วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพที่ ๗ ทรง ประลองศิลปศาสตร์ยกศรอันหนัก ดีดสายศรเสียงสนั่นกระหึ่มเมือง




ภาพที่ ๗
ทรง ประลองศิลปศาสตร์ยกศรอันหนัก ดีดสายศรเสียงสนั่นกระหึ่มเมือง


พอเจ้าชายสิทธัตถะทรงมีพระชนมายุพอสมควรแล้ว    พระราชบิดาจึงทรงส่งไปศึกษาศิลป
วิทยาที่สำนักครูที่มีชื่อว่า 'วิศวามิตร'  เจ้าชายทรงศึกษาการใช้อาวุธ และการปกครองได้ว่องไวจนสิ้นความ
รู้ของอาจารย์

ภาพที่เห็นนี้  เป็นตอนเจ้าชายสิทธุตถะทรงมีพระชนมายุได้  ๑๖  ปีแล้ว  และทรงศึกษาศิลป
วิทยาจบแล้ว  พระราชบิดาจึงตรัสสั่งให้สร้างปราสาท ๓  ฤดู  เป็นจำนวน ๓ หลัง ให้ประทับเป็นที่สำราญ
พระทัย  ปราสาทหลังที่หนึ่งเหมาะสำหรับประทับในฤดูหนาว  หลังที่สองสำหรับฤดูร้อน  ทั้งสองหลังนี้จะ
มีอะไรเป็นเครื่องควบคุมอุณหภูมิไม่ทราบได้  และหลังที่สามสำหรับประทับในฤดูฝน

หลังจากนั้น  พระราชบิดาได้ทรงแจ้งไปยังพระญาติวงศ์ทั้งสอง  คือฝ่ายพระมารดาและฝ่าย
พระบิดา  ให้จัดส่งพระราชธิดามาเพื่อคัดเลือกสตรีผู้สมควรจะอภิเษกสมรสกับเจ้าชาย ทั้งนี้เพราะพระราชบิดาทรงต้องการจะผูกมัดพระราชโอรสให้เสด็จอยู่ครองราชสมบัติมากกว่าที่จะให้เสด็จออกทรงผนวช

แต่พระญาติวงศ์ทั้งปวงเห็นว่า  ควรจะให้เจ้าชายได้แสดงความสามารถในศิลปศาสตร์ที่ทรง
เล่าเรียนมาให้เป็นที่ประจักษ์แก่หมู่พระญาติก่อน   พระราชบิดาจึงอัญเชิญพระญาติวงศ์มาประชุมกันที่หน้าพระมณฑปที่ปลูกสร้างขึ้นใหม่  ณ ใจกลางเมืองเพื่อชมเจ้าชายแสดงการยิงธนู

ธนูที่เจ้าชายยิงมีชื่อว่า  'สหัสถามธนู'  แปลว่า  ธนูที่มีน้ำหนักขนาดที่คนจำนวนหนึ่งพันคนจึง
จะยกขึ้นได้  แต่เจ้าชายทรงยกธนูนั้นขึ้นได้  ปฐมสมโพธิให้คำอุปมาว่า   'ดังสตรีอันยกขึ้นซึ่งไม้กงดีดฝ้าย'
บรรดาพระญาติวงศ์ทั้งปวงได้เห็นแล้วต่างชื่นชมยิ่งนัก   แล้วเจ้าชายทรงลองดีดสายธนูก่อนยิง  เสียงสายธนูดังกระหึ่มครึ้มคราวไปทั้งกรุงกบิลพัสดุ์  จนคนทั้งเมืองที่ไม่รู้และไม่ได้มาชมเจ้าชายยิงธนู  ต่างถามกันว่านั่นเสียงอะไร

