่ยังทำอะไรไม่ได้มาก อย่างน้อย ๆ พอเสร็จสงครามซีเรีย ชาวเคิร์ดก็น่าจะได้คุมดินแดนของชนชาติตนเองในประเทศซีเรียได้ส่วนหนึ่ง และในอนาคตค่อยรุกคืบคลานเข้าตุรกี ถึงแม้ตุกรีจะเป็นยักษ์ใหญ่ แต่ทุกอย่างมีความเป็นไปได้

แผนที่ซีเรียที่คาดไว้ถ้าเคิร์ดชนะสงครามในซีเรียและรัฐบาลนายอัสซาดแพ้แก่สงครามตัวแทนของอเมริกา : พื้นที่สีเขียวคือดินแดนของซีเรียที่เคิร์ดจะได้ ส่วนอัสซาด หรือพวกชีอะห์ อาลาไวท์จะได้ดินแดนทางตะวันตกของซีเรียตรงสีแดง ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของซีเรียคือสีน้ำตาลจะตกแก่ชาวซาอุซึ่งนับถือสุนี่ห์ ซึ่งอเมริกาจะทูลถวายให้


แต่ฝันของชาวเคิร์ดทุกอย่างก็มาพลันสลายลง เมื่อยักษ์ใหญ่มหาอำนาจตัวจริงของโลกขยับตัว

- กันยายน 2015 รัสเซียยาตรามหาทัพเข้าสู่ซีเรีย ด้วยทหารจำนวนไม่มากมายนักแค่ 150,000 นาย ทั้งกำลังทางบกและทางอากาศ 
โดยเฉพาะกองทัพอากาศ การรณรงค์ทางอากาศในซีเรีย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกของรัสเซียในอาณาบริเวณที่อยู่นอกดินแดนที่เคยเป็นสหภาพโซเวียตนับตั้งแต่สงครามในอัฟกานิสถานเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นการอวดโฉมเผยให้เห็นกองทัพหมีขาวที่ผ่านการปรับปรุงยกเครื่องอย่างขนานใหญ่ จนมีความแตกต่างอย่างชัดเจนทั้งในด้านสมรรถนะและความคิดจิตใจจากกองกำลังอาวุธสไตล์โซเวียตแบบเก่า ๆ มันเป็นกองทัพที่สามารถเข้าสำแดงอำนาจในอาณาบริเวณห่างไกลจากพรมแดนของรัสเซียได้อย่างรวดเร็ว มีการใช้อากาศยานไร้นักบิน (โดรน) และอาวุธความแม่นยำสูงกันอย่างกว้างขวาง และมีความห่วงใยมุ่งสร้างความสะดวกสบายให้แก่เหล่าทหารรัสเซียในครั้งนี้ ทำให้ดุลอำนาจแห่งสงครามซีเรียและของโลกแปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อเมริกาพูดไม่ออก เพาะรัสเซียเข้ามาอย่างชอบธรรมโดยการร้องขอของซีเรียอย่างเป็นทางการ กองทัพ ISIS ราพณาสูรเมื่อเจอกับหมีขาว เกมส์ที่หลาย ๆ ฝ่ายเล่นอยู่ในซีเรียต้องสต๊อปไปอย่างอัตโนมัติ


ขอบคุณภาพจาก http://cdn.images.express.co.uk/

หมากที่สำคัญที่สุดของรัสเซียคือการดึงตุรกีเข้ามาเป็นพวก ตุรีนั้นแต่เดิมเป็นพวกอเมริกา แต่สงครามในซีเรียครั้งนี้ตุรีได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวงจากการรุกคืบคลานเข้ามาในชายแดนซีเรีย-ตุรกี ตุรีกลัวกับการสูญเสียดินแดนมาก ในตอนเริ่มต้นของสงคามตุรีก็ยังให้การช่วยเหลืออเมริกาในสงครามซีเรียอยู่ในทุกด้าน ทั้งการเป็นฐานที่มั่นสำคัยในการปราบรัฐบาลนายอัสซาดและนายไอซิส ในแง่การส่งกำลังบำรุง การจารกรรม ท่อน้ำเลี้ยง แต่เมื่อมองเห็นความสำเร็จของกองทัพชาวเคิร์ดที่มาจ่ออยู่ตรงหน้า ตุรกีก็ร้อนรนเหมือนถูกไฟลนตูด รัสเซียอาศัยจังหวะนี้พลิกปากกาเซียน ดึงตุรีเข้าเป็นพวก ตุรกีเข้าร่วมกับซีเรียและรัสเซีย โดยซีเรียสัญญาว่าจะให้ดินแดนที่เป็นของชาวเคิร์ดในซีเรียตอนบนแก่ตุรกี



