วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2559

รามานูจัน คัมภีร์พระเวท และการพบถึงปัญญาบริสุทธิ์



เมื่อสองเดือนที่แล้ว มีภาพยนตร์มาฉายในเมืองไทย ชื่อ The Man Who Knew Infinitely หรือผู้รู้อสงไขยของตัวเลข เพราะตัวเลขอสงไขยนั้น เป็นตัวเลขที่หาค่าที่สิ้นสุดไม่ได้ แต่ภาพยนตร์ดังกล่าว ที่ถอดความมาจากหนังสือที่เขียนโดยโรเบิร์ต คานิเกล ในปี ค.ศ. 1991 สำหรับผู้ที่สนใจวิชาคณิตศาสตร์คงเห็นความสำคัญของหนังสือเล่มนี้มากพอทีเดียว (เคยแปลเป็นภาษาไทยแล้ว)แต่ความจริงหนังสือเล่มนี้ ได้สอดแทรกสิ่งที่เป็นธรรมะอยู่ด้วย

เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 1913 โดยที่ ศาสตาจารย์ จี เอช ฮาร์ดิ้ง ศาสตาจารย์ที่เชี่ยวชาญทางด้านคณิตศาสตร์จาก มหาวิทาลัย เคมบริดจ์ โดยที่ฮาร์ดิ้ง ได้รับการยอมรับจากแวดวงของคณาจารย์สาขาคณิตศาสตร์ที่เคมบริดจ์ ว่าเป็นบุคคลที่ปราดเปรื่องมาก แล้วจู่ๆต่อมา ฮาร์ดิ้งได้รับจดหมายของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งจากประเทศอินเดีย ส่งมาจากเมือง Masdras ปัจจุบันคือเมืองเชนไนหรือเจนไน ที่เป็นเมืองหลวงของรัฐทมิฬของอินเดีย ที่ในตอนนั้นเป็นเมืองที่ค่อนข้างแร้นแค้นมากในทุกๆด้านโดยเฉพาะทางด้านการศึกษา แต่จดหมายที่เด็กหนุ่มผู้นี้ ที่ได้เขียนถึงฮาร์ดิ้งนั้น เป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ที่ล้ำลึกมาก โดยที่สถาบันการศึกษาอันสูงส่งอย่าง Trinity College ก็ยังไม่เคยพบสูตรและสมการต่างๆเหล่านี้มาก่อนเลย จี เฮช ฮาร์ดิ้ง มีความประหลาดใจอย่างมาก เพราะเด็กบ้านนอกคนนี้ ที่การศึกษาก็มีไม่มาก กลับสามารถหยิบหนังสือคณิตศาสตร์เก่าๆเล่มหนึ่งมาอ่าน แล้วก็สามารถคำนวณสูตรและสมการทางคณิตศาสตร์ได้อย่างแม่นยำถูกต้อง และโดยที่การศึกษาของเขานั้นน้อยมาก อาชีพของเด็กหนุ่มผู้นี้ คือเป็นเสมียนตัวเล็กๆคนหนึ่ง ให้กับบริษัทแห่งหนึ่งที่มีชาวอังกฤษเป็นเจ้าของ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าฮาร์ดิ้ง และเพื่อนอาจารย์ของเขาที่เคมบริดจ์ คือศาสตาจารย์จอห์น อี ลิตเติลวู๊ด เป็นผู้เชี่ยวชาญมากทางคณิตศาสตร์ก็ตาม แต่อาจารย์ทั้งสองคนนี้ ก็ยอมรับว่า พวกเขาไม่มีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์เทียบกับรามานูจันได้เลย

เด็กหนุ่มผู้นี้มีชื่อว่า ศรีนิวาสา รามานูจัน ชาวอินเดียถือศาสนาฮินดู ที่ต่ำกว่าวรรณะพราหมณ์ และวรรณะกษัตริย์ เขาได้เติบโตมาจากครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน การเข้าไปเรียนหนังสือจากโรงเรียนดีๆก็เป็นไปไม่ได้เลย แต่มารดาของรามานูจัน ก็เหมือนกับสตรีชาวอินดูทั้งหลาย คือเป็นคนเคร่งศาสนามาก และเธอมักสวดมนต์ต่อพระผู้เป็นเจ้าเสมอ โดยครอบครัวพ่อแม่พี่น้องของเขา นับถือเทพสตรีที่ชื่อ Namagiri(นามาจิรี)และครอบครัวของเขา ทำการสวดมนต์แด่เทพ Namagiri และก็ไปทำการสักการะวิหารที่ชื่อว่าเทพสตรี Namagiri เสด็จประทับอยู่  