เป้าที่เจ้าชายยิงธนูวันนั้น  คือ  ขนหางทรายจามรีที่วางไว้ในระยะหนึ่งโยชน์  ปรากฏว่า  เจ้า
ชายทรงยิงถูกขาดตรงกลางพอดี   ทั้งนี้ท่านว่า   'ด้วยพระเนตรอันผ่องใสพร้อมด้วยประสาททั้ง  ๕    อันบริสุทธิ์อันปราศจากมลทิน'   พระญาติวงศ์ทั้งปวง  จึงยอมถวายพระราชธิดา  ซึ่งมีนางพิมพายโสธรารวมอยู่ด้วย  เพื่อคัดเลือกเป็นพระชายา

ภาพที่ ๖ ทรงบรรลุปฐมฌานตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขณะประทับใต้ร่มหว้าในพิธีแรกนาขวัญ




ภาพที่ ๖
ทรงบรรลุปฐมฌานตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขณะประทับใต้ร่มหว้าในพิธีแรกนาขวัญ



ภาพนี้เป็นตอนที่เจ้าชายสิทธัตถะโคตมะมีพระชนมายุ ๗ ปี  พระราชบิดาตรัสให้ขุดสระโบก
ขรณี  ๓ สระภายในพระราชนิเวศน์  ให้เป็นที่สำราญพระทัยพระโอรส  สระโบกขรณี   คือ  สระที่ปลูกดอก
บัวประทับในสระ   แล้วพระราชทานเครื่องทรงคือ   จันทน์สำหรับทาผ้าโพกพระเศียร   ฉลองพระองค์ผ้า
ทรงสะพัก  พระภูษาทั้งหมดเป็นของมีชื่อมาจากเมืองกาสีทั้งนั้น

ตอนที่เห็นในภาพนี้   เป็นตอนที่เจ้าชายประทับนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้  ที่ภาษาปฐมสมโพธิเรียก
ว่า 'ชมพูพฤกษ์'  ซึ่งคนไทยเราเรียกต้นหว่านั่นเอง  เหตุที่เจ้าชายมาประทับอยู่ใต้ต้นหว้าแห่งนี้ ก็เพราะพระราชบิดาทรงจัดให้มีพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ที่ทุ่งนานอกเมืองกบิลพัสดุ์ตามพระราชประเพณี  พระราชบิดา  ซึ่งเสด็จแรกนาด้วยพระองค์เอง หรือจะเรียกว่าทรงเป็นพระยาแรกนาเสียเองก็ได้  ได้โปรดให้เชิญเสด็จเจ้าชายไปด้วย

ภาพที่เห็นนี้อีกเหมือนกัน จะเห็นเจ้าชายประทับนั่งขัดสมาธิอยู่ลำพังพระองค์เดียว ไม่เห็นพระ
สหาย พระพี่เลี้ยง และมหาดเล็กอยู่เฝ้าเลย  เพราะทั้งหมดไปชมพระราชพิธีแรกนากัน  เจ้าชายเสด็จอยู่ลำพัง
พระองค์ภายใต้ต้นหว้าที่กวีท่านพรรณาไว้ว่า  "กอปรด้วยสาขาแลใบ  อันมีพรรณอันเขียว  ประหนึ่งอินทนิลคีรี  มีปริมณฑลร่มเย็นเป็นรมณียสถาน..."   พระทัยอันบริสุทธิ์   และอย่างวิสัยผู้จะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าในภายหน้า  ได้รับความวิเวกก็เกิดเป็สมาธิขั้นแรกที่เรียกว่า  "ปฐมฌาน"

แรกนาเสร็จตอนบ่าย  พระพี่เลี้ยงวิ่งมาหาเจ้าชาย ได้เห็นเงาไม้ยังอยู่ที่เดิมเหมือนเวลาเที่ยงวัน
ไม่คล้อยตวงตะวันก็เกิดอัศจรรย์ใจ  จึงนำความไปกราบพระเจ้าสุทโธนะให้ทรงทราบ  พระราชบิดาเสด็จมาทอดพระเนตรก็เกิดความอัศจรรย์ในพระทัย   แล้วก็ทรงออกพระโอษฐ์อุทานว่า   "กาลเมื่อวันประสูติ  จะให้น้อมพระองค์ลงถวายนมัสการพระกาฬเทวินดาบสนั้น  ก็ทำปาฎิหาริย์ขึ้นไปยืนเบื้องบนชฎาพระดาบส  อาตมก็ประณตเป็นปฐมวันทนาการครั้งหนึ่งแล้ว  ครั้งนี้อาตมก็ถวายอัญชลีเป็นทุติยวันทนาการคำรบสอง"