ขอบคุณภาพจาก http://www.aljazeera.com/

ไพ่พลิกมหาศาล ตุรกีเปลี่ยนจากการเสียดินแดนของตัวเอง มาได้ดินแดนจากซีเรีย ในขณะที่ชาวเคิร์ดซึ่งมองเห็นแสงสว่างอยู่ปลายอุโมงค์มะรอมมะร่อ กำลังจะได้ดินแดนของซีเรีย และมีแนวโน้มว่าจะได้ของตุรกีมาด้วย ฉับพลับฝันก็ค้างสลายไป นอกจากจะไม่ได้อะไรเลยแล้ว เขตปกครองตนเองที่อยู่ในประเทศอิรัก ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่หรือไปหมู่หรือจ่า เพราะเมื่อรัสเซียเคลียร์พื้นที่ในซีเรียเสร็จแล้ว เป้าหมายต่อไปก็คืออิรักด้วย

ตุรกีเปลี่ยนการสนับสนุนทั้งหมดมาหารัสเซีย ยกเลิกการให้ฐานที่มั่นแก่อเมริกาในยุทธการนี้ ยกเลิกการสนับสนุน ISIS ซึ่งเป็นพวกของอเมริกา ในขณะเดียวกันซีเรียก็ยกเลิกการสนับสนุกกองกำลังเคิร์ดด้วย เรียกว่าลอยแพกันเลยทีเดียว
เรียกว่าชาวเคิร์ดถูกหักหลังอีกแล้ว ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย


ขอบคุณภาพจาก http://ichef.bbci.co.uk/

จากภาพด้านล่าง ในข้อตกลงกับหมีขาว ตุรกีจะได้ครอบครองดินแดน 4,000ตารางกิโลเมตรทางตอนเหนือของซีเรีย โดยที่ทางกองทัพอากาศของตุรกีจะดูแลเป็นเขตความมั่นคง และหมีขาวจะไม่เข้าไปก้าวก่ายบริเวณนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองของซีเรียคือ Jarablus, Manjib, Azaz และ Al-Bab
เป็นการสกัดไม่ให้เคิร์ดสามารถตั้งรัฐอิสระได้อย่างเด็ดขาด 

ในทางกลับกัน ตุรกียอมหยุดให้ความช่วยเหลือพวกก่อการร้าย รวมทั้งไอซิสที่อเมริกาและซาอุสนับสนุนในเมืองอาเล็ปโปและทางตอนเหนือของซีเรียเท่ากับว่าพวกก่อการร้ายไอซิสในซีเรียกำลังโดนทอดทิ้ง รวมถึงชนกลุ่มน้อยเคิร์ดที่อเมริกาให้การสนับสนุนเพื่อตั้งรัฐอิสระกำลังถูกลอยแพด้วย


ไม่เพียงแต่เท่านั้น รัสเซียยังได้โอกาสทองเข้ามาเป็นผู้เล่นอย่าเต็มตัวในภูมิภาคอาหรับ ชนกับอเมริกาได้เต็มที่ นี่เป็นสิ่งที่น่าจับตามองมาก
เมื่อรัสเซียเข้ามาแล้ว อเมริกายอมเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ โดยยอมในข้อต่าง ๆ ต่อไปนี้ 
1.  ประธานาธิบดี บาซ่าร์ อัล-อัสซาด ของซีเรีย อยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ในช่วงเปลี่ยนถ่ายทางการเมือง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีโอบามายืนกรานมาตลอดว่า นายอัสซาดต้องออกจากตำแหน่งเท่านั้น ในการปรองดองทางการเมือง ระหว่างฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาล นายอัสซาดจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำต่อไป

