วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ภาพที่ ๑๐ ทรงสรงสนานน้ำในสระ ราชบุรุษไปทูลว่า พระนางพิมพาประสูติพระโอรสแล้ว




ภาพที่ ๑๐
ทรงสรงสนานน้ำในสระ ราชบุรุษไปทูลว่า พระนางพิมพาประสูติพระโอรสแล้ว


ภายหลังที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงเห็นเทวฑูตที่ ๔  คือนักบวช  จนตัดสินพระทัยว่าจะเสด็จออก
บวชแน่นอนแล้ว  ก็เสด็จด้วยรถพระที่นั่ง  ที่ปฐมสมโพธิว่า   "เทียมด้วย  มงคลวรสินธพทั้ง  ๔  มีสีดังดอกโกกนุทปทุมบุปฝาชาติ (ดอกบัวสีแดง)"  เสด็จไปถึงพระราชอุทยาน

เมื่อเสด็จไปถึง   เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งแวดล้อมไปด้วยคณานางอเนกนิกรสุรางคศักยราชกัญญา
ก็เสด็จลงสรงสนานในสระโบกขรณี  ที่เรียงรายระดาดาดด้วยเบญจปทุมชาติ

เสด็จอยู่ที่พระราชอุทยานเกือบทั้งวัน  จนเกือบเย็นจึงมีเจ้าพนักงานจากราชสำนักผู้หนึ่ง  ซึ่ง
พระเจ้าสุทโธทนะรับสั่งให้นำข่าวมาทูลให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงทราบ     เจ้าพนักงานกราบทูลว่าพระนาง
พิมพายโสธราประสูติพระโอรสแล้ว

พระพุทธโฆษาจารย์ผู้แต่งอรรถกถาธรรมบทได้พรรณาความตอนนี้ไว้ว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ
ได้ทรงทราบข่าวว่า   พระชายาของพระองค์ประสูติพระโอรสแล้ว   ทรงเกิดความรู้สึกอย่างหนึ่งซึ่งไม่เคย
เกิดกับพระองค์มาก่อนเลย  คือ  ความรักลูกยิ่งนัก

ความรักนั้นเกิดขึ้นแล้ว   หนักหน่วงในพระทัย   ผูกมัดรัดรึงพระทัยยิ่งกว่าสิ่งใดในโลก  จน
ทรงอุทานออกมาว่า  "พันธนัง  ชาตัง  ราหุลัง  ชาตัง"

แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว"  คำที่แปลว่า "ห่วง" ในพระอุทานของเจ้าชาย
สิทธัตถะคือ  ราหุลัง  หรือ  ราหุล  ต่อมาคำนี้ได้ถวายเป็นพระนามของราหุลกุมาร

ที่เจ้าชายสิทธัตถะเปล่งอุทานขึ้นมาว่า "ห่วงเกิดขึ้นเสียแล้ว" นั้น หมายถึงว่า  พระองค์กำลัง
ตัดสินพระทัยจะเสด็จออกบวช   กำลังจะตัดห่วงหาอาลัยในฆราวาสอย่างอื่น   ก็เกิดมีห่วงใหม่ขึ้นมาผูกมัดเสียแล้ว