พระเจ้าสุทโธทนะทรงไหว้พระพุทธเจ้าที่สำคัญ ๓ ครั้งด้วยกัน  ครั้งแรกเมื่อภายหลังประสูติ
ที่ดาบสมาเยี่ยม  เห็นท่านดาบสไหว้ก็เลยไหว้   ครั้งที่สองก็คือ   ครั้งทรงเห็นปาฏิหาริย์  ครั้งที่สามคือ  ภายหลังพระพุทธเจ้าเสด็จออกผนวช  ได้สำเร็จพระพุทธเจ้า  แล้วเสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดาครั้งแรก

ภาพที่ ๕ พราหมณาจารย์รับพระลักษณะสมโภชพระกุมาร ถวายพระนามว่า พระสิทธัตถะ



ภาพที่ ๕
พราหมณาจารย์รับพระลักษณะสมโภชพระกุมาร ถวายพระนามว่า พระสิทธัตถะ


ภายหลังเจ้าชายราชกุมารผู้พระราชโอรสประสูติได้ ๕ วันแล้ว  พระเจ้าสุทโธทนะ  พระราช
บิดาได้โปรดให้มีการประชุมใหญ่   ผู้เข้าประชุมมีพระญาติวงศ์   ทั้งฝ่ายพระบิดาและฝ่ายพระมารดา  มุข
อำมาตย์  ราชมนตรี  และพราหมณ์ผู้รอบรู้ไตรเวท  เพื่อทำพิธีมงคลในการนี้คือพราหมณ์ มีทั้งหมด  ๑๐๘ แต่พราหณ์ผู้ทำหน้าที่นี้จริงๆ  มีเพียง ๘  นอกนั้นมาในฐานะคล้ายพระอันดับ

พราหมณ์ทั้ง  ๘  มีรายนามดังนี้  คือ

    ๑. รามพราหมณ์ ๕. โภชพราหมณ์
    ๒. ลักษณพราหมณ์ ๖. สุทัตตพราหมณ์
    ๓. อัญญพราหมณ์ ๗. สุยามพราหมณ์
    ๔. ธุชพราหมณ์         ๘.โกณทัญญพราหมณ์


ที่ประชุมลงมติขนานพระนามพระราชกุมารว่า   'เจ้าชายสิทธัตถะ'  ซึ่งเป็นมงคลนาม   มี
ความหมายสองนัย   นัยหนึ่งหมายความว่า  ผู้ทรงปรารถนาสิ่งใดจะสำเร็จสิ่งนั้นดังพระประสงค์  อีกนัย
หนึ่งหมายความว่าพระโอรสพระองค์แรกสมดังที่พระราชบิดาทรงปรารถนา แปลให้เป็นเข้าสำนวณไทย
ในภาษาสามัญก็ว่า  ได้ลูกชายคนแรกสมตามที่ต้องการ

พระนามนี้  คนอินเดียทั่วไปในสมัยนั้นไม่นิยมเรียก  แต่นิยมเรียกพระโคตรแทน  'พระโคตร'
ตรงกับภาษาไทยทุกวันนี้ว่า  'นามสกุล'  คนจึงนิยมเรียกพระราชกุมารว่า  'เจ้าชายโคตมะ''  หรือ โคดม'