2. ทั้งสหรัฐและรัสเซียจะร่วมมือกันกำจัดพวกอัล นุสรา และพวกไอซิสที่กำลังทำสงครามเพื่อล้มรัฐบาลนายอัสซาด ทั้งสหรัฐ ตุรกี และกลุ่มประเทศอาหรับจะยกเลิกการแอบหนุนไอซิสเพื่อล้มนายอัสซาดและกำจัดอิทธิพลของอิหร่านและรัสเซีย 

3. ฝูงบินรบF-15 ของสหรัฐอเมริกาที่ประจำการในฐานทัพตุรกี จะโยกย้ายไปประจำการที่อังกฤษแทน ซึ่งก็หมายถึงการที่ทหารยอมถอนฐานทัพอากาศออกจากตุรกี หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ก็คือตุรกีไม่ให้อยู่ต่อไปอี่กแล้วนั่นเอง

4. อเมริกาสั่งให้ตุรกีถอนทหารออกจากทางตอนเหนือของอิรัก ตุรกีส่งทหารเข้าอิรัก โดยไม่ได้รับคำเชิญจากรัฐบาลอิรัก โดยอ้างว่าต้องการให้การคุ้มครองกับทหารตุรกีที่กำลังทำการฝึกนักรบอยู่ อิรักไล่ให้ทหารตุรกีออกไป แต่ตุรกีไม่ยอมปฏิบัติตาม หลังจากรัสเซียโจมตีขบวนการขนน้ำมันเถื่อนของไอซิสในซีเรีย และยึดซีเรียได้หมดประเทศแล้ว ก้าวต่อไปคือรัสเซียจะเข้าไปโจมตีไอซิสในอิรัก ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่า ทหารตุรกีเข้าไปคุ้มกัน หรือฝึกพวกไอซิสหรือไม่ เพราะว่าตุรกีมีผลประโยชน์ร่วมกันในการค้าน้ำมันเถื่อนกับไอซิส และต้องการทำลายทั่งซีเรียและอิรัก เพื่อที่จะขยายดินแดนของตุรกีในอนาคต ตุรกีไม่มีน้ำมันเป็นของตัวเอง ถ้าได้ซีเรียและอิรักมาเพิ่มจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ตัวเอง ในช่วงที่นายเคอร์รี่กำลังจะเดินทางไปเยือนมอสโคว ทางกองทัพรัสเซียได้ให้พลโทเซอร์เก การาเกฟ ผู้บังคับบัญชาการหน่วยทหารที่ดูแลขีปนาวุธยิงข้ามทวีปของรัสเซีย ออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐ ไม่สามารถป้องกันการโจมตีของขีปนาวุธยิงข้ามทวีปของรัสเซีย ที่มีเทคโนโลยี่เหนือกว่าได้ รัสเซียค่อยๆ แบไพ่ในมือออกมาว่า มีอะไรดี เพื่อขู่โอบามากลับ
(ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/636438)

5. อิสราเอลตกอยู่ในวงล้อมของกองทัพรัสเซียและพันธมิตรแล้ว อิสราเอลดิ้นไม่ออก ที่ราบสูงโกลานอาจจะถูกกองทัพซีเรียเอาคืน ทั้งกองทัพเรือและเรือดำน้ำของรัสเซียกำลังปฏิบัติการนอกชายฝั่งประเทศซีเรีย รวมทั้งระบบยิงขีปนาวุธและยิงต่อต้านขีปนาวุธ S-400 ที่ได้จ่อไปยังอิสราเอล ทำให้อิสราเอลอยู่ในฐานะลำบาก โดยที่อิสราเอลมีอิทธิพลสูงต่อการดำเนินนโยบายของทางสหรัฐ 

รัสเซียเข้ามาควบคุมสถานการณ์ทั้งหมด ความฝันของชาวเคิร์ดในการขยายดินแดนต้องพับไป ในตอนนี้สิ่งที่ชาวเคิร์ดต้องโฟกัส คือการปกป้องเขตปกครองตนเองของตัวเองในประเทศอิรักให้คงอยู่ต่อไป  โดยที่ยังไม่รู้อนาคตของเขตนั้น