ในที่สุด ศาสตาจารย์ฮาร์ดิ้ง ก็ได้ออกทุนให้รามานูจัน เดินทางไปประเทศอังกฤษเพื่อแสดงทฤษฏีทางคณิตศาสตร์และเหตุผลทางทฤษฏี ที่เขาได้เขียนส่งมาให้ฮาร์ดิ้งตอนอยู่อินเดีย ตอนนั้นทางรามานูจันต้องทิ้งภรรยาสาวและมารดาของเขาไป ซึ่งเวลานั้นแทบเป็นสิ่งต้องห้ามทีเดียว สำหรับชาวหนุ่มฮินดูที่ต้องทิ้งบ้านเมืองตัวเองไปยังต่างประเทศ และโดยที่รามานูจันเองเป็นมังสวิรัตน์ไม่กินเนื้อ ก็ยิ่งทำให้ชีวิตของเขายุ่งยากมาก เพราะตอนนั้นที่อังกฤษคนส่วนใหญ่หรือเกือบ 99% ก็ทานเนื้อสัตว์กัน

ความสามารถทางคณิตศาสตร์ของรามานูจัน ที่เขาได้ทิ้งไว้เป็นสมบัติให้กับชาวโลกนั้น อย่างเช่นคณิตศาสตร์สูตร infinite products, continued fractions, integrals ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้ ตอนหลังนักคณิตศาสตร์และนักฟิสิกส์รุ่นต่อมา ก็ได้นำไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการส่งยานอวกาศออกสู่นอกโลก การคำนวณสูตรควอนตัมฟิสิกส์ สูตรคณิตศาสตร์ในการศึกษาที่มาของหลุมดำในอวกาศ ซึ่งรวมไปถึงการคำนวณที่มาของ big bang รวมถึงทฤษฏีหรือที่เรียกว่า String Theory กับการคำนวณฟิสิกส์แบบ 10 มิติ
เขาได้รับเป็นศาสตาจารย์ทางด้านคณิตศาสตร์ที่เคมบริดจ์ และได้รับเกียรติเป็น Fellow Of The Royal Socity(FRS)ที่ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ทรงเกียรติมากสำหรับสถาบันการศึกษาชั้นสูงในสหราชอาณาจักร โดยเขาเป็นชาวอินเดียคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ตาม เขามีอายุที่สั้นมาก โดยเขาได้จากโลกนี้ไปด้วยวัยเพียง 32 ปี จึงทำให้เราพาคิดกันว่า ถ้าเขามีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างยืนยาวแล้วนั้น เขาคงทำประโยชน์ให้กับวิชาคณิตศาสตร์ให้กับโลกใบนี้อย่างมากมายมหาศาล

ความยิ่งใหญ่ของเขา ในฐานะนักคณิตศาสตร์ คือการอุทิศตนให้กับสิ่งที่เขาได้รับมาจากวิชาคณิตศาสตร์ โดยเขาได้ทำให้มันมีความรุ่มรวยในศาสตร์ดังกล่าวให้มากขึ้น โดยเขาเป็นนักคณิตศาสตร์แบบ pure mathematician คือทำการวิจัยสูตรและสมการทางคณิตศาสตร์เพื่อคณิตศาสตร์อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำการหาสมการและสูตรคณิตศาสตร์เพื่อจะใช้ประโยชน์ให้กับตัวเขาหรือพวกพ้อง แต่เพื่อมนุษยชาติ และสิ่งที่เขาทำ คือการแสดงความศรัทธาต่อพระเจ้าหรือต่อเทพสตรี Namagiri ที่เขาได้เคยพูดว่า ความรู้ทางคณิตศาสตร์ของเขา มาจากพระเมตตาของเทพสตรี Nagagiri ที่ทรงประธานให้แก่เขา โดยเทพสตรีดังกล่าวไม่ต้องการอะไรจากเขาเลย นอกจากต้องการให้เขาได้ใช้ปัญญาดังกล่าวเพื่อเพื่อมนุษย์ด้วยกัน

ตัวสมการหรือสูตรทางคณิตศาสตร์ จะไม่มีความหมายต่อข้าพเจ้าเลย ถ้าสมการหรือสูตรเหล่านั้น ไม่ได้แสดงความคิดของพระผู้เป็นเจ้าออกมา' รามานูจันได้เคยพูดกับศาสตาจารย์ จี อี ฮาร์ดิ้ง

แต่อย่าลืมว่า พรอันประเสริฐที่เขากล่าวว่าเขาได้รับมาจากเทพสตรี Namagiri นั้น ก็มาจากการที่เขาเป็นคนที่ทำงานหนักมา ตอนที่เขาเป็นเด็กหนุ่ม เขามักใช้ชีวิต อยู่ที่เทวสถานNamagiri และก็ทำการขีดๆเขียนๆสูตรทางคณิตศาสตร์บนพื้นดินนอกวิหารดังกล่าวเรียกได้ว่าแทบทั้งวัน ตอนที่อยู่อังกฤษ เขานั่งทำงานค้นคว้าสูตรทางคณิตศาสตร์โดยใช้เวลาวันละหลายสิบชั่วโมง ที่ถือว่าต้องใช้สมาธิสูงมาก