พร้อมกันนี้  พราหมณ์ทั้ง ๘  ก็พยากรณ์พระลักษณะ   คำพยากรณ์แตกความเห็นเห็นเป็น  ๒
กลุ่ม  พราหมณ์ ๗ คน  ตั้งแต่หมายเลข ๑ ถึงหมายเลข ๗  ตามรายนามที่ระบุไว้แล้ว  มีความเห็นเป็นเงื่อนไขในคำพยากรณ์   ถ้าเจ้าชายนี้เสด็จอยู่ครองราชสมบัติ   จักได้ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก  แต่ถ้าเสด็จออกทรงผนวชจักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ผู้เป็นศาสดาเอกของโลก

มีพราหมณ์หนุ่มอายุเยาว์คนเดียวที่พยากรณ์เป็นมติเดียวโดยไม่มีเงื่อนไขว่า  พระราชกุมารนี้
จักเสด็จออกทรงผนวช   และได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน  พราหมณ์ผู้นี้ต่อมาได้เป็นหัวหน้าพรปัญจวัคคีย์
ออกบวชตามเสด็จพระพุทธเจ้า  และได้เป็นพระอรหันตสาวกองค์แรกที่รู้จักกันในนามว่า  'พระอัญญาโกณทัญญะ'   นั่นเอง  ที่เหลืออีก  ๗  ไม่ได้ตามเสด็จออกบวช  เพราะชรามาก  อยู่ไม่ทันสมัพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวช

ภาพที่ ๔ อสิตดาบสมาเยี่ยม เห็นกุมารประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะก็ถวายบังคม



ภาพที่ ๔
อสิตดาบสมาเยี่ยม เห็นกุมารประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะก็ถวายบังคม




ภาพนี้เป็นตอนภายหลังพระพุทธเจ้าประสูติแล้วใหม่ๆ คือภายหลังพระพุทธบิดาทราบข่าว
พระนางมายาประสูติพระโอรสระหว่างทางที่สวนลุมพินี  แล้วรับสี่งให้เสด็จกลับเมืองแล้ว


ผู้ที่มุ่นมวยผมเป็นชฎา  และมือทั้งสองประนมแค่อกที่เห็นอยู่นั้นคือ  'อสิตดาบส'  หรือบาง
แห่งเรียกว่า  'กาฬเทวินดาบส'   ท่านดาบสผู้นี้บวชเป็นฤาษีอยู่ข้างเขาหิมพานต์  หรือที่ทุกวันนี้เรียกว่าเขาหิมาลัยนั่นเอง  ท่านเป็นที่เคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะและของราชตระกูลนี้  และเป็นผู้คุ้นเคยด้วย


เมื่อท่านทราบข่าวว่าพระเจ้าสุทโธทนะ   ประมุขกษัตริย์กรุงกบิลพัสดุ์ทรงมีพระราชโอรสใหม่   จึงออกจากอาศรมเชิงเขา   เข้าไปเยี่ยมเยียนเพื่อถวายพระพรยังราชสำนัก   พระเจ้าสุทโธทนะทรงทราบข่าวว่าท่านดาบสมาเยี่ยม   ก็ทรงดีพระพระทัยนักหนา    จึงตรัสสั่งให้นิมนต์ท่านนั่งบนอาสนะแล้วทรงอุ้มพระราชโอรสออกมาเพื่อให้นมัสการท่านดาบส


พอท่านดาบสได้เห็นเจ้าชายสิทธัตถะ   ก็ทำกริยาผิดวิสัยสมณะ  ๓ อย่าง  คือ  ยิ้มหรือแย้มหรือที่ภาษากวีในหนังสือปฐมสมโพธิเรียกอย่างหนึ่งว่า  หัวเราะแล้วร้องไห้ 
 แล้วกราบแทบพระบาทของเจ้าชายสิทธัตถะ


