วันพุธที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพที่ ๗๐ เช้าวันเพ็ญเดือน ๖ ทรงเสวยมังสะสุกรอ่อนที่บ้านนายจุนทะ นับ เป็นปัจฉิมบิณฑบาต



ภาพที่ ๗๐
เช้าวันเพ็ญเดือน ๖ ทรงเสวยมังสะสุกรอ่อนที่บ้านนายจุนทะ นับเป็นปัจฉิมบิณฑบาต




พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์บริวาร    ได้เสด็จออกจากเขตแขวงเมืองไพศาลีไปโดยลำดับ  
เพื่อเสด็จไปยังเมืองกุสินารา  สถานที่ทรงกำหนดว่าจะนิพพานเป็นแห่งสุดท้าย  จนไปถึงเมืองปาวาในวันขึ้น  ๑๔  ค่ำ  เดือน  ๖  ซึ่งเป็นวันก่อนเสด็จนิพพานเพียงหนึ่งวัน


เสด็จเขัาไปประทับอาศัยที่สวนมะม่วงของนายจุนทะกัมมารบุตร   นายจุนทะเป็นลูกนายช่างทอง  ได้ทราบข่าวว่า  พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์บริวารเสด็จมาพักอยู่ที่สวนมะม่วงของตน  ก็ออกไปเฝ้าและฟังธรรม  ฟังจบแล้ว  นายจุนทะกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์เสด็จไปรับภัตตาหารที่บ้านของตนในเวลาเช้าวันรุ่งขึ้น


เวลาเช้าวันรุ่งขึ้น  นายจุนทะได้ถวายอาหารพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ที่บ้านของตน  อาหาร
อย่างหนึ่งที่นายจุนทะปรุงถวายพระพุทธเจ้าในวันนี้มีชื่อว่า  'สูกรมัททวะ'


คัมภีร์ศาสนาพุทธชั้นอรรถกถาและมติของเกจิอาจารย์ทั้งหลายยังไม่ลงรอยกันว่า  'สูกรมัทท
วะ'  นั้นคืออะไรแน่  บางมติว่าได้แก่สุกรอ่อน  (แปลตามตัว  สูกร-สุกร  หรือหมู  มัททวะ-อ่อน)   บางมติว่า
ได้แก่  เห็นชนิดหนึ่ง  และบางมติว่าได้แก่  ชื่ออาหารอันประณีตชนิดหนึ่ง    ซึ่งชาวอินเดียปรุงขึ้นเพื่อถวายแก่ผู้ที่ตนเคารพนับถือที่สุด  เช่น  เทพเจ้า  เป็นต้น  เป็นอาหารประณีตชั้นหนึ่งยิ่งกว่าข้าวมธุปายาส


พระพุทธเจ้าตรัสบอกนายจุนทะให้จัดถวายสูกรมัททวะนั้นถวายแต่เฉพาะพระองค์     ส่วนอาหารอย่างอื่นให้จัดถวายพระสงฆ์  และเมื่อพระพุทธเจ้าทรงฉันเสร็จแล้ว  รับสั่งให้นายจุนทะนำเอาสูกรมัททวะที่เหลือจากที่พระองค์ทรงฉันแล้ว  ไปฝังเสียที่บ่อ  เพราะคนอื่นนองจากพระองค์นั้นฉันแล้ว    ร่างกายไม่อาจจะทำให้อาหารนั้นย่อยได้    เสร็จแล้วพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้นายจุนทะฟังเป็นที่ชื่นชม และรื่นเริงในกุศลบุญจริยาของ  แล้วทรงอำลานายจุนทะเสด็จต่อไปยังเมืองกุสินาราต่อไป