วันอาทิตย์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพที่ ๔๖ เสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติผู้ใหญ่ถือว่าสูงอายุไม่ถวายบังคม



ภาพที่ ๔๖
เสด็จไปโปรดพระญาติที่กรุงกบิลพัสดุ์ พระญาติผู้ใหญ่ถือว่าสูงอายุไม่ถวายบังคม




ตลอดเวลา ๖ ปีกว่า  คือ นับตั้งแต่เสด็จออกบวช ตรัสรู้ และประกาศพระศาสนาในแคว้นมคธ  
จนมีพระสาวกและคนนับถือมาก   พระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก    เพื่อโปรดพระ
ประยูรญาติตามคำอาราธนาของพระสุทโธทนะพุทธบิดา


ด้วยพระทัยปรารถนาที่จะได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงอยู่ในฐานะหนึ่ง  คือ พระราชโอรส  เมื่อทรงทราบว่าขณะนั้น      พระพุทธเจ้าเสด็จประทับ     เพื่อประกาศพระศาสนาอยู่ในแคว้นมคธ      พระเจ้าสุทโธทนะจึงส่งคณะฑูตไปทูลอาราธนา


คณะฑูตแต่ละคณะที่พระเจ้าสุทโธทนะส่งไปเพื่อทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า      มีหัวหน้าและบริวาร  ซึ่งปฐมสมโพธิบอกว่าจำนวนหนึ่งพันคน  รวมทั้งหมด  ๑๐  คณะด้วยกัน  คณะที่  ๑  ถึง  ๙  ตามลำดับ ได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรมแล้วสำเร็จอรหันต์   ยังมิได้กลับมาทูลรายงานให้พระเจ้าสุทโธทนะ
ได้ทราบ     พระเจ้าสุทโธทนะจึงทรงส่งคณะอำมาตย์    เป็นคณะฑูตที่  ๑๐  ไปอีก     คณะฑูตที่  ๑๐  นี้มี
กาฬุทายีเป็นหัวหน้า  ซึ่งเป็นผู้ที่คุ้นเคยและเป็นสหชาติ  คือ  เกิดวันเดียวกับพระพุทธเจ้า   ก่อนออกเดินทางไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้า  กาฬุทายีทูลลาบวช   เมื่อบวชแล้วจะทูลอาราธนา   พระพุทธเจ้าให้เสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ์ให้จงได้  พระเจ้าสุทโธทนะทรงอนุมัติ


ภายหลังเมื่อกาฬุทายีไปถึงสำนักพระพุทธเจ้าได้ธรรมจนสำเร็จอรหันต์    และได้ขอบวชเป็นพระสาวกพร้อมทั้งบริวารที่ติดตามไปแล้ว    ไปทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์   ขณะนั้นเป็น
หน้าแล้ง  ย่างเข้าหน้าฝน


พระพุทธเจ้าทรงรับคำทูลอาราธนาแล้ว   พร้อมด้วยพระสาวก   ที่ตำนานปฐมสมโพธิบอกว่า
จำนวน  ๒  หมื่นรูป     เสด็จออกเดินทางเป็นเวลาสองเดือน    จึงถึงกรุงกบิลพัสดุ์แล้ว    เสด็จเข้าประทับในอารามของเจ้าศากยะผู้หนึ่ง ซึ่งชื่อว่า 'นิโครธ'  ซึ่งพวกเจ้าศากยะพระญาติจัดถวายให้เป็นที่ประทับ  อารามในที่นี้ไม่ใช่วัด   แต่เป็นสวน   เป็นอุทยานอยู่นอกเมือง  พวกพระประยูรญาติรวมทั้งพระเจ้าสุทโธทนะ  ได้พากันมารับเสด็จและเฝ้าพระพุทธเจ้าที่อารามแห่งนี้