เพราะพญาหมีขาวเริ่มเคลื่อนกายเข้ามายังอิรักแล้ว

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนซีเรียรอยต่อระหว่างเคิร์ดกับตุรกี ต่างคนต่างแลกหมัด

ในช่วงระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 2016 นี้ สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนซีเรียรอยต่อระหว่างเคิร์ดกับตุรกี ก็ยังคงเป็นการต่อสู้รบพุ่งกันระหว่าง 3 ฝ่าย คือ ตุรกี ไอซิส และเคริ์ด

โดยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2016 ตุรกีส่งรถถังราว 20 คันเคลื่อนเข้าสู่ซีเรีย และได้ปะทะกับกลุ่มไอเอสที่บริเวณชายแดน โดยก่อนหน้านั้นตุรกีได้ส่งกองกำลังพิเศษขนาดเล็กข้ามชายแดนล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของ ภารกิจเพื่อกวาดล้างไอเอสออกจากเมืองจาราบลุส ในจังหวัดอะเลปโป ของซีเรีย มีการยิงปืนใหญ่เปิดทางเข้าสู่เมืองจาราบลุส ตามด้วยเครื่องบินรบตุรกีและกองทัพพันธมิตรระดมถล่มเป้าหมายไอเอสในเมืองดังกล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลตุรกียังประกาศให้บริเวณชายแดนเป็น “เขตความมั่นคงพิเศษ” เพื่อเคลียร์พื้นที่

ขบวนรถถังของกองทัพตุรกี และยานยนต์นักรบซีเรียกลุ่มที่ตุรกีหนุนหลังอยู่ เคลื่อนทัพมุ่งเข้าสู่เมืองจาราบลุส ของซีเรีย


การเดินทัพของตุรีครั้งนี้ ก็เพื่อเคลื่อนกำลังเข้าไปสู่สมรภูมิที่เดิมกองทัพเคิร์ดและไอซิส ปะทะกันอยู่อย่างยาวนานมาสองสามปี เพื่อเดินเข้าสู่เกมส์บีบชาวเคิร์ด โดยได้รับการสนับสนุกจากมือที่มองไม่เห็น

ในขณะที่ชายแดนซีเรียอีกด้านหนึ่งที่อยู่ห่างออกมาทางทิศตะวันตก ในวันที่ 23 สิงหาคม กองกำลังของชาวเคิร์ดก็เข้าควบคุมเมือง Al Hasakah ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

ต่างคนต่างแลกหมัด ต่างคนต่างบีบกองกำลังของตัวเองเข้ามาในสมรภูมิ หรือว่าสงครามในซีเรียนี้จะอีกยาวนาน




























































วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

รามานูจัน คัมภีร์พระเวท และการพบถึงปัญญาบริสุทธิ์



เมื่อสองเดือนที่แล้ว มีภาพยนตร์มาฉายในเมืองไทย ชื่อ The Man Who Knew Infinitely หรือผู้รู้อสงไขยของตัวเลข เพราะตัวเลขอสงไขยนั้น เป็นตัวเลขที่หาค่าที่สิ้นสุดไม่ได้ แต่ภาพยนตร์ดังกล่าว ที่ถอดความมาจากหนังสือที่เขียนโดยโรเบิร์ต คานิเกล ในปี ค.ศ. 1991 สำหรับผู้ที่สนใจวิชาคณิตศาสตร์คงเห็นความสำคัญของหนังสือเล่มนี้มากพอทีเดียว (เคยแปลเป็นภาษาไทยแล้ว)แต่ความจริงหนังสือเล่มนี้ ได้สอดแทรกสิ่งที่เป็นธรรมะอยู่ด้วย