ท่านยิ้มเพราะเห็นพระลักษณะของเจ้าชายสิทธัตถะต้องด้วยตำรับมหาบุรุษลักษณ์  ท่านเห็น
ว่า  คนที่มีลักษณะอย่างนี้ถ้าอย่างครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงมีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไปไกลแต่ถ้าได้ออกบวชจะได้เป็นพระศาสดาผู้มีชื่อเสียงที่สุดในโลก  ที่ท่านร้องไห้ก็เพราะเชื่อแน่ว่าเจ้าชายราชกุมารนี้  จะต้องออกบวช
 เพราะเหตุที่เชื่ออย่างนี้  เลยนึกถึงตัวท่านเองว่า  เรานี่แก่เกินการณ์เสียแล้ว เลยเสียใจว่ามีบุญน้อย   ไม่มีโอกาสที่จะได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า   และที่กราบไหว้พระบาทราชกุมารที่เพิ่งประสูติใหม่  ก็เพราะเหตุเดียวที่กล่าวนี้


ฝ่ายเจ้านายในราชตระกูลได้เห็นและได้ทราบข่าวว่า  ท่านดาบสกราบพระบาทราชกุมาร  ต่าง
ก็มีพระทัยนับถือพระราชกุมารยิ่งขึ้น  จึงทูลถวายโอรสของตนให้เป็นบริวารของเจ้าชายสิทธัตถะ  ตระกูลละองค์ๆ  ทุกตระกูล

ภาพที่ ๓ พอ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน ก็ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว




ภาพที่ ๓
พอ ประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ณ ป่าลุมพินีวัน ก็ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว




ภาพนี้เป็นตอนประสูติ  คนที่เคยอ่านพุทธประวัติหรือปฐมสมโพธิ  และเคยเห็นภาพตามผนัง
โบสถ์ในวัดมาแล้ว  คงพอเข้าใจและดูออกว่าคืออะไร


ทารกที่เห็นนั่นคือเจ้าชายสิทธัตถะ   หรือพระพุทธเจ้าในเวลาต่อมา   ซึ่งพอประวัติจากพระ
ครรภ์พระมารดา  ก็ทรงพระดำเนินด้วยพระบาทไปได้  ๗  ก้าว  พร้อมกับทรงยกพระหัตถ์ขวาและเปล่ง
พระวาจา  เบื้องใต้พระบาทมีดอกบัวรองรับ  พระวาจาที่ทรงเปล่งออกมานั้น  กวีท่านแต่งไว้เป็นภาษาบาลี
แปลถอดใจความเป็นภาษาไทยได้ว่า


"เราจะเป็นคนเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง  ซึ่งจะหาผู้ใดเสมอเหมือนไม่มี  ชาติที่เกิดนี้เป็นชาติ
สุดท้ายของเรา  เราจะไม่ได้เกิดต่อไปในเบื้องหน้าอีกแล้ว"


กลุ่มสตรีที่อยู่ในท่านั่งบ้าง   คุกเข่าบ้าง   นั้นคือบรรดานางพระกำนัลที่ตามเสด็จพระนาง
มายา  ส่วนรูปสตรีที่ยืนหันหลังให้ต้นไม้ใหญ่นั้นคือพระมารดา  พระหัตถ์ขวาของท่านเหนี่ยวกิ่งไม้  ต้นไม้
ใหญ่นี้คือต้นสาละ  ที่แต่ก่อนมาเคยแปลกันว่าไม้รังหรือเต็งรังอย่างที่มีอยู่ในบ้านเรา  แต่ภายหลังได้เป็นที่รู้กันว่า สาละไม่ใช่ไม้รัง  และไม่มีในป่าเมืองไทย  เป็นไม้พันธุ์ในตระกูลยางซึ่งมีอยู่ในอินเดียที่คนอินเดียนิยมใช้ปลูกบ้านสร้างเรือนอยู่กัน  มีมากในเขาหิมาลัย


สถานที่ประสูตินี้เรียกว่า  'ลุมพินี'  อยู่นอกเมืองกบิลพัสดุ์  เวลานี้อยู่ในเขตประเทศเนปาล