มีการพูดคุยกันมากมาย ในแวดวงของวิชาคณิตศาสตร์ ว่าทำไมเด็กบ้านนอกชาวอินเดีย ที่เรียนหนังสือน้อยมาก กลับมีความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ เหนือล้ำกว่าอาจารย์ทางคณิตศาสตร์จามหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างเคมบริดจ์ จากภาพยนตร์ The Man Who Knew Infinity ศาสตาจารย์ฮาร์ดิ้ง ได้กล่าวต่อเหล่าคณาจารย์ที่เคมบริดจ์หลังจากที่รามานูจันได้เสียชีวิตไปแล้วว่า “ความรู้ต่างๆในจักรวาลนี้ ความจริงมันมีอยู่แล้ว มนุษย์เราไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาใหม่เลย แต่ศาสตร์เหล่านี้อย่างเช่นคณิตศาสตร์ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นอันบริสุทธิ์ของหัวใจต่างหาก เราจึงจะพบมันได้” ฟังดูแล้ว ก็เหมือนกับองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้พบพระธรรม พระองค์ไม่ได้เป็นผู้สร้างพระธรรม เพราะพระธรรมนั้นมีอยู่แล้ว แต่ด้วยหัวใจบริสุทธิ์ต่างหาก ที่ทำให้มนุษย์บางคน ได้พบกับสิ่งที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ อย่างเช่นคัมภีพระเวท(คัมภีร์พระเวทได้ทำให้เกิดสูตรการคำนวณที่ทึ่งมากทีเดียว จนออกมาเป็นหนังสือชื่อ Vedic Mathematics)ได้กล่าวว่า

“คำว่าพระเวทนั้น คือ จุดสูงสุดของน้ำพุ เป็นที่รวมของความรู้ทั้งหลาย เป็นที่รวมความรู้ทั้งหลายให้กับมนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐฆราวาสหรือรัฐศาสนา แต่พระเวทคือความรู้ที่ห่อหุ้มต่อสิ่งต่างๆทั้งหมด อยู่ในสรรพสิ่งต่างทั้งหมด และผู้มีใจบริสุทธิ์เท่านั้น จะสามารถเข้าถึงความรู้เช่นนี้ได้”

ทางศาสนาพุทธ ผู้ที่มีปัญญา คือผู้ที่มีจิตใจที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ปราศจากการปรุงแต่งเพื่อสร้างอัตตาให้กันตนเอง ผู้นั้นจึงสามารถพบกับปัญญาอันบริสุทธิ์ได้อย่างแท้จริง ปัญญาบริสุทธิ์ทางพุทธศาสนาที่ว่านี้ คือพระธรรมนั่นเอง

ในทางวิทยาศาสตร์ ได้กล่าวว่า ปัญญาบริสุทธิ์ ที่อาศัยตัวสมาธิในการเข้าถึงนั้น เปรียบได้กับระบบกระแสไฟฟ้าในร่างกายของเรา ที่กระแสไฟฟ้าดังกล่าวนี้ สามารถรับคลื่นไฟฟ้าต่างๆรอบตัวเราได้ ยิ่งสมาธิมีพลังงานมากเท่าใด กระแสไฟฟ้าในร่างกายของเราก็ยิ่งมีพลังงานมากเท่านั้น ทำให้บุคคลผู้นั้น สามารถเรียนรู้หรือรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจและเห็นสิ่งต่างๆที่คนทั่วไปไม่สามารถเห็นได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ที่เราเรียกบุคคลเหล่านั้นว่าเป็นบุคคลอัจฉริยะ

 การทำสมาธิ คือการทำจิตใจให้บริสุทธิ์ รามานูจัน เมื่อตอนเป็นเด็ก มักสวดมนตร์ถึงเทพสตรี Namagiri(การเข้าถึงสมาธิ) เสมอจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตเขา การเข้าถึงสมาธิ จนบังเกิดเป็นปัญญาจิตบริสุทธิ์ (the purity of the heart)ที่ทำให้หัวใจมนุษย์เราเปิดกว้าง และทำให้ “ตาใน” ของเราสามารถเห็นสิ่งต่างๆได้ เพราะปัญญาบริสุทธิ์ได้เกิดขึ้นแล้ว ตาในของเรา จึงทำให้เราเห็น pattern ของสิ่งต่างๆได้  

รามานูจัน เคยกล่าวว่า สรรพสิ่งทุกๆอย่าง ไม่ว่าภูเขา สายน้ำ หรือแม้แต่กรวดทราย ต่างก็มี pattern ของมันเองทั้งสิ้น เมื่อตาในเปิดแล้ว เราก็สามารถเห็นสิ่งต่างๆได้ และนี่จึงทำให้รามานูจัน สามารถเห็นสิ่งต่างๆได้ที่บรรดาอาจารย์ที่เชี่ยวชาญทั้งหลาย ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนเขา

จากหนังสือ Vedic Mathematics  และจากหนังสือ The Man Who Knew Infinity




ที่มาของข้อมูล
https://www.facebook.com/notes/%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B4/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99-%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%A1%E0%B8%A0%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%97-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C/1220285858023773