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 1913 โดยที่ ศาสตาจารย์ จี เอช ฮาร์ดิ้ง ศาสตาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านคณิตศาสตร์จาก มหาวิทาลัย เคมบริดจ์ โดยที่ฮาร์ดิ้ง ได้รับการยอมรับจากแวดวงของคณาจารย์สาขาคณิตศาสตร์ที่เคมบริดจ์ ว่าเป็นบุคคลที่ปราดเปรื่องมาก แล้วจู่ๆต่อมา ฮาร์ดิ้งได้รับจดหมายของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจากประเทศอินเดีย ส่งมาจากเมือง Masdras ปัจจุบันคือเมืองเชนไนหรือเจนไน ที่เป็นเมืองหลวงของรัฐทมิฬของอินเดีย ที่ในตอนนั้นเป็นเมืองที่ค่อนข้างแร้นแค้นมากในทุกๆด้านโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา แต่จดหมายที่เด็กหนุ่มผู้นี้ ที่ได้เขียนถึงฮาร์ดิ้งนั้น เป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ล้ำลึกมาก โดยที่สถาบันการศึกษาอันสูงส่งอย่าง Trinity College ก็ยังไม่เคยพบสูตรและสมการต่างๆเหล่านี้มาก่อนเลย จี เฮช ฮาร์ดิ้ง มีความประหลาดใจอย่างมาก เพราะเด็กบ้านนอกคนนี้ ที่การศึกษาก็มีไม่มาก กลับสามารถหยิบหนังสือคณิตศาสตร์เก่าๆเล่มหนึ่งมาอ่าน แล้วก็สามารถคำนวณสูตรและสมการทางคณิตศาสตร์ได้อย่างแม่นยำถูกต้อง และโดยที่การศึกษาของเขานั้นน้อยมาก อาชีพของเด็กหนุ่มผู้นี้ คือเป็นเสมียนตัวเล็กๆคนหนึ่ง ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งที่มีชาวอังกฤษเป็นเจ้าของ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฮาร์ดิ้ง และเพื่อนอาจารย์ของเขาที่เคมบริดจ์ คือศาสตาจารย์จอห์น อี ลิตเติลวู๊ด เป็นผู้เชี่ยวชาญมากทางคณิตศาสตร์ก็ตาม แต่อาจารย์ทั้งสองคนนี้ ก็ยอมรับว่า พวกเขาไม่มีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์เทียบกับรามานูจันได้เลย

เด็กหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่า ศรีนิวาสา รามานูจัน ชาวอินเดียถือศาสนาฮินดู ที่ต่ำกว่าวรรณะพราหมณ์ และวรรณะกษัตริย์ เขาได้เติบโตมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน การเข้าไปเรียนหนังสือจากโรงเรียนดีๆก็เป็นไปไม่ได้เลย แต่มารดาของรามานูจัน ก็เหมือนกับสตรีชาวอินดูทั้งหลาย คือเป็นคนเคร่งศาสนามาก และเธอมักสวดมนต์ต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมอ โดยครอบครัวพ่อแม่พี่น้องของเขา นับถือเทพสตรีที่ชื่อ Namagiri(นามาจิรี)และครอบครัวของเขา ทำการสวดมนต์แด่เทพ Namagiri และก็ไปทำการสักการะวิหารที่ชื่อว่าเทพสตรี Namagiri เสด็จประทับอยู่  

ในที่สุด ศาสตาจารย์ฮาร์ดิ้ง ก็ได้ออกทุนให้รามานูจัน เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อแสดงทฤษฏีทางคณิตศาสตร์และเหตุผลทางทฤษฏี ที่เขาได้เขียนส่งมาให้ฮาร์ดิ้งตอนอยู่อินเดีย ตอนนั้นทางรามานูจันต้องทิ้งภรรยาสาวและมารดาของเขาไป ซึ่งเวลานั้นแทบเป็นสิ่งต้องห้ามทีเดียว สำหรับชาวหนุ่มฮินดูที่ต้องทิ้งบ้านเมืองตัวเองไปยังต่างประเทศ และโดยที่รามานูจันเองเป็นมังสวิรัตน์ไม่กินเนื้อ ก็ยิ่งทำให้ชีวิตของเขายุ่งยากมาก เพราะตอนนั้นที่อังกฤษคนส่วนใหญ่หรือเกือบ 99% ก็ทานเนื้อสัตว์กัน

ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของรามานูจัน ที่เขาได้ทิ้งไว้เป็นสมบัติให้กับชาวโลกนั้น อย่างเช่นคณิตศาสตร์สูตร infinite products, continued fractions, integrals ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้ ตอนหลังนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์รุ่นต่อมา ก็ได้นำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการส่งยานอวกาศออกสู่นอกโลก การคำนวณสูตรควอนตัมฟิสิกส์ สูตรคณิตศาสตร์ในการศึกษาที่มาของหลุมดำในอวกาศ ซึ่งรวมไปถึงการคำนวณที่มาของ big bang รวมถึงทฤษฏีหรือที่เรียกว่า String Theory กับการคำนวณฟิสิกส์แบบ 10 มิติ
เขาได้รับเป็นศาสตาจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ที่เคมบริดจ์ และได้รับเกียรติเป็น Fellow Of The Royal Socity(FRS)ที่ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติมากสำหรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงในสหราชอาณาจักร โดยเขาเป็นชาวอินเดียคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ตาม เขามีอายุที่สั้นมาก โดยเขาได้จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 32 ปี จึงทำให้เราพาคิดกันว่า ถ้าเขามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างยืนยาวแล้วนั้น เขาคงทำประโยชน์ให้กับวิชาคณิตศาสตร์ให้กับโลกใบนี้อย่างมากมายมหาศาล

ความยิ่งใหญ่ของเขา ในฐานะนักคณิตศาสตร์ คือการอุทิศตนให้กับสิ่งที่เขาได้รับมาจากวิชาคณิตศาสตร์ โดยเขาได้ทำให้มันมีความรุ่มรวยในศาสตร์ดังกล่าวให้มากขึ้น โดยเขาเป็นนักคณิตศาสตร์แบบ pure mathematician คือทำการวิจัยสูตรและสมการทางคณิตศาสตร์เพื่อคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำการหาสมการและสูตรคณิตศาสตร์เพื่อจะใช้ประโยชน์ให้กับตัวเขาหรือพวกพ้อง แต่เพื่อมนุษยชาติ และสิ่งที่เขาทำ คือการแสดงความศรัทธาต่อพระเจ้าหรือต่อเทพสตรี Namagiri ที่เขาได้เคยพูดว่า ความรู้ทางคณิตศาสตร์ของเขา มาจากพระเมตตาของเทพสตรี Nagagiri ที่ทรงประธานให้แก่เขา โดยเทพสตรีดังกล่าวไม่ต้องการอะไรจากเขาเลย นอกจากต้องการให้เขาได้ใช้ปัญญาดังกล่าวเพื่อเพื่อมนุษย์ด้วยกัน

ตัวสมการหรือสูตรทางคณิตศาสตร์ จะไม่มีความหมายต่อข้าพเจ้าเลย ถ้าสมการหรือสูตรเหล่านั้น ไม่ได้แสดงความคิดของพระผู้เป็นเจ้าออกมา' รามานูจันได้เคยพูดกับศาสตาจารย์ จี อี ฮาร์ดิ้ง

แต่อย่าลืมว่า พรอันประเสริฐที่เขากล่าวว่าเขาได้รับมาจากเทพสตรี Namagiri นั้น ก็มาจากการที่เขาเป็นคนที่ทำงานหนักมา ตอนที่เขาเป็นเด็กหนุ่ม เขามักใช้ชีวิต อยู่ที่เทวสถานNamagiri และก็ทำการขีดๆเขียนๆสูตรทางคณิตศาสตร์บนพื้นดินนอกวิหารดังกล่าวเรียกได้ว่าแทบทั้งวัน ตอนที่อยู่อังกฤษ เขานั่งทำงานค้นคว้าสูตรทางคณิตศาสตร์โดยใช้เวลาวันละหลายสิบชั่วโมง ที่ถือว่าต้องใช้สมาธิสูงมาก