แทรกเรื่องอื่นเข้าบ้างเล็กน้อย  กล่าวคือเมืองพระประยูรญาติของพระพุทธเจ้ามีสองเมือง  คือ
กบิลพัสดุ์   และเทวทหะ   กบิลพัสดุ์เป็นเมืองพ่อของพระพุทธเจ้า  นี้ว่าอย่างภาษาสามัญ  ส่วนเทวทหะเป็นเมืองแม่  พระบิดาของพระพุทธเจ้าอยู่ที่เมืองกบิลพัสดุ์ ส่วนพระมารดาเดิมอยู่ที่เมืองเทวหะ  กษัตริย์และเจ้านายจากสองเมืองนี้ต่างเป็นญาติเกี่ยวดองกันโดยทางอภิเษกสมรส


เมื่อพระนางมายาจวนครบกำหนดประสูติ   จึงทูลลาพระสามี   คือพระเจ้าสุทโธนะ  เพื่อประ
สูติพระโอรสที่เมืองอันเป็นราชตระกูลของพระนาง  ตามธรรมเนียมพราหมณ์ที่ว่า สตรีเวลาจะคลอดลูกต้องไปคลอดที่บ้านพ่อแม่ของตน  พระนางมายาเสด็จไปถึงระหว่างทางยังไม่ทันถึงเมืองเทวทหะ ทรงประชวรเสียก่อน  เลยจึงประสูติที่นั่น


วันที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้นคือ  วันเพ็ญกลางเดือน  ๖

ภาพที่ ๒ ทรง รับคำเชิญ แล้วจุติมากำเนิดในตระกูลกษัตริย์ศากยะ ณ กรุงกบิลพัสดุ์



ภาพที่ ๒
ทรง รับคำเชิญ แล้วจุติมากำเนิดในตระกูลกษัตริย์ศากยะ ณ กรุงกบิลพัสดุ์


ภาพนี้เป็นภาพตอนที่พระโพธิสัตว์เจ้า  ซึ่งต่อมาคือเจ้าชายสิทธัตถะ  หรือพระพุทธเจ้ากำลัง
เสด็จจากสวรรค์ชั้นดุสิต  เพื่อเสด็จเข้าสู่พระครรภ์พระมารดา  วันที่เสด็จลงบังเกิดนั้น  ตรงกับวันขึ้น ๑๕
ค่ำ  เดือน ๘  ซึ่งเป็นเวลาที่พระเจ้าสุทโธทนะ  พระบิดา  กับพระนางสิริมหามายา  พระมารดา  ได้อภิเษกสมรสไม่นาน


คืนวันเดียวกันนั้น  พระนางสิริมหามายากำลังบรรทมหลับสนิทในแท่นที่บรรทมแล้ว  ทรง
สุบินนิมิตว่าพระนางไปอยู่ในป่าหิมพานต์   ได้มีช้างเผือกเชือกหนึ่งลงมาจากยอดเขาสูงเข้ามาหาพระนางปฐมสมโพธิพรรณาเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า


"...มีเศวตหัตถีช้างหนึ่ง...ชูงวงอันจับบุณฑริกปทุมชาติสีขาวเพิ่งบานใหม่  มีเสาวคนธ์หอม
ฟุ้งตรลบแล้วร้องโกญจนาทเข้ามาในกนกวิมาน     แล้วกระทำประทักษิณพระองค์อันบรรทมถ้วนสามรอบแล้วเหมือนดุจเข้าไปในอุทร  ฝ่ายทักษิณปรัศว์แห่งพระราชเทวี..."


ภายหลังโหราจารย์ประจำราชสำนักทำนายว่าเป็นสุบินนิมิตที่ดี จะมีพระราชโอรสผู้ประเสริฐ
อุบัติบังเกิด   และเมื่อพระมารดาทรงครรภ์แล้ว   ปฐมสมโพธิได้พรรณาตอนที่พระโพธิสัตว์เสด็จอยู่ในพระครรภ์พระมารดาว่า


"...เหมือนดุจด้ายเหลือง  อันร้อยเข้าไปในแก้วมณีอันผ่องใส  เมื่อปรารถนาจะทอดพระเนตร
ในขณะใด  ก็เห็นพระโอรสนั่งเป็นบัลลังก์สมาธิ (นั่งขัดสมาธิ)  ผันพระพักตร์มาข้างหนึ่งพระอุทรแห่งพระ
มารดา  ดุจสุวรรณปฎิมาอันสถิตอยู่บนฝักอ่อนในห้องแห่งกลีบปทุมชาติ  แต่โพธิสัตว์มิได้เห็นองค์ชนนี..."


วันที่พระโพธิสัตวเจ้าเสด็จลงสู่พระครรภ์  กวีผู้แต่งเรื่องเฉลิมพระเกียรติได้พรรณาว่า  มีเหตุ
มหัศจรรย์เกิดขึ้นเหมือนกับตอนประสูติ ตรัสรู้ และตรัสปฐมเทศนา  จะต่างกันบ้างก็แต่ในรายละเอียดเท่านั้นเช่นว่า  กลองทิพย์บันลือลั่นทั่วท้องเวหา  คนตาบอดกลับมองเห็น  คนหูหนวกกลับ  ได้ยิน


ตอนนั้น  ถ้าจะถ่ายทอดพระพุทธเจ้าออกจากวรรณคดี  มาเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธประวัติก็ว่า
กลองทิพย์บันลือลั่นนั้น  คือ  'นิมิต'  หมายถึง  พระเกียรติคุณของพระพุทธเจ้าที่จะแผ่ไปทั่วโลก   คนตาบอดหูหนวก  คือ  คนที่มีกิเลส  ได้สดับรสธรรมแล้วจะหายตาบอด  หูหนวก  หรือมีปัญญารู้แจ้งมองเห็นทางพ้นทุกข์นั้นเอง

ภาพที่ ๑ เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าชุมนุมกันอัญเชิญเทพบุตรโพธิสัตว์ให้ จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า



ภาพที่ ๑
เทพเจ้าทุกชั้นฟ้าชุมนุมกันอัญเชิญเทพบุตรโพธิสัตว์ให้ จุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า


เมื่อพระเวสสันดรโพธิสัตว์สวรรคตแล้ว  เสด็จไปอุบัติเป็นสันตุสิตเทพบุตรในสวรรค์ชั้นดุสิต
เมื่อก่อนพุทธกาลเล็กน้อย   เทวดาทุกสวรรค์ชั้นฟ้ามาประชุม ปรึกษากันว่า  ใครจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าต่างก็เล็งว่า   พระโพธิสัตว์สถิตอยู่ในชั้นดุสิตจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า   จึงพากันไปทูลเชิญให้จุติลงมาโปรดสัตวโลก  เพื่อให้สมกับพระปณิธานที่ตั้งไว้ว่า ทรงบำเพ็ญบารมีมาในชาติใดๆ  ก็มิได้ทรงมุ่งหวังสมบัติอันใด  นอกจากความเป็นพระพุทธเจ้าก่อนที่พระโพธิสัตว์อันสถิตอยู่  ณ สวรรค์ชั้นดุสิต จะได้ทรงตรัสรู้บรรลุธรรมเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อโปรดชาวโลกนั้น  พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า  ท่านได้ทรงบำเพ็ญบารมี ๑๐
ประการ  อันได้แก่


๑. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี คือ ความอดทนสูงสุด
๒. พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยะบารมี คือ ความพากเพียรสูงสุด
๓. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี คือ ความเมตตาสูงสุด
๔. พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี คือ ความมีจิตที่แน่วแน่สมบูรณ์
๕. พระมโหสถ ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี คือ ความมีปัญญาสูงสุด
๖. พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมี คือ ความมีศีลที่สมบูรณ์สูงสุด
๗. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี คือ ความอดกลั้นสูงสุด
๘. พระนารทพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี คือ การมีอุเบกขาสูงสุด
๙. พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญสัจจะบารมี คือ ความมีสัจจะสูงสุด
๑๐. พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมี คือ การรู้จักการให้ทานสูงสุด