มีการพูดคุยกันมากมาย ในแวดวงของวิชาคณิตศาสตร์ ว่าทำไมเด็กบ้านนอกชาวอินเดีย ที่เรียนหนังสือน้อยมาก กลับมีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ เหนือล้ำกว่าอาจารย์ทางคณิตศาสตร์จามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างเคมบริดจ์ จากภาพยนตร์ The Man Who Knew Infinity ศาสตาจารย์ฮาร์ดิ้ง ได้กล่าวต่อเหล่าคณาจารย์ที่เคมบริดจ์หลังจากที่รามานูจันได้เสียชีวิตไปแล้วว่า “ความรู้ต่างๆในจักรวาลนี้ ความจริงมันมีอยู่แล้ว มนุษย์เราไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาใหม่เลย แต่ศาสตร์เหล่านี้อย่างเช่นคณิตศาสตร์ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นอันบริสุทธิ์ของหัวใจต่างหาก เราจึงจะพบมันได้” ฟังดูแล้ว ก็เหมือนกับองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พบพระธรรม พระองค์ไม่ได้เป็นผู้สร้างพระธรรม เพราะพระธรรมนั้นมีอยู่แล้ว แต่ด้วยหัวใจบริสุทธิ์ต่างหาก ที่ทำให้มนุษย์บางคน ได้พบกับสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ อย่างเช่นคัมภีพระเวท(คัมภีร์พระเวทได้ทำให้เกิดสูตรการคำนวณที่ทึ่งมากทีเดียว จนออกมาเป็นหนังสือชื่อ Vedic Mathematics)ได้กล่าวว่า

“คำว่าพระเวทนั้น คือ จุดสูงสุดของน้ำพุ เป็นที่รวมของความรู้ทั้งหลาย เป็นที่รวมความรู้ทั้งหลายให้กับมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐฆราวาสหรือรัฐศาสนา แต่พระเวทคือความรู้ที่ห่อหุ้มต่อสิ่งต่างๆทั้งหมด อยู่ในสรรพสิ่งต่างทั้งหมด และผู้มีใจบริสุทธิ์เท่านั้น จะสามารถเข้าถึงความรู้เช่นนี้ได้”

ทางศาสนาพุทธ ผู้ที่มีปัญญา คือผู้ที่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากการปรุงแต่งเพื่อสร้างอัตตาให้กันตนเอง ผู้นั้นจึงสามารถพบกับปัญญาอันบริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง ปัญญาบริสุทธิ์ทางพุทธศาสนาที่ว่านี้ คือพระธรรมนั่นเอง

ในทางวิทยาศาสตร์ ได้กล่าวว่า ปัญญาบริสุทธิ์ ที่อาศัยตัวสมาธิในการเข้าถึงนั้น เปรียบได้กับระบบกระแสไฟฟ้าในร่างกายของเรา ที่กระแสไฟฟ้าดังกล่าวนี้ สามารถรับคลื่นไฟฟ้าต่างๆรอบตัวเราได้ ยิ่งสมาธิมีพลังงานมากเท่าใด กระแสไฟฟ้าในร่างกายของเราก็ยิ่งมีพลังงานมากเท่านั้น ทำให้บุคคลผู้นั้น สามารถเรียนรู้หรือรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจและเห็นสิ่งต่างๆที่คนทั่วไปไม่สามารถเห็นได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ที่เราเรียกบุคคลเหล่านั้นว่าเป็นบุคคลอัจฉริยะ

 การทำสมาธิ คือการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ รามานูจัน เมื่อตอนเป็นเด็ก มักสวดมนตร์ถึงเทพสตรี Namagiri(การเข้าถึงสมาธิ) เสมอจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตเขา การเข้าถึงสมาธิ จนบังเกิดเป็นปัญญาจิตบริสุทธิ์ (the purity of the heart)ที่ทำให้หัวใจมนุษย์เราเปิดกว้าง และทำให้ “ตาใน” ของเราสามารถเห็นสิ่งต่างๆได้ เพราะปัญญาบริสุทธิ์ได้เกิดขึ้นแล้ว ตาในของเรา จึงทำให้เราเห็น pattern ของสิ่งต่างๆได้  

รามานูจัน เคยกล่าวว่า สรรพสิ่งทุกๆอย่าง ไม่ว่าภูเขา สายน้ำ หรือแม้แต่กรวดทราย ต่างก็มี pattern ของมันเองทั้งสิ้น เมื่อตาในเปิดแล้ว เราก็สามารถเห็นสิ่งต่างๆได้ และนี่จึงทำให้รามานูจัน สามารถเห็นสิ่งต่างๆได้ที่บรรดาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทั้งหลาย ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนเขา

จากหนังสือ Vedic Mathematics  และจากหนังสือ The Man Who Knew Infinity




ที่มาของข้อมูล
https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B4/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C/1220